ตำนานหมอภูติแห่งแสง

    ตอนที่ 35 เจรจา

    ตกดึกคืนนั้น ภายใต้เงาจันทร์เสี้ยวเลือนราง ร่างสองร่างจากสำนักแพทย์ลอบออกจากประตูหลังอย่างเงียบกริบ หนึ่งคือผู้อาวุโสเฉินในชุดชาวบ้านมิดชิด อีกหนึ่งคืออวี๋เฟยหลงที่ปลอมเป็นเพียงผู้ติดตามธรรมดา ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังหอร้างริมป่าชานเมืองตามที่นัดไว้


    ในหอร้างนั้นไร้ผู้คน ซากโคมเก่าแขวนแกว่งไกวเบาๆ ตามแรงลมกลางคืน เสียงจิ้งหรีดดังระงม ชวนให้บรรยากาศยิ่งวังเวง เฉินกับเฟยหลงเข้าไปด้านใน โถงกว้างกลางหอมีแสงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งจุดวางไว้ คล้ายสัญญาณว่ามีผู้มาเยือนก่อนแล้ว


    ทันใดนั้น เงาร่างชายผู้หนึ่งในชุดดำสนิทพลันก้าวออกจากมุมมืด! เขาสวมหน้ากากหนังสีดำปิดบังใบหน้า เผยเพียงดวงตาคมปลาบที่จับจ้องทั้งสองอยู่ ชายลึกลับผู้นั้น…หรือก็คือ “หมอภูติ”ในสายตาของคนทั้งคู่ ยืนอย่างสุขุมเยือกเย็น รัศมีลึกลับแผ่กระจายรอบกาย


    ผู้อาวุโสเฉินรีบประสานมือทำความเคารพ “ท่านคือ…หมอภูติใช่หรือไม่? ข้าน้อยผู้อาวุโสเฉิน แห่งสำนักแพทย์ มาตามนัดเพื่อขอเจรจาด้วย”


    ชายสวมหน้ากากพยักหน้าช้าๆ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาทุ้มต่ำ ดัดแปลงนิดๆ ฟังไม่ออกถึงอายุหรือฐานะ “ข้าเป็นตัวแทนหมอภูติ จะพูดอะไรก็ว่ามา”


    ผู้อาวุโสเฉินสูดหายใจลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม “สำนักแพทย์ของเราปรารถนาเพียงได้ยาล้างพิษของท่านหมอภูติมาช่วยเหลือผู้คน ท่านมีเงื่อนไขประการใดโปรดแจ้งมาเถิด ขอเพียงมิหนักหนาจนเกินไป เราจักถวายให้ตามที่ร้องขอ”


    ชายสวมหน้ากากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบ “นายข้าตกลงจะมอบยาล้างพิษให้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น…”


    เขาหยุดเว้นช่วงให้คู่เจรจาตั้งใจฟังเต็มที่ ก่อนเอ่ยเน้นทีละคำชัดเจน “นำสมุนไพรหายากที่เรียกว่า ‘อิ๋นลู่หงอวี้’ มาให้เรา แล้วท่านจะได้รับยาล้างพิษล้างไขกระดูกที่ต้องการ”


    ทันทีที่สิ้นเสียง ชื่อของสมุนไพรนั้นทำเอาผู้อาวุโสเฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง อวี๋เฟยหลงที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังก็สะดุ้งในใจ “อิ๋นลู่หงอวี้…!” สมุนไพรนี้เป็นยอดทนทานวิเศษที่สำนักแพทย์เก็บซ่อนไว้ใต้ดินมายาวนาน เป็นตำนานที่รู้กันในหมู่ผู้อาวุโสเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เหตุใดหมอภูติจึงล่วงรู้ถึงมันได้?

    “เรื่องนี้…” ผู้อาวุโสเฉินอึ้งไป ใบหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด “สมุนไพรนั้นหาใช่ของจะหาได้ง่ายๆ มัน…”

    “ข้ารู้ดีว่าสมุนไพรนี้อยู่ที่สำนักแพทย์ของท่าน” ชายสวมหน้ากากสวนขึ้นเรียบๆ แต่แฝงอำนาจ “และนายข้าต้องการมัน หากท่านอยากได้ยาวิเศษ ก็จงนำสมุนไพรนี้มาแลกเปลี่ยน อย่าได้เสนอสิ่งอื่นให้มากความ”


    ผู้อาวุโสเฉินนิ่งงันไป ในใจคิดถึงความลำบากของเงื่อนไขนี้ สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้นั้นมีค่าและหายากเหนือสิ่งใด การจะยอมมอบมันให้ใครง่ายๆ ย่อมเป็นที่กังขา แต่หากไม่ยอม คนในวังหลวงที่ต้องพิษอาจมิตลอดรอดฝั่ง


