สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 11 บทที่ 308 เหตุการณ์บนสนามประลองดาบ

        ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างของซุนเฟย ตลอดเวลาที่มองพวกเขาเห็นแค่ซุนเฟยหยิบขวดยาเล็กๆ สีแดงออกมาจากแหวนเก็บของ ก่อนจะเทของเหลวสีแดงราวกับเลือดนั้นเข้าไปในปากของ 'กริชไร้เงา' อินซากีที่กำลังหมดสติอยู่ จากนั้นบาดแผลที่น่ากลัวตามร่างกายของอินซากีก็เริ่มทำการสมานตัวเนื้อและผิวหนังใหม่จำนวนมากงอกออกมา การฟื้นฟูเร็วขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบาดแผลตามร่างก็ค่อยๆ จางหายไป

        ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดแบบนี้ ทำให้หลายคนมองข้ามการเปลี่ยนแปลงอันน่าเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นบนร่างของอินซากี

        ในขณะที่ซุนเฟยประคองร่างศิษย์ของตัวเองขึ้นมาเขาก็หันหน้าไปมองยอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมตรงหน้าทันใดนั้นความตึงเครียดของบรรยากาศก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างทราบดีว่า ด้วยพลังของราชาแซมบอร์ดถ้าต้องการก็สามารถจัดการกับยอดฝีมือตรงหน้าได้อย่างง่ายดายราวกับบี้มดตัวหนึ่ง

        แต่ถ้าลงมือก็เท่ากับว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์วีรบุรุษในความคิดของพวกเขาไม่มีใครคาดหวังให้ราชาแซมบอร์ดลงมือ เพราะก่อนหน้านี้ การกระทำที่ราชาแซมบอร์ดแสดงออกมาในยามเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินผู้ตัดสินทำให้มีผู้คนจำนวนมากยกย่องว่าเป็นผู้ยืนหยัดแข็งขืนต่ออำนาจบาตรใหญ่ขณะเดียวกันก็มีนักรบที่มาจากอาณาจักบริวารจำนวนนับไม่ถ้วนเห็นราชาหนุ่มคนนี้เป็นวีรบุรุษของพวกเขาแต่ตอนนี้ หากราชาแซมบอร์ดลงมือขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็ มันจะกลายเป็นกลั่นแกล้งคนอ่อนแอ ภาพลักษณ์วีรบุรุษที่อยู่ในใจของเหล่านักรบรากหญ้าคงแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ

        ดวงตาคมกริบราวกับมีดของซุนเฟยหยุดมองที่ใบหน้าของยอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมแม้ว่ายอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมจะไม่เสียใจในสิ่งที่ทำลงไป แต่ตอนนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาเพียงเผชิญหน้ากับราชาแซมบอร์ดตรงๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่น่ากลัวอย่างชัดเจน ยอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงสุนัขจรจัดตัวหนึ่งที่ถูกมังกรยักษ์จ้องมองมา แค่อีกฝ่ายเพิ่มแรงกดดันขึ้นอีกเล็กน้อยก็สามารถบีบให้เขาต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาได้แล้ว

        นี่เป็นความกลัวที่ออกมาจากจิตวิญญาณ

        “เจ้ามีนามว่าอะไร?” ทันใดนั้นซุนเฟยก็เอ่ยถามขึ้นมา “มาจากอาณาจักรบริวารไหน?”

