ยิ่งขับมาลึกเท่าไรต้นไม้ก็ยิ่งสูงขึ้น ป่าทั้งสองข้างทางก็ดูทึบขึ้นไปทุกที ๆ และมืดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เสาไฟทั้งสองข้างทางก็เริ่มห่างกันมากขึ้นกว่าเดิม หลอดไฟที่ติดบ้างไม่ติดบ้าง บวกกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศดูน่าวังเวง
“กิ๊ก ๆ ๆ ๆ” เกียกกายเปิดไฟสูงตามที่ทีปกรบอก แต่พยายามเปิดเท่าไรก็เปิดไม่ติด
“เปิดไม่ติดเลยว่ะ ไม่รู้ไฟเป็อะไร” เกียกกายบอกกับทีปกรด้วยสีหน้าที่เป็กังวล พร้อมกับมือที่หมุนเปิดไฟไปเรื่อย ๆ
“ช่างมันเหอะ ฉันว่ารีบขับไปให้เร็วกว่านี้ดีกว่า บรรยากาศมันชักจะยังไง ๆ แล้วว่ะ” ทีปกรพูดเร่ง เพราะเริ่มเก็บอาการกลัวของตนเองไม่อยู่แล้ว
“เห็นด้วยว่ะ” เกียกกายตอบ พร้อมทั้งเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้น
“ปิดกระจกด้วยก็ดีนะเพื่อน เริ่มหนาว ๆ แล้วด้วย” ทีปกรพูด พลางลูบขนแขนของตัวเองให้หุบลง
“หนาวมากเลยเหรอเพื่อน เดี๋ยวผมจะกอดคุณเพื่อคลาย...” เกียกกายแซวทีปกร พร้อมทั้งกดปิดกระจกทั้งสองข้าง แต่ยังไม่ทันพูดจบทีปกรก็ร้องขึ้นจนทำให้เกียกกายใ
“เห้ยยยย” ทีปกรร้องเสียงหลงพลางหันหลังกลับ ชี้ไปที่เสาไฟฟ้าต้นที่เพิ่งขับผ่านมา ภาพที่ทีปกรเห็นนั้นทำให้ใจของเขาเริ่มเต้นระรัวไม่เป็จังหวะด้วยความกลัว
“มีอะไรวะที อย่าร้องแบบนี้ดิ ในะเว้ย” เกียกกายถามทีปกรด้วยความใ พร้อมทั้งเหลือบไปมองหน้าของทีปกรที่ซีดขาวราวไก่ต้ม
“เมื่อกี้ นายเห็นอะไรป่าววะ” ทีปกรถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ
“ไม่เห็น... มีอะไรวะไอที” เกียกกายเริ่มทำน้ำเสียงโวยวาย ส่วนทีปกรในตอนนี้คือมองค้างไปด้านหน้า สายตาที่จับจ้องไปที่้าของเสาไฟฟ้าต้นแล้วต้นเล่าที่ไม่มีแสงไฟ และชี้ไปที่เสาไฟฟ้าอีกครั้ง เกียกกายเริ่มขับรถช้าลงพร้อมมองไปตามมือของทีปกร ในขณะที่เสาไฟฟ้าเริ่มเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“นั่นไง สามคน ยืนอยู่บนเสาไฟ นายไม่เห็นเหรอ” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ พลางชี้ให้ดูเสาไฟฟ้าที่สูงเป็เส้นตรงและหักโค้งออกมาเป็แนวขนาบกับพื้นถนน 90 องศา ที่มีคนสามคน เป็ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ยืนเรียงกันอยู่บนนั้น โดยที่ทั้งสามไม่มีใบหน้าและกำลังกวักมือเรียก
“มะ ไม่ มี หน้าแบบนี้ มะ ไม่ ใช่ คน แน่ ๆ” ทีปกรพูดตะกุกตะกักช้า ๆ มือทั้งสองข้างบีบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกว่าไม่ได้ฝันไป
“ไอทีอย่ามาล้อเล่นแบบนี้ดิวะ ไม่ตลกนะเว้ย” เกียกกายที่มีความกลัวผีขึ้นสมองอยู่แล้ว ยิ่งทำให้กลัวขึ้นไปอีก จนทำให้ขับรถส่ายไปส่ายมา
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นเว้ย นายรีบขับให้เร็วกว่านี้ดีกว่า ออกไปจากตรงนี้สักที” ทีปกรยังพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ แต่สายตาก็ยังไม่ได้ละจากเสาไฟฟ้าต้นแล้วต้นเล่าก็ยังเห็นแต่ภาพเดิม ๆ
“กิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” เกียกกายหมุนไฟเพื่อเปิดให้สูงอีกครั้ง พร้อมทั้งเหยียบคันเร่งมากกว่าเดิม
“ไม่ติดสักทีโว้ย กลัวจะตายห่าอยู่แล้ว” เกียกกายเริ่มโวยวาย พร้อมทั้งมีอาการลนลาน ส่วนทีปกรก็ยังมองไป้าด้วยสีหน้าที่ซีดเป็ไก่ต้ม
“ไอกาย เราเลี้ยวรถกลับกันดีไหมวะ ฉันเห็นสามคนนั้นยืนอยู่บนเสาไฟทุกต้นเลยว่ะ” เมื่อทีปกรพูดจบ เกียกกายก็เบรกรถจนเสียงดังเอี๊ยด และหันหน้ามามองทีปกร
“ถ้านายคิดว่าดี ก็ไปดิครับจะรออะไร” เกียกกายพูดพลางเลี้ยวรถกลับทั้ง ๆ ที่มือไม้ยังสั่น และเหยียบคันเร่งจนเกือบจะมิดเท้า
“เอี๊ยดดดดดดดดด” เสียงเบรกรถลากยาว เมื่อเกียกกายเห็นอะไรบางอย่างที่ขวางอยู่บนพื้นถนน จนหัวของทั้งสองโน้มลงไปข้างหน้าและกระแทกกลับมาด้านหลัง ไฟด้านหน้ารถเริ่มหลี่ลงเล็กน้อยและดับลงในที่สุด
“อะไรอีกวะเนี่ย เกือบจะชนแล้วไหมล่ะ แล้วรถมาดับอะไรตอนนี้วะเนี่ย” เกียกกายะโขึ้นมา พร้อมชะโงกไปด้านหน้ารถ
“อะไรอยู่บนถนนวะ” ทีปกรถามขึ้นมาบ้าง พร้อมชะโงกออกไปด้านหน้ารถเช่นกัน
“ไม่รู้ว่ะ เราลงไปดูกันไหมวะเพื่อน” เกียกกายชวนทีปกรด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ
“ใจกล้ามากสินะ” ทีปกรพูด
“ให้ทำไงได้ ท่อนไม้รึป่าวก็ไม่รู้ จะได้ช่วยกันเอาออกไง” และทั้งสองก็เปิดประตูรถออกไปดูพร้อมกัน ทั้งที่ใจก็กล้า ๆ กลัว ๆ
ซึ่งภาพที่เห็นคือหญิงสาวผมยาวหมอบอยู่ที่พื้น ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา แต่กลับไม่มีใบหน้า ค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้ ๆ คราวนี้ไม่ใช่แค่ทีปกรเห็นคนเดียว แต่เกียกกายก็เห็นด้วยเช่นกัน
“เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”