    “พวกเราขอกลับไปรายงานท่านเจ้าสำนักเพื่อตรึกตรองเงื่อนไขนี้ก่อนได้หรือไม่?” ในที่สุดเฉินก็กล่าวออกมาเสียงแผ่ว


    ชายปริศนาพยักหน้า “ได้ แต่จงรีบตัดสินใจ คืนพรุ่งนี้ยามสอง ข้าหรือคนของข้าจะมารอรับคำตอบที่นี่ หากเกินเวลานั้นไป ข้าจะถือว่าพวกท่านมิเต็มใจแลกเปลี่ยน และหมอภูติของข้าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก”


    “ช้าก่อน!” เฉินรีบร้องถาม “เราจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าหากนำสมุนไพรมาแล้ว ท่านจะมอบยาให้จริง? หรือหากได้ยาแล้วเราจะมั่นใจได้เช่นไรว่าเป็นยาวิเศษขนานแท้?”


    ชายสวมหน้ากากหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ชื่อเสียงของหมอภูติในใต้หล้าย่อมรับประกันคุณภาพของยาอยู่แล้ว ที่ผ่านมาท่านก็เห็นผลด้วยตัวเองจากผู้นำตลาดมืด อย่าบอกนะว่ายังไม่ไว้วางใจ?”

    ผู้อาวุโสเฉินจนคำจะโต้ มือที่ประสานอยู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขารู้ดีว่าสถานการณ์นี้สำนักอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ต้องกล้ำกลืนยอมรับเงื่อนไขเท่านั้น ชายปริศนาเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปจึงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัว”


    กล่าวจบ ร่างในชุดดำก็หมุนกายจะลับหายกลับเข้าเงามืด

    ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มของอวี๋เฟยหลงซึ่งเฝ้านิ่งมานานพลันดังขึ้น “โปรดรอก่อน!”

    ชายปริศนาชะงักเล็กน้อย หันกลับมาช้าๆ “เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?”

    เฟยหลงย่อตัวทำความเคารพอย่างผู้ต่ำต้อยกว่า แต่ดวงตายังคงจ้องแน่วนิ่ง “ข้าเป็นเพียงศิษย์ติดตามผู้อาวุโสเฉิน ทว่ายังมีข้อสงสัยใคร่ถาม…เหตุใดท่านหมอภูติจึงต้องการสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้โดยเฉพาะ? หรือว่ายานั้นจำต้องใช้สมุนไพรนี้เป็นส่วนประกอบ?”


    เฉินหันขวับมาทางศิษย์ร่วมสำนัก นัยน์ตาปรามว่าอย่าถามให้มากความ แต่คำถามนั้นก็หลุดไปแล้ว

    ชายสวมหน้ากากนิ่งไปครู่ ก่อนตอบเสียงเย็น “หมอภูติมีเหตุผลของเขาเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องล่วงรู้”

    “แต่—” เฟยหลงพยายามจะแย้ง ทว่าคราวนี้ชายปริศนาไม่สนใจฟัง เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญ ใต้แสงตะเกียงวูบไหว ร่างนั้นก็กระโจนถอยหายออกทางหน้าต่างไปด้วยความว่องไวปานพรายพฤกษา!

    เพียงพริบตาเดียว ความเงียบสงัดก็เข้าครอบงำหอร้าง มีเพียงเปลวไฟตะเกียงล้อเงาผนังสลัวไปมา

    อวี๋เฟยหลงรีบก้าวยาวๆ ไปยังหน้าต่าง เห็นเพียงเงาดำไหววูบอยู่ไกลๆ ท่ามกลางพงไม้ด้านนอก เขาหันมาสบตาผู้อาวุโสเฉินก่อนกล่าวเสียงเบา “ท่านกลับสำนักก่อนเถิดขอรับ ข้าจะติดตามชายผู้นี้ไป ดูว่าเขามุ่งหน้าไปทางใด”


    ผู้อาวุโสเฉินมีท่าทีลังเล “แต่ว่า…อันตรายเกินไปหรือไม่? เจ้าลำพัง—”

    เฟยหลงส่ายหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะระวังตัว ไม่ปะทะให้พลั้งเผลอเป็นอันขาด แต่โอกาสนี้ไม่ควรปล่อยไป หากติดตามไปอาจล่วงรู้ที่ซ่อนหรือเบาะแสของหมอภูติได้”

    เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของศิษย์เอกผู้เฉลียวฉลาด ผู้อาวุโสเฉินจึงไม่ทัดทานอีก “ถ้าเช่นนั้นระวังตัวด้วย ข้าจะรีบกลับไปรายงานท่านเจ้าสำนัก”


    เฟยหลงพยักหน้ารับ ก่อนผละออกจากห้องลับไปอย่างรวดเร็ว ร่างสูงปราดเปรียวเคลื่อนไหวแผ่วเบาราววิญญาณกลางรัตติกาล มุ่งตามเงาดำที่ล่วงหน้าไปก่อนหน้าไม่ให้คลาดสายตา