        คำถามนี้ทำให้บรรยากาศในลานประลองยิ่งเพิ่มความตึงเครียดขึ้นมา

        ถึงน้ำเสียงของราชาแซมบอร์ดจะฟังดูนิ่งสงบแต่ยิ่งสงบนิ่งเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้นและเนื้อหาของคำถามก็ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าราชาแซมบอร์ดเตรียมลงมือสังหารไม่เพียงต้องการสังหารยอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมผู้โชคร้ายคนนี้ให้ตายเพียงคนเดียวแต่ถึงขนาดต้องการฆ่าล้างบางอาณาจักรบริวารของฝ่ายตรงข้ามให้เหี้ยน

        เห็นได้ชัดว่ายอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมก็คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

        “นามของข้าคือ อาร์เยิน โรบเบินส่วนนามของอาณาจักรข้านั้น ฝ่าบาทจะได้ยินจากการประกาศของผู้ตัดสิน แต่อย่าหวังว่าจะได้รู้จากปากของข้า” เมื่อเห็นกรรมการผู้ตัดสินกลัวหัวหดอยู่ด้านข้างจนไม่กล้าที่จะเดินเข้ามาโรบเบินจึงยืดอกตัวเองแล้วพูดเสียงดังว่า “การต่อสู้บนสนามประลองดาบมันย่อมต้องมีบาดเจ็บล้มตาย ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็ยั้งมือไม่สังหารเขาแล้วแต่ถ้าราชาแซมบอร์ดต้องการระบายอารมณ์โกรธส่วนตัวมาที่ข้าหรืออาณาจักรของข้าพวกข้าก็คงต้องสู้ตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น”

        เสียงประกาศกร้าวของอาร์เยิน โรบเบินเต็มไปด้วยความฮึกเหิมทันใดนั้นเขาก็ได้รับเสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นมาจากเหล่านักรบเลือดร้อนที่ล้อมรอบสนามประลอง

        น่าเสียดายว่า ไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่าการกระทำของโรบเบินเป็นสิ่งถูกต้อง

        “บังอาจ พูดจาเหลวไหลเกินไปแล้วอาร์เยิน โรบเบิน ไอ้บ้าเอ๊ย ยังไม่รีบขออภัยราชาแซมบอร์ดอีกหรือ เจ้าโง่…” ในเขตเฝ้าสังเกตการณ์อีกด้านหนึ่งของสนามประลองดาบหมายเลขแปด ทันใดนั้นก็มีร่างอวบอ้วนของชายวัยกลางคนที่สวมมงกุฎอัญมณีสามสีคือแดง เขียว และน้ำเงินลุกพรวดพราดขึ้นมาร่างของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธพลางชี้นิ้วด่าโรบเบิน จากนั้นก็หันกลับมาฉีกยิ้มและทำการประจบสอพลอราวกับสุนัขเจอนายเขายิ้มกว้างขึ้นพลางพูดว่า “ฝ่าบาทได้โปรดอย่าถือโทษไปเลย หลังจากนี้อาณาจักรตัวตั๋วของเราจะไม่มีคนที่ชื่อโรเบินอีกต่อไปในเมื่อเขาบังอาจท้าทายอำนาจของฝ่าบาท หลังจากนี้ข้าจะประกาศยกเลิกความภักดีของโรบเบินการกระทำของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอาณาจักรตัวตั๋วตัวข้าเลื่อมใสฝ่าบาทมาโดยตลอด…”

        เมื่อเห็นซุนเฟยเริ่มขมวดคิ้ว ราชาอาณาจักรตัวตั๋ว อาณาจักรบริวารระดับสามก็ไม่กล้าพูดต่อ เขาหันกลับมาพูดใส่อาร์เยินโรบเบินที่ยืนอยู่บนสนามประลองดาบว่า “ไอ้โง่เจ้ามันรนหาที่ตายจริงๆ อย่าลืมพาบิดาใกล้ตายของเจ้าไสหัวไปจากอาณาจักรข้าด้วยต่อจากนี้อาณาจักรตัวตั๋วจะไม่ต้อนรับคนปัญญาอ่อนอย่างพวกเจ้าสองคนพ่อลูกอีก…”

