ณ หออิงถง
สองบุรุษผู้เกรียงไกรเดินเข้ามาในร้านอาหารที่กำลังครึกครื้น แต่ความจริงแล้วหากเพ่งเล็งให้ดีแล้วละก็จะเห็นว่ามีบุรุษร่างเล็กอีกหนึ่ง ประกบไปด้วยแม่นางร่างน้อยอีกนาง เมื่อก้าวเข้ามาเหยียบในหออิงถงแล้วนั้นสายตาหลายคู่พลันจับจ้อง
สตรีจ้องบุรุษ บุรุษพากันจ้องสตรี ฉับพลันหนึ่งในสามชายหนุ่มหันกลับมาจ้องตาเขม็งให้เหล่าคุณชายเ้าชู้ทั้งหลาย จากนั้นจึงได้พากันสะดุ้งแล้วรีบร้อนหันกลับไปสนใจอาหารที่โต๊ะตัวเองต่อ
เฮอะ! ทำเป็หวงไปได้
พวกเ้าสามคนได้อยู่ท่ามกลางสตรีงามขนาดนี้แท้ๆ แบ่งพวกเขาดูให้ชื่นหัวใจที่แห้งเหี่ยวสักนิดไม่ได้หรืออย่างไรกัน
“เดินดีๆ” จางเหว่ยตวัดสายตาหันกลับมามองซิงซิงอีกครั้ง พร้อมกล่าวน้ำเสียงดุขึ้นมา
“ข้าเดินไม่ดีตรงไหนกัน” สาวงามทำปากมุ่ยไม่พอใจ นางทำเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ใจของเขาเต้นระรัวแล้ว
“เดินอย่างคุณหนูใหญ่...”
พอจางเหว่ยกล่าวขึ้นมา โฉมงามก็หันไปมองคุณหนูของนางอย่างว่าง่าย
บ้าไปแล้ว! ให้นางเดินท่าทางเยี่ยงบุรุษเช่นนั้น นางไม่เอาด้วยหรอกได้ขายหน้ากันพอดี เ้าบ้านี่จะให้นางทำท่าทางน่าอับอายต่อหน้าผู้คนจำนวนมากขนาดนี้เชียวหรือ คิดได้ดังนั้นแก้มน้อยๆ ของนางก็พลันขึ้นสีระเรื่ออ่อนๆ ขึ้นมา นางไม่ตอบเขาอีกได้แต่เร่งฝีเท้าเดินตามผู้เป็นายไปแทน
อาหารทั้งหลายถูกจัดตั้งขึ้นมาที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว เสวี่ยเหมยจองที่นั่งบนชั้นสองของหออิงถง เพื่อจะได้ชมบรรยากาศด้านล่างไปด้วย จะได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง
อาหารบนโต๊ะแต่ละอย่างนั้นน่ากินจนซิงซิงที่ยืนอยู่ข้างจางเหว่ยถึงกับน้ำลายไหล ปลาราดพริกสามรสชาติ เปรี้ยว เค็ม และเผ็ดนั้นล่อตาล่อใจนัก นางได้ยินมาว่าปลาในจานนี้ทอดมาจากปลากะพง ทอดจนเหลืองกรอบแล้วนำมาจัดใส่จาน ราดน้ำพริกลงบนเนื้อปลา อา...กลิ่นก็ช่างยั่วยวนนัก แล้วไหนจะเป็ดตุ๋นเนื้อแดงนั้นอีก เนื้อคงจะนุ่มมากเป็แน่กระมัง เกี๊ยวน้ำยัดกุ้งใส่เนื้อแน่นแค่มองปราดเดียวก็รู้ น้ำซุปก็ช่างหอมหวนเหลือเกิน หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานนั่นก็ปะไร ไก่ย่างอบน้ำผึ้งก็ด้วย แล้วยังมีตบท้ายด้วยของหวาน คือเผือกบวชชามโตขนาดนี้
คุณหนูของนางจะกินหมดที่ไหนกัน!
