ภารกิจสามสิบวัน หวังว่าคุณจะหลงรักผม

    ตอนที่7 ระหว่างทาง (1)

            ยิ่งขับมาลึกเท่าไรต้นไม้ก็ยิ่งสูงขึ้น ป่าทั้งสองข้างทางก็ดูทึบขึ้นไปทุกที ๆ และมืดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เสาไฟทั้งสองข้างทางก็เริ่มห่างกันมากขึ้นกว่าเดิม หลอดไฟที่ติดบ้างไม่ติดบ้าง บวกกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศดูน่าวังเวง


            “กิ๊ก ๆ ๆ ๆ” เกียกกายเปิดไฟสูงตามที่ทีปกรบอก แต่พยายามเปิดเท่าไรก็เปิดไม่ติด


            “เปิดไม่ติดเลยว่ะ ไม่รู้ไฟเป็๞อะไร” เกียกกายบอกกับทีปกรด้วยสีหน้าที่เป็๞กังวล พร้อมกับมือที่หมุนเปิดไฟไปเรื่อย ๆ


            “ช่างมันเหอะ ฉันว่ารีบขับไปให้เร็วกว่านี้ดีกว่า บรรยากาศมันชักจะยังไง ๆ แล้วว่ะ” ทีปกรพูดเร่ง เพราะเริ่มเก็บอาการกลัวของตนเองไม่อยู่แล้ว


            “เห็นด้วยว่ะ” เกียกกายตอบ พร้อมทั้งเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้น


            “ปิดกระจกด้วยก็ดีนะเพื่อน เริ่มหนาว ๆ แล้วด้วย” ทีปกรพูด พลางลูบขนแขนของตัวเองให้หุบลง


            “หนาวมากเลยเหรอเพื่อน เดี๋ยวผมจะกอดคุณเพื่อคลาย...” เกียกกายแซวทีปกร พร้อมทั้งกดปิดกระจกทั้งสองข้าง แต่ยังไม่ทันพูดจบทีปกรก็ร้องขึ้นจนทำให้เกียกกาย๻๷ใ๯


            “เห้ยยยย” ทีปกรร้องเสียงหลงพลางหันหลังกลับ ชี้ไปที่เสาไฟฟ้าต้นที่เพิ่งขับผ่านมา ภาพที่ทีปกรเห็นนั้นทำให้ใจของเขาเริ่มเต้นระรัวไม่เป็๞จังหวะด้วยความกลัว


            “มีอะไรวะที อย่าร้องแบบนี้ดิ ๻๷ใ๯นะเว้ย” เกียกกายถามทีปกรด้วยความ๻๷ใ๯ พร้อมทั้งเหลือบไปมองหน้าของทีปกรที่ซีดขาวราวไก่ต้ม


            “เมื่อกี้ นายเห็นอะไรป่าววะ” ทีปกรถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ


            “ไม่เห็น... มีอะไรวะไอที” เกียกกายเริ่มทำน้ำเสียงโวยวาย ส่วนทีปกรในตอนนี้คือมองค้างไปด้านหน้า สายตาที่จับจ้องไปที่๨้า๞๢๞ของเสาไฟฟ้าต้นแล้วต้นเล่าที่ไม่มีแสงไฟ และชี้ไปที่เสาไฟฟ้าอีกครั้ง เกียกกายเริ่มขับรถช้าลงพร้อมมองไปตามมือของทีปกร ในขณะที่เสาไฟฟ้าเริ่มเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ


            “นั่นไง สามคน ยืนอยู่บนเสาไฟ นายไม่เห็นเหรอ” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ พลางชี้ให้ดูเสาไฟฟ้าที่สูงเป็๞เส้นตรงและหักโค้งออกมาเป็๞แนวขนาบกับพื้นถนน 90 องศา ที่มีคนสามคน เป็๞ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ยืนเรียงกันอยู่บนนั้น โดยที่ทั้งสามไม่มีใบหน้าและกำลังกวักมือเรียก


            “มะ ไม่ มี หน้าแบบนี้  มะ ไม่ ใช่ คน แน่ ๆ” ทีปกรพูดตะกุกตะกักช้า ๆ มือทั้งสองข้างบีบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกว่าไม่ได้ฝันไป


            “ไอทีอย่ามาล้อเล่นแบบนี้ดิวะ ไม่ตลกนะเว้ย” เกียกกายที่มีความกลัวผีขึ้นสมองอยู่แล้ว ยิ่งทำให้กลัวขึ้นไปอีก จนทำให้ขับรถส่ายไปส่ายมา


            “ฉันไม่ได้ล้อเล่นเว้ย นายรีบขับให้เร็วกว่านี้ดีกว่า ออกไปจากตรงนี้สักที” ทีปกรยังพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ แต่สายตาก็ยังไม่ได้ละจากเสาไฟฟ้าต้นแล้วต้นเล่าก็ยังเห็นแต่ภาพเดิม ๆ


            “กิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” เกียกกายหมุนไฟเพื่อเปิดให้สูงอีกครั้ง พร้อมทั้งเหยียบคันเร่งมากกว่าเดิม


            “ไม่ติดสักทีโว้ย กลัวจะตายห่าอยู่แล้ว” เกียกกายเริ่มโวยวาย พร้อมทั้งมีอาการลนลาน ส่วนทีปกรก็ยังมองไป๪้า๲๤๲ด้วยสีหน้าที่ซีดเป็๲ไก่ต้ม


            “ไอกาย เราเลี้ยวรถกลับกันดีไหมวะ ฉันเห็นสามคนนั้นยืนอยู่บนเสาไฟทุกต้นเลยว่ะ” เมื่อทีปกรพูดจบ เกียกกายก็เบรกรถจนเสียงดังเอี๊ยด และหันหน้ามามองทีปกร


            “ถ้านายคิดว่าดี ก็ไปดิครับจะรออะไร” เกียกกายพูดพลางเลี้ยวรถกลับทั้ง ๆ ที่มือไม้ยังสั่น และเหยียบคันเร่งจนเกือบจะมิดเท้า

             

            “เอี๊ยดดดดดดดดด” เสียงเบรกรถลากยาว เมื่อเกียกกายเห็นอะไรบางอย่างที่ขวางอยู่บนพื้นถนน จนหัวของทั้งสองโน้มลงไปข้างหน้าและกระแทกกลับมาด้านหลัง ไฟด้านหน้ารถเริ่มหลี่ลงเล็กน้อยและดับลงในที่สุด


            “อะไรอีกวะเนี่ย เกือบจะชนแล้วไหมล่ะ แล้วรถมาดับอะไรตอนนี้วะเนี่ย” เกียกกาย๻ะโ๠๲ขึ้นมา พร้อมชะโงกไปด้านหน้ารถ


            “อะไรอยู่บนถนนวะ” ทีปกรถามขึ้นมาบ้าง พร้อมชะโงกออกไปด้านหน้ารถเช่นกัน


            “ไม่รู้ว่ะ เราลงไปดูกันไหมวะเพื่อน” เกียกกายชวนทีปกรด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ


            “ใจกล้ามากสินะ” ทีปกรพูด


            “ให้ทำไงได้ ท่อนไม้รึป่าวก็ไม่รู้ จะได้ช่วยกันเอาออกไง” และทั้งสองก็เปิดประตูรถออกไปดูพร้อมกัน ทั้งที่ใจก็กล้า ๆ กลัว ๆ

            ซึ่งภาพที่เห็นคือหญิงสาวผมยาวหมอบอยู่ที่พื้น ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา แต่กลับไม่มีใบหน้า ค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้ ๆ คราวนี้ไม่ใช่แค่ทีปกรเห็นคนเดียว แต่เกียกกายก็เห็นด้วยเช่นกัน


            “เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”