        เจ้าอ้วนคนนี้คือราชาของอาณาจักรตัวตั๋วอาณาจักรบริวารระดับสาม

        โรบเบินเป็นนักรบพเนจรที่เพิ่งสาบานถวายความภักดีต่อราชาแห่งตัวตั๋วเมื่อไม่นานมานี้ก่อนหน้านี้เขาพาบิดาที่ป่วยหนักร่อนเร่มาเรื่อยๆ ด้วยสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เขาก็บังเอิญไปพบกับราชาแห่งอาณาจักรตัวตั๋วจากนั้นก็เข้าไปขอพึ่งพาราชาอาณาจักรตัวตั๋ว ทางด้านราชาอาณาจักรตัวตั๋วเห็นว่าโรบเบินแข็งแกร่งไม่น้อยน่าจะใช้ประโยชน์ได้ จึงรับนักรบตกยากผู้นี้ไว้ และเป็นเพราะโรบเบินถึงทำให้อาณาจักรบริวารระดับสามเล็กๆ แห่งนี้สามารถผ่านรอบคัดเลือกก่อนหน้านี้มาและได้รับโอกาสเข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย

        เดิมทีราชาแห่งตัวตั๋วยังคิดว่าตัวเองเก็บของมีค่ามาได้โดยบังเอิญเขาดีใจจนยิ้มแทบไม่หุบแต่ใครจะไปรู้ว่าของล้ำค่าชิ้นนี้กลับสร้างหายนะมาสู่อาณาจักรของตัวเองที่เกือบจะลงมือสังหารลูกศิษย์ราชาแซมบอร์ด จนราชาแซมบอร์ดอาจพิโรธขึ้นมาราชาแห่งตัวตั๋วตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูกเขารีบร้อนกระโดดออกมาประกาศตัดความสัมพันธ์ระหว่างโรบเบินทันทีเขาหวาดกลัวว่าซุนเฟยจะระบายความโกรธแค้นมาที่อาณาจักรตัวตั๋ว

        คำพูดของราชาแห่งตัวตั๋วได้ดึงดูดเสียงโห่ร้องและเสียงเหน็บแนมจากผู้คนที่อยู่รอบๆ ไม่น้อย

        แทบทุกคนเริ่มเห็นใจโรบเบิน

        ยอดฝีมือคลื่นพลังธาตุลมคนนี้เป็นคนดีและตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาในระหว่างการแข่งขันกับ 'กริชไร้เงา' อินซากีหรือแม้แต่ ‘สามเหตุผลที่ไม่ฆ่า’ ที่เขาพูดออกมาหลังคว้าชัยชนะจากคู่ต่อสู้ได้คนผู้นี้คู่ควรกับคำว่าลูกผู้ชาย แต่น่าเสียดายที่เขากลับมอบความจงรักภักดีให้แก่ราชาที่รักตัวกลัวตายคนนี้นี่มันไก่ได้พลอยชัดๆ

        “แค่เจ้าคุกเข่าขอโทษเรื่องในวันนี้ข้าจะไม่ซักถามอีก” สีหน้าของซุนเฟยสงบนิ่งมากในขณะที่พูดออกมาอย่างช้าๆ คำพูดนี้ลอยเข้ามาในหูของโรบเบินอย่างชัดเจน

        นิ่งเงียบ

        ยังคงนิ่งเงียบ

        โรบเบินไม่พูดอะไรออกมาอีกสองเท้าของเขายังคงยืนอยู่อย่างมั่นคง ยืดกายตรงดุจหอกเปลวไฟคลื่นพลังสีเขียวอมน้ำเงินลุกโชนทั่วร่างของเขาอย่างบ้าคลั่งพลังของนักรบระดับห้าดาวพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด ภายใต้แรงกดดันที่ซุนเฟยปล่อยออกมาคลื่นพลังที่พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งนี้ก็ส่อแววจะทะลวงผ่านออกมาได้

