ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 100

    ..ณ คฤหาสน์ตระกูลโรจนรัตติกุล..“..ถึงคุณหลงไห่คนนั้นจะสามารถหาสิ่งทดแทนที่มากกว่าคนของตระกูล ณ สุวรรณภูมิกล่าวเสนอมา.. นายหญิงก็คงจะตอบปฏิเสธไปอยู่ดีไม่ใช่หรือขอรับ.. กระผมไม่เห็นว่านายหญิงจะมีความจำเป็นที่ต้องพูดคุยกับเขาให้เสียเวลาอันมีค่าของท่านเลยขอรับ” พ่อบ้านใหญ่ประจำตระกูลโรจนรัตติกุล ‘แซมสัน’ กล่าว“นี่แซมสัน!.. คนเราก็ต้องหาสิ่งบันเทิงในชีวิตเสียบ้างสิ! นายไม่คิดอย่างนั้นเหรอ” พิชญ์กล่าวตอบ พร้อมกับรอยยิ้ม หลังจากที่เธอวางสายของหลงไห่คนนั้น เธอก็เอาแต่นั่งเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง เหมือนกับว่ากำลังคิดที่จะทำอะไรบางอย่าง“ขอรับนายหญิง.. ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามประสงค์ของท่านขอรับ” แซมสันกล่าว“นี่แซมสัน!.. นายคิดยังไงกับท่านชายภาวินบ้าง เราควรจะไปพบกับเขาดีหรือไม่..” พิชญ์กล่าวถามกับพ่อบ้านของเธออย่างไม่มั่นใจ เธอขมวดคิ้วคิดวิตกอยู่นานสองนาน..“ตามความคิดของกระผม ท่านชายภาวินในอนาคตนั้น จะต้องได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ณ สุวรรณภูมิอย่างแน่นอน ดังนั้นการเดินทางไปพบกับท่านชายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล.. ถือว่าเป็นเรื่องที่ควร และเหมาะสมขอรับ..” แซมสันกล่าว พิชญ์ที่ได้ยินก็ชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย“นี่แซมสัน!.. นายคงไม่คิดว่าฉันเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกนะ ฉันรู้เรื่องคำทำนายของท่านโหราจารย์เมื่อ 30 ปีก่อน.. ทีนี้เรามาคุยกันอย่างจริงจังได้หรือยัง” พิชญ์กล่าว“นายหญิง!.. ท่านทราบเรื่องนี้ด้วยหรือขอรับ?..” แซมสันกล่าวพร้อมกับทำหน้าตกใจเล็กน้อย มันเป็นเรื่องก่อนที่นายหญิงของเขาจะเกิดด้วยซ้ำไป และเขาพยายามที่จะทำตามคำทำนายนั้นเพื่อตระกูลโรจนรัตติกุลที่เขารับใช้อย่างเงียบๆ ไม่ให้นายหญิงท่านรับรู้ แต่จู่ๆท่านก็พูดออกมาเช่นนี้ทำให้เขาต้องติดสตั๊นท์เล็กน้อย“อย่าคิดว่าจะทำอะไรลับหลังแล้วฉันไม่รู้จะได้ไหม.. เรื่องแม่ชีที่โบสถ์นั้นก็เหมือนกัน แม้ฉันจะเข้าใจว่านายทำไปเพื่อตระกูลของเราก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆก็ควรจะมาบอกกล่าวกันบ้าง” พิชญ์กล่าวพร้อมกับเบะปาก“..ขออภัยขอรับท่านหญิง.. กระผมคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะต้องรับรู้เรื่องนี้ จึงยังไม่ได้เอ่ยกล่าวอะไรออกไป แต่กระผมมีเรื่องสงสัยอยากจะถามกับท่าน ..ท่านรู้มากแค่ไหน และรู้มานานแค่ไหนแล้วขอรับ” แซมสันกล่าว มันเป็นความลับอันดำมืดของตระกูลโรจนรัตติกุลที่ถูกส่งต่อๆกันมาเมื่อครั้งอดีต..