“เอาล่ะ พวกเ้ามากินด้วยกันเถิด” เสวี่ยเหมยกล่าวขึ้น
ในสายตาของนาง พวกซิงซิงเปรียบเสมือนสหาย เป็ดังพี่สาวและพี่ชายทุกคนล้วนผูกพันกันมานาน นับั้แ่นางเด็กมาจนโตขนาดนี้ หากไม่มีพวกเขานางคงใช้ชีวิตแต่ละวันเหงาและอ้างว้างมากทีเดียว
“ไม่ดีหรอกคุณหนูใหญ่ พวกข้ามิอาจเอื้อม” ขณะที่ซิงซิงเตรียมพยักหน้าตอบรับคำเชิญอยู่แล้วนั้น เสียงของจางเหล่ยพลันดังแทรกขึ้นมา โธ่! พี่ชายทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ของกินบนโต๊ะคุณหนูเยอะเพียงนั้นนางจะกินหมดคนเดียวได้หรือ
ถึงนางจะคิดเช่นนั้น แต่พอคิดดูแล้วที่จางเหล่ยพูดก็นับว่ามีเหตุผล พวกนางเป็แค่บ่าวรับใช้จะให้ไปร่วมโต๊ะกับเ้านายหรือ มิควรกระมัง
“ดีสิ” เสวี่ยเหมยคลี่ยิ้ม และเอ่ยต่อว่า “ถ้าไม่มากิน ข้าจะไปฝึกยุทธ์กับพวกเ้าสองคนทุกเย็นเลย”
ยังไม่ทันได้กล่าวเสร็จ สองร่างใหญ่พลันขยับกายอย่างไวว่องนั่งด้านหน้าคุณหนูใหญ่อย่างสงบเสงี่ยมแม้แต่ซิงซิงเองก็ยังมองไม่ทัน เห็นดังนั้นนางจึงรีบตรงมานั่งข้างๆ คุณหนูของนางอย่างดีใจทันที
บ้าไปแล้ว! จะให้นางมาทุกเย็นไม่ได้เด็ดขาด ลำพังแค่อาทิตย์ละสองวันพวกเขาก็จะตายอยู่แล้ว นางเก็บกดมาจากที่ใด ซ้อมได้ไม่มีเหน็ดเหนื่อย จากนั้นสองหนุ่มแฝดก็พากันหายใจอย่างโล่งอก ลมหายใจที่ถูกพ่นออกมาบางเบาแม้แต่นางที่เป็เหตุให้เกิดเื่กลุ้มใจก็ไม่ได้ยิน
เสวี่ยเหมยมองไปยังซิงซิงที่ทำท่าทางมีความสุขกับอาหารทั้งหลายตรงหน้าก็คิดขึ้นมาว่า พวกเขานี่ยังไงกัน ซิงซิงของนางน้ำลายจะหกอยู่แล้ว ช่างไม่รู้จักเอาใจสาวงามกันเลยจริงๆ
ยามนี้เสวี่ยเหมยนางเป็เพียงแม่นางตัวน้อย จึงทานได้ไม่กี่คำก็อิ่มแปล้แล้ว แต่เหล่าคนของนางยังทานกันไม่เสร็จ นางเลยขอลุกออกไปเดินเล่นรอใกล้ๆ หออิงถง จางเหล่ยและจางเหว่ยทั้งสองล้วนมีวรยุทธ์ สามารถหานางเจอได้ง่าย ดังนั้นนางเลยไม่กลัวว่าต้องทำให้ผู้ใดเป็ห่วง
เมื่อเดินออกมาจากห้องแล้ว ฉับพลันนางเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มดำๆ อยู่ในซอกใต้บันไดของทางขึ้นชั้นสาม ในสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงคิดออกเป็อย่างเดียวว่า
โจร!
และต้องเป็โจรชั่วช้า ไม่งั้นจะมาทำอะไรน่าสงสัยเช่นนี้ นางพยายามทำฝีเท้าให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้ ‘โจรร้าย’ ได้รู้ตัวจากนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วคิดจะไปเกี่ยวคอคนตรงหน้าเสียให้เข็ด
ทว่า... เหตุใดเ้าโจรผู้นี้จึงพลิกสถานการณ์ได้เร็วนัก นางยังไม่ทันแตะโดนตัวเลยด้วยซ้ำ ไฉนจึงกลายเป็ว่าตอนนี้นางโดนโจรชั่วผู้นี้ ซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็ชายหรือหญิงกันแน่ กักขังนางไว้ใต้วงแขนอีกฝ่ายแทน
ช่างน่าอับอายนัก!
แต่รอนานเข้าคนเหนือร่างที่จับข้อแขนของนางตรึงไว้นั้นไม่ขยับปากพูดเสียที นางจึงทนไม่ไหวกล่าวด้วยความโมโห “เ้าจะทำอันใด โจรชั่วช้า!” นางเอ่ยถามเสียงเข้มทำให้น้ำเสียงดูใหญ่ที่สุด
สตรี?
นางถึงกับเป็สตรี หากนางไม่พูดเขาก็คิดว่าเป็บุรุษเสียแล้ว เพราะนางสวมชุดผู้ชาย ยามเมื่อได้มองนางครั้งแรกเมื่อครู่ เขาเกือบจะประทานฉายาไปให้ว่าบุรุษหน้าหยกซะแล้ว
ช่าง...เหนือความคาดหมายยิ่งนัก
ชายหนุ่มพินิจมอง ‘สตรี’ ด้านล่างอย่างละเอียดอีกครั้ง แสงจากด้านนอกสอดส่องเข้ามาเขาจึงสามารถเห็นนางได้ชัดเจน นางหน้าตางดงามนัก แลดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาเล็กเรียวหงส์ชี้เป็เส้นตรงยาวประกอบกับไฝใต้ตาทำให้แฝงไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวน จมูกเล็กแต่สูงโด่งเรียวบางสะกิดใจผู้คนที่ได้พบเห็นและปากเล็กๆ จิ้มลิ้มของนางชวนมองยิ่งนัก แค่ดวงหน้านางตอนนี้ก็เข้ามาสลักลึกในใจเขาโดยไม่รู้ตัวแล้ว...
ยามนี้ชายหนุ่มจึงได้ยึดเอานางไว้เป็โฉมสะคราญอันดับหนึ่งในใจเขาไปเสียแล้ว แค่ของเขาผู้เดียว...
“น้องชายท่านนี้ อยู่ดีๆ มากล่าวหาว่าข้าเป็โจรผู้ร้ายได้อย่างไร” มุมปากของบุรุษเหนือร่างยกยิ้มขึ้นมา นางไม่เห็นแต่กลับััได้ว่าเขากำลังยิ้มอย่างเ้าเล่ห์อยู่ ที่สำคัญ....เขาเป็บุรุษ แบบนี้มิควรกระมัง…
ไม่สิ! ตอนนี้นางก็เป็บุรุษอยู่นี่นา
เสวี่ยเหมยคิดได้ดังนั้นจึงยกยิ้มมุมปากบ้าง “ข้าคงต้องถามพี่ชายมากกว่า เหตุใดมาทำท่าทางน่าสงสัยใต้บันไดนี่เล่า ผู้ใดเห็นเป็ต้องเข้าใจผิดอยู่แล้ว หากมิใช่โจรผู้ร้ายก็ขอฟังเหตุผลจากพี่ชายสักหน่อยเถิด”
บุรุษหนุ่มเกือบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว เขาอดทนจนตอนนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวไปแล้ว แก้มทั้งสองล้วนพองไปหมด นางเลียนเสียงชายชาตรีไม่เก่งจริงๆ ทำเอาน้ำเสียงใสๆ ชวนฟังเฉกเช่นสตรีทุกคนต้องมีเป็เอกลักษณ์หลุดออกมาปะปน
ข้างใต้บันไดนั้นค่อนข้างทึบแสง ถ้าเสวี่ยเหมยแหงนหน้ามองขึ้นไปจะกลายเป็ว่าเห็นเพียงเงาดำๆ แทน แต่ดูแสงอันน้อยนิดที่เฉียดเข้ามากระทบใบหน้าชายหนุ่มผู้นี้แล้ว รูปหน้าของเขาค่อนข้างดูคมคาย สันจมูกโด่งสวย เรียวปากดูบาง ตัวเขาใหญ่มาก เหตุใดตอนแรกนางจึงลังเลเสียได้ว่าเขาจะเป็ชายหรือหญิง และคนผู้นี้ก็แผ่รังสีน่าเกรงขามสง่างามออกมาไม่น้อยเลย
เขายังไม่ได้ตอบคำถามนาง พลันเหลือบไปเห็นด้านข้างแก้มซ้ายของนางมีอะไรติดอยู่ เล็กและดำเป็เหมือนรอยลึกๆ เดิมทีคิดจะช่วยปัดออกให้นาง แต่มือใหญ่ที่เอื้อมออกไปกลับหยุดชะงักลง
ก็แค่ลักยิ้มคนงามเอง
ยิ่งนางเม้มปากแน่น กลับเห็นรอยเสน่ห์นี้ชัดเจนขึ้น เขาเพ่งมองสีหน้าที่ไม่พอใจของนาง นับว่าน่าสนใจนัก แม่นางน้อยลูกสาวบ้านผู้ใดกันนะ...