        นี่ก็คือสิ่งที่เขาเลือก

        ยอมตายไม่ยอมคุกเข่า

        เงาร่างนี้ยังคงเร่งโคจรเปลวคลื่นพลังสีเขียวอมน้ำเงินอย่างคลุ้มคลั่งและต่อต้านอย่างหนัก บรรยากาศที่เศร้าสลดปกคลุมไปทั่วสนามประลองเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ชมนับพันที่อยู่รอบๆ หรือตัวโรบเบินเองต่างก็รู้ดีว่าต่อให้พยายามสู้ตายสักแค่ไหน แต่สุดท้าย เขาก็ไม่อาจรับมือราชาแห่งแซมบอร์ดได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

        ตอนนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องแพ้ชนะแล้ว

        แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของนักรบที่แท้จริงคนหนึ่ง

        ซุนเฟยหัวเราะออกมาเบา ๆ “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าคิดดูสิ หากเจ้าตายไปแล้ว ใครจะมาดูแลบิดาที่ไม่อาจใช้ชีวิตคนเดียวของเจ้าได้?”

        ซุนเฟยรู้เรื่องราวของโรบเบินจากสมุดเล่มเล็กฉบับนั้นมาก่อนแล้ว

        พอได้ฟังประโยคนี้ เปลวคลื่นพลังสีเขียวอมน้ำเงินบนร่างของโรบเบินก็ดูจะอ่อนแรงลง

        ประโยคนี้เสมือนกริชอันคมกริบที่สุดในโลกแทงเข้ามาในหัวใจของโรบเบิน

        แต่แค่พริบตาเดียว เขาก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

        “ถ้าตอนนี้ข้าเลือกที่จะคุกเข่าท่านพ่อคงไม่มีทางยกโทษให้ข้าตลอดกาล ระหว่างความตายและศักดิ์ศรี ข้าและพ่อของข้าขอเลือกอย่างหลัง”

        คำพูดของโรบเบิน เด็ดขาดราวกับเหล็กกล้า

        “เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมมากๆนับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง แต่น่าเสียดายจริงๆที่เจ้าเป็นดั่งไข่มุกซึ่งถูกขว้างไปในที่มืด เป็นวีรบุรุษที่ถูกทำให้อัปยศ!” ในขณะที่ทุกคนคิดว่าโรบเบินคงจะถูกสังหารในวินาทีถัดมาทันใดนั้นซุนเฟยกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “เจ้าเป็นนักรบที่แท้จริงและมีแค่ราชาที่แท้จริงเท่านั้นที่คู่ควรให้เจ้ามอบความจงรักภักดีให้การที่เจ้าเลือกมอบความจงรักภักดีให้กับคนที่เหมือนหมูโง่นั่นไม่รู้สึกเสียดายบ้างเรอะ?”

        ในขณะที่ซุนเฟยพูดประโยคนี้เขาก็ผายมือไปทางราชาแห่งตัวตั๋วที่ยืนยิ้มประจบอยู่ไกลๆ

        ตอนนี้เองเจ้าหมูโง่ตัวนั้นก็พลันหน้าซีดขึ้นมา

        โรบเบินคิดไม่ถึงว่าจู่ๆราชาแซมบอร์ดจะพูดแบบนี้ขึ้นมาทันใดนั้นก็เหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในหัวราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างออกเขารู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้างและไม่รู้จะพูดอย่างไร

        ผู้คนที่อยู่ด้านล่างสนามประลองดาบนับพันก็เริ่มส่งเสียงอุทานออกมาพร้อมเพรียงกัน

        “เจ้าหมูโง่คนนั้นไม่คู่ควรต่อความจงรักภักดีของเจ้าหรอกข้าคิดว่าเมืองแซมบอร์ดน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า อาร์เยิน โรบเบินข้าชื่นชมเกียรติยศในฐานะนักรบคนหนึ่งของเจ้ามากดังนั้นเจ้าจะเข้าร่วมเมืองแซมบอร์ดได้หรือไม่?”