“ก็รู้ทั้งหมดนั่นแหละ ตอนที่ท่านพ่อพูดกับฉันในตอนนั้น ถึงจะยังเด็ก และไม่เชื่ออยู่ก็เถอะ เรื่องคำสาปอะไรนั่นน่ะ.. แต่ตอนนี้ชักเริ่มจะเป็นกังวลแล้วล่ะ..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืน เธอเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ และคิดอะไรอย่างมีนัยสำคัญ..“กระผม และครอบครัวของกระผมเป็นข้ารับใช้มากกว่า 7 รุ่น พวกเราทราบดีว่าคำสาปของตระกูลโรจนรัตติกุลนั้นเป็นของจริง มันเป็นคำสาปที่ได้จากการสาปแช่งของเหล่าทหารจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่ากันว่ามีกลุ่มหนึ่งในหมู่ทหารนับพัน ทำการสาปแช่งบรรพบุรุษของท่าน และมันจะถูกส่งต่อกันมาเรื่อยๆรุ่นสู่รุ่น ไม่จบไม่สิ้น.. คำสาปที่อายุขัยของคนในตระกูลจะไม่มีทางเกิน 50 ปี และจะสามารถให้กำเนิดบุตรหรือบุตรีได้เพียงแค่คนเดียวต่อรุ่นเท่านั้น..” แซมสันกล่าว“แต่ทว่าเมื่อ 30 ปีก่อนได้มีคำเอ่ยกล่าวของท่านโหราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ท่านกล่าวถึงคำสาปที่ตระกูลเราจะถึงการสิ้นสุด ไม่สิ! คงต้องใช้คำว่าลบล้างไปน่าจะเหมาะสมกว่า.. ‘ทายาทของตระกูล ณ สุวรรณภูมิ คือคำตอบ’ นั่นคือสิ่งที่ท่านได้กล่าวกับผู้นำตระกูล หรือคือคุณปู่ของท่านหญิงสมัยนั้นขอรับ..” แซมสันกล่าว“เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วน่า.. ท่านพ่อน่ะไม่เคยรักท่านแม่เลย นั่นแหละคือเรื่องจริง ที่พ่อทำลงไปทุกอย่างก็เพื่อท่านหญิงคนนั้น เรื่องนั้นฉันรู้ดี..” นายหญิงพิชญ์กล่าว“คุณท่านผู้ล่วงลับไป.. ท่านได้กระทำถูกต้องแล้ว มันเป็นข้อตกลงที่คุณท่านได้ทำเอาไว้กับท่านหญิง ‘สุภาวิณี’ และคุณหญิงแม่ของนายหญิงเองเข้าใจเรื่องนี้ดีขอรับ” แซมสันกล่าว พิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบหันมามองที่ตัวของพ่อบ้านในทันที เธอไม่เข้าใจเหตุผลดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะกลับมาคิดยังก็ไม่เคยเข้าใจ“หมายความว่ายังไง.. ไม่ใช่ว่าท่านพ่อหลงรักท่านหญิงสุภาวิณี และท่านหญิงท่านกล่าวปฏิเสธอย่างนั้นหรือ.. จนเป็นเหตุให้ท่านมาลงเอยกับท่านแม่ด้วยการประชดรัก...” พิชญ์กล่าวถามออกมาอย่างสงสัย“ไม่จริงเลยขอรับ.. ครั้งก่อนเมื่อในอดีตที่ผ่านมา นายท่านผู้ล่วงลับกับนายหญิงสุภาวิณีนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่วัยเด็ก.. แม้ว่าทั้งสองท่านภายนอกจะดูเหมือนมีความรักต่อกัน แต่มันก็เป็นในฐานะเพื่อนเท่านั้น.. จนผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลตกลงที่จะให้ทั้งสองท่านแต่งงานกัน เพราะคงเห็นว่าทั้งสองท่านอยู่ใกล้ชิดกันตลอด ประกอบกับคำทำนายนั้นด้วยส่วนหนึ่งขอรับ..” แซมสันกล่าว“มันค่อนข้างต่างจากที่คนอื่นๆเล่าให้ฟังเลยแฮะ.. ต่อๆ” พิชญ์กล่าวพร้อมกับมานั่งที่ของตัวเองอย่างสนใจในเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา..“นั่นจึงทำให้คุณท่านได้ทำข้อตกลงกับท่านหญิงสุภาวิณีว่าจะต้องหาทางทำลายเรื่องพวกนี้ด้วยตัวของพวกท่านเอง กระผมเคยได้ยินคุณท่านกล่าวถึงท่านหญิงสุภาวิณีอยู่บ่อยครั้ง ‘ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถมองเธอเป็นคนรักได้จริงๆ’ นั่นก็รวมถึงตัวของท่านหญิงเองด้วยขอรับ..”“แต่ทว่าไม่ว่าจะทำยังไงวิธีการไหนทางผู้ใหญ่ของสองตระกูลก็ไม่มีทางยกเลิกงานแต่งของทั้งสองท่าน จนเวลามันกระชั้นชิด ท่านหญิงสุภาวิณีจึงได้คิดแผนที่บ้าระห่ำ แม้แต่กระผมในสมัยนั้นยังต้องตกใจกับเรื่องนี้..” แซมสันกล่าว พิชญ์ที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ก็เสียอารมณ์ไม่น้อยดูเหมือนว่าพ่อบ้านของเธอต้องการจะกลั่นแกล้งเธอ“อย่าเล่าเหมือนพวกนิทานอะไรพวกนั้นจะได้ไหม.. ลุ้นไม่ไหวแล้วเนี่ย..” พิชญ์กล่าว“แฮ่ๆ.. ขอรับนายหญิง.. ท่านหญิงสุภาวิณีประกาศว่าเธอท้องกับชายที่รัก แต่ไม่ใช่กับคุณท่านที่เป็นพ่อของเด็ก ก่อนวันแต่งงานเพียงไม่ถึง 1 อาทิตย์.. แน่นอนว่ามันเป็นแผนที่บ้าระห่ำ แต่มันก็เป็นแผนที่ตัวของท่านหญิงสุภาวิณีเองต้องเสียสละเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นทุกคนจึงมองว่านายท่านถูกหักอก และมาลงเอยกับผู้หญิงอีกคน ซึ่งก็คือคุณหญิงแม่ของนายหญิงนั่นเองขอรับ..” แซมสันกล่าวพร้อมหรี่ตามองที่นายหญิงของตัวเอง ก่อนที่เขาจะรีบเล่าต่อทันที เพราะเธอกำลังมองค้อนมาทางเขา..“หลังจากนั้นกระผมจำได้ว่าคุณท่านภาคิน ผู้นำตระกูลสุวรรณภูมินั้นเสียหน้ามาก เรื่องอย่างนี้มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นในวงคนชนชั้นสูงของประเทศ เพราะมันจะเป็นทั้งคำนินทา และดูถูก บ้างก็ส่งผลถึงธุรกิจประจำตระกูล ท่านภาคินจึงได้ขับไล่ตัวของท่านหญิงคนนั้นออกจากตระกูล พร้อมกับชายคนรักที่ทราบภายหลังว่าเป็นบอดี้การ์ดคนสนิทของท่านหญิง..” แซมสันกล่าว“..ด้วยความเสียสละตัวเองออกจากชนชั้นสูงของท่านหญิงคนนั้น นายท่านจึงตามช่วยเหลืออยู่ห่างๆอย่างไม่โจ่งแจ้งนัก แม้แต่ตัวของท่านหญิงเองในวัยเด็กก็ได้พบเจอกับท่านหญิงสุภาวิณีอยู่บ่อยครั้ง ตอนที่นายท่านไปพักผ่อนที่เชียงใหม่ แน่นอนว่าคุณหญิงแม่ของท่านหญิงเองก็ไปด้วยเช่นกัน กระผมจึงคิดว่าพวกท่านนั้นทราบเรื่องที่เกิดขึ้นดี และไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันขอรับ..”แซมสันกล่าวถึงชีวิตในวัยเด็กของพิชญ์ และมันเป็นเวลาเดียวกับที่ความทรงจำที่เธอไม่เคยได้นึกถึงก็ปรากฏขึ้น มันเป็นภาพลางๆที่ยังพอหลงเหลืออยู่ถึงคุณน้าแสนสวยผู้ใจดี เธอจำได้ว่าขนมที่คุณน้าคนนั้นทำมันอร่อยกว่าที่ไหนๆ และเธอก็ต้องชะงักเมื่อได้นึกถึงเด็กผู้ชายอีกคนที่เป็นลูกชายของคุณน้า..“เด็กคนนั้น.. เจ้าชายขี่ม้าขาวของฉัน เด็กคนนั้นคือท่านชายภาวินอย่างนั้นเหรอ..” เธอกล่าวอุทานออกมาอย่างตกใจ ต้องยอมรับเลยว่าเธอนั้นได้ทิ้งเรื่องราวของภาวินเอาไว้ด้านหลัง เธอเลือกที่จะลืม เพราะอยู่มาวันหนึ่งเขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว เธอคิดว่าเขาคงจะลืมสัญญาที่พวกเขาทั้งสองมีไว้ให้กันแล้ว“ใช่ขอรับ เด็กน้อยในวันวานทั้งสองคนนั้น กระผมยังจำได้ดี.. ว่าพวกท่านสนิทกันมากแค่ไหน นายท่านที่ไม่เคยหลงลืมเรื่องคำชี้แนะของท่านโหราจารย์ ได้ทำข้อตกลงกับท่านหญิงสุภาวิณีเป็นการส่วนตัว เรื่องนี้มีเพียงแค่ กระผม คุณท่าน คุณหญิงแม่ของนายหญิง ท่านหญิงสุภาวิณี และท่าน ‘พฤกษ์’พ่อของท่านชายภาวิน“ข้อตกลงที่ว่าคือการหมั้นหมายให้เด็กทั้งสองนั้นแต่งงานกันในอนาคต และเพื่อไม่ให้ประวัติซ้ำรอยเดิม พวกท่านจะต้องจำใจแยกพวกท่านทั้งสองคนออกจากกันก่อน และจะให้นัดพบกันตอนโตอีกครั้งหนึ่ง พวกท่านทั้งสี่ดูไม่เป็นกังวลเลยว่าทั้งสองเด็กน้อยในวันนั้นจะเข้ากันไม่ได้.. ตัวอย่างอย่างพวกท่านทั้งสี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีแล้วที่ทั้งสองจะรักกันได้..” แซมสันยังคงกล่าวต่อ“แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง นายท่านก็ขาดการติดต่อกับท่านหญิงสุภาวิณีไป จากตามปกติแล้วพวกท่านจะติดต่อกันอย่างน้อยเดือนละครั้งถึงสองครั้ง แต่ในเดือนนั้นคุณท่านติดต่อกับนายหญิงไม่ได้เลยจนร้อนใจ เดินทางไปพบด้วยตัวเอง แต่ทว่ามันก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น.. เมื่อท่านพฤกษ์ และท่านหญิงสุภาวิณีได้จากไปเสียแล้ว..” แซมสันกล่าวพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆซึมลงมา มันเป็นภาพที่ยากจะลืมได้จริงๆ“แต่ทว่าคุณท่านก็ไม่เคยหลงลืมเด็กชายผู้เป็นลูกของเพื่อนสนิท.. แต่ไม่ว่าคุณท่านจะตามหาตัวของเขายังไง ก็ไม่พบเจอ เหมือนกับว่าท่านชายภาวินได้หายตัวไปดื้อๆ จนกระทั้งเมื่อคุณท่านเสียชีวิตไปได้ 2 ปี เราถึงเพิ่งจะได้ข่าวของท่านชายภาวิน จากโบสถ์แห่งหนึ่งที่คุณท่านให้การสนับสนุนเรื่อยมาขอรับ..” แซนสันกล่าว พิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อย ที่เธอกำลังได้ฟังนี้มันเหมือนบทละครเสียมากกว่า มันเป็นละครน้ำเน่าที่เรียกน้ำตา และความอยากรู้ให้กับผู้คนที่ได้รับฟัง..“แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อ..” พิชญ์ไม่ได้กล่าว... (แล้วใครกล่าวฟ่ะ : ไรท์) 

     

    คล้ายกับเรื่องระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน ที่คุณอ่าน