        บนใบหน้าของซุนเฟยเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจสายตาของเขาจ้องมองไปที่โรบเบินด้วยความแน่วแน่ ก่อนจะสำทับอีกประโยคว่า “แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การบังคับไม่ว่าการตัดสินใจของเจ้าจะเป็นอย่างไร ข้าก็หวังว่าจะได้รับมิตรภาพจากนักรบที่แท้จริงอย่างเจ้า และนับแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าจะเป็นแขกที่เมืองแซมบอร์ดให้การต้อนรับตลอดไป”

        วิ้ง วิ้ง วิ้ง!

        ฉับพลัน เสียงอุทานและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมารอบๆสนามประลองดาบทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าในตอนท้ายของเรื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนฉากในละครแบบนี้มีนักรบรากหญ้าจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกโล่งอก เพราะการที่ราชาแซมบอร์ดไม่ได้กลั่นแกล้งคนอ่อนแอ นอกจากจะไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวังยังทำให้ภาพลักษณ์วีรบุรุษในจิตใจของพวกเขาไม่พังทลายลงไป

        แต่ไม่ช้าพวกเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

        อาร์เยิน โรบเบิน ลูกผู้ชายคนนี้จะเลือกสวามิภักดิ์ต่อราชาแซมบอร์ดหรือไม่?

        ทุกคนต่างเฝ้ารอชมฉากจบที่มีความสุขพวกเขาเชื่อมั่นว่ามีเพียงราชาแซมบอร์ดราชาผู้ไร้เทียมทานคนนี้เท่านั้นที่คู่ควรให้นักรบที่แท้จริงอย่างโรบเบินรับใช้และตายแทนได้ในเมื่อราชาแห่งตัวตั๋วสมองหมูนั่นได้ยกเลิกความจงรักภักดีกับโรบเบินไปแล้วนั่นหมายความว่า ตอนนี้โรบเบินมีอิสระที่จะเลือกมอบความจงรักภักดีให้ใครก็ได้

        “ข้าอาร์เยิน โรบเบินขอสาบานจะจงรักภักดีต่อองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ จะซื่อสัตย์ไม่ห่างหายจวบจนกว่าชีวิตข้าจะหาไม่”

        ในสายตาของผู้คนนับหมื่น โรบเบินคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นดาบยาวถูกเขาแทงลงกับพื้นแล้วกุมด้ามไว้มั่น ก่อนจะกล่าวคำปฏิญาณด้วยเสียงอันดัง ทุกคำพูดเขากล่าวออกมาอย่างชัดเจนราวกับกำลังร่ายกลอนก็ไม่ปาน

        นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ยากลำบากอะไร

        เพราะราชาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นราชาที่มีหนึ่งไม่มีสองเป็นบุคคลที่คู่ควรให้เขาจงรักภักดี

        “ฮ่าๆๆ ต่อหน้าท่านเทพแห่งสงครามข้าจะขอรับความจงรักภักดีจากนักรบอาร์เยิน โรบเบิน…” ซุนเฟยปฏิบัติตามประเพณีแต่โบราณที่สืบทอดต่อกันมาของแผ่นดินอาเซรอทเขาหัวเราะในขณะที่ตอบรับคำปฏิญาณของโรบเบิน ใครๆต่างก็มองออกว่าราชาแซมบอร์ดให้ความสำคัญต่อนักรบรากหญ้าคนนี้มากเพราะในตอนท้ายเขาหันไปกล่าวคำเยาะเย้ยราชาแห่งตัวตั๋วที่ยืนทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ไกลๆว่า “ฝ่าบาทข้าขอขอบพระทัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับความเอื้อเฟื้อของท่านที่อุตส่าห์ส่งนักรบที่แท้จริงให้แก่ข้า!”

        ใบหน้าขาวอวบอ้วนของราชาแห่งตัวตั๋วในตอนนี้แดงก่ำราวกับขนมปังปิ้งบนเหล็กร้อน

        ---------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน