ผู้อาวุโสชุนฉือพาเฟิ่งหยูมาอีกมิติหนึ่งพลันมาอยู่ตรงหน้าวิหารเต่าทมิฬ เฟิ่งหยูไม่รอช้าเขารีบหลอมรวมวิหารเต่าทมิฬเข้ากับเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างรวดเร็วจนผู้อาวุโสชุนฉือแปลกใจ
“นี่เจ้ารวบรวมวิหารต่าง ๆได้เกือบจะครบแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ข้ารวบรวมและหลอมรวมวิหารต่าง ๆได้แล้วหากรวมกับวิหารเต่าทมิฬก็ยังเหลือเพียงวิหารมังกรเพียงวิหารเดียวเท่านั้น”
เฟิ่งหยูใช้เวลาในการหลอมรวมวิหารเต่าทมิฬไปไม่น้อยหลังจากที่หลอมรวมเสร็จผู้อาวุโสอู่หวังฉี และเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างมาต้อนรับอาวุโสชุนฉือ พวกเขาพูดคุยกันไม่นานเฟิ่งหยูจึงขอตัวกลับออกมาก่อน
“ก่อนเจ้าจะออกไปช่วยไปตามหาหลานชายทั้งสองของข้าให้หน่อยจะได้ไหม พวกเขาอยู่ที่อาณาจักรใต้ทะเลซึ่งทางที่เจ้ามานี้เชื่อมต่อกับอาณาจักรใต้ทะเลอยู่แล้วพวกเจ้าเพียงแต่เดินไปตามแผนที่นี้ ไม่แน่พวกเจ้าทั้งสามอาจจะได้ของดี ๆ กลับมาบ้างก็ได้” ผู้อาวุโสชุนฉือเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมอบแผนที่ให้กับเฟิ่งหยู
“อาณาจักรใต้ทะเล มันเป็นอย่างไรหรือผู้อาวุโส ข้าน้อยต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนที่จะไป”
“พวกเจ้าไม่ต้องเตรียมตัวอะไรทั้งนั้นส่วนอาณาจักรใต้ทะเลเป็นยังไงนั้น เมื่อพวกเจ้าไปถึงก็จะรู้เอง”
“ขอรับผู้อาวุโสแล้วหลานทั้งสองของผู้อาวุโส เขาหน้าตาเป็นยังไง ชื่ออะไรอย่างนั้นหรือขอรับ”
ผู้อาวุโสแผ่มือออกไปข้างหนึ่งพร้อมกับภาพของชายสองคนลอยอยู่ตรงฝ่ามือของผู้อาวุโสชุนฉือ
“พวกเขาทั้งสองมีชื่อว่าชุนเชียนกับชุนหลินหากเจ้าพบก็นำพวกเขากลับมากับเจ้าด้วย”ชุนฉือหยิบป้ายหยกอันหนึ่งยื่นให้แก่เฟิ่งหยู
“ป้ายหยกอันนี้สามารถทำให้พวกเจ้าทั้งสามเข้าไปอาณาจักรใต้ทะเลได้อย่างปลอดภัย”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”
“ท่านผู้อาวุโสก่อนหน้านี้ไม่นานมีใครเข้ามาทดสอบหรือค้นพบสถานที่แห่งนี้บ้างหรือไม่”
“มีสิเมื่อเดือนก่อนมีองค์ชายของอาณาจักรนี้ค้นพบที่นี่ และทำการทดสอบแล้วแต่ว่าล้มเหลวตอนแรกข้ายังคิดว่าเขาน่าจะผ่านการทดสอบ แต่คนผู้นี้กลับเห็นแก่ตัวยิ่งเขาให้ลูกน้องทั้งหมดต่อสู้กับนักรบศิลา แต่เมื่อพลาดเขากลับหนีออกไปก่อนโดยไม่สนใจลูกน้องที่ตามมาแม้แต่น้อย ข้าเองละผิดหวังจริง ๆ”
เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเดินมาหาองค์ชายทั้งสองที่กำลังศึกษาคัมภีร์ที่ได้รับอยู่
“เจ้ากลับมาแล้ว แล้วผู้อาวุโสหละ?”
“อีกไม่นานพวกท่านก็จะได้เจอกับเขาเองแต่ตอนนี้พวกเราต้องเดินทางไปอีกสถานที่หนึ่ง พวกท่านพร้อมจะไปกับข้าไหม”
“ที่ไหนอย่างนั้นหรือ? ยังไงพวกเราก็มากับเจ้าแล้วจะไม่ให้พวกเราไปด้วยได้ยังไง”
“อาณาจักรใต้ทะเล.......”
“อะไรนะ!! อาณาจักรใต้ทะเล อาณาจักรใต้ทะเลมีจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
“พวกเราคิดว่าเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นแต่นี่กลับเป็นเรื่องจริงเช่นนั้นหรือ.....เจ้าพูดเล่นหรือเปล่า....”
เฟิ่งหยูหยิบแผนที่ออกมาให้กับองค์ชายทั้งสองดู
“ทีนี้ท่านยังว่าข้าพูดเล่นอีกหรือไม่?”
“รีบไปกันเถอะ ข้าชักตื่นเต้นแล้วสิไม่รู้จะมีอะไรรอพวกเราอยู่ที่อาณาจักรใต้ทะเลมิน่าละพี่รองถึงอยากได้เหมืองแร่แห่งนี้ความลับที่อยู่ที่นี่พวกเขาคงยังไม่รู้เป็นแน่”
“ข้าสอบผู้อาวุโสชุนฉือแล้วองค์ชายรองค้นพบประตูใหญ่ทางเข้าเมื่อไม่นานมานี้ แล้วพวกเขาก็เข้ามาแล้วด้วย แต่ว่าพวกเขาไม่ผ่านการทดสอบเขาถึงอยากได้เหมืองแร่แห่งนี้เพราะพวกเขาคิดว่าต้องมีของมีค่ามากมายเมื่อผ่านการทดสอบ”
“แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อผ่านการทดสอบแล้วเส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังอาณาจักรใต้ทะเลอีกด้วย”
“ไปกันเถอะ พวกเราเดินทางไปยังอาณาจักรใต้ทะเลกันก่อนเถอะ....”
“รอสักครู่องค์ชาย ข้าคิดอะไรดี ๆออกแล้ว พวกเราวางค่ายกลไว้ที่นี่ ในเมื่อพวกเขามีปรมาจารย์ค่ายกลอยู่พวกเขาคงเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างแน่นอนเช่นนั้นข้าคิดว่าให้พวกเขาติดอยู่ที่นี่น่าจะดีกว่า”
“ก็ดีเหมือนกันนะ หากพวกเรากลับมาแล้วเจอกับพวกเขาพวกเราก็จะได้ถือโอกาสจัดการพวกตระกูลเล่อไปด้วยเลย”
เฟิ่งหยูจัดการติดตั้งค่ายกลลวงตาและค่ายกลจู่โจมทั้งหลายไว้รอบๆ บริเวณโดยทั่ว จากนั้นพวกเขาจึงเดินทางไปตามแผนที่ที่เฟิ่งหยูได้รับมา
พวกเขาทั้งสามพุ่งทะยานเข้าไปข้างในเส้นทางในแผนที่นี้ยาวไกล พวกเขาเดินทางไปสองวันจึงจะมาถึงที่หมาย
พวกเขาก้าวเข้ามายังโลกโลกหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ เมื่อทอดมองออกไปพวกเขากลับต้องตะลึงกับความงดงามของที่นี่ด้านบนที่เปรียบเสมือนท้องฟ้ากลับมีปลามากมายแหวกว่ายอยู่
“หรือว่านี่จะเป็นอาณาจักรใต้ทะเลสวรรค์ทำไมที่นี่มันถึงได้กว้างใหญ่เพียงนี้”
ด้วยพลังงานที่เข้มข้นทำให้องค์ชายทั้งสองถึงกับตกใจยิ่งดวงตาของพวกเขาจับจ้องไปยังดินแดนที่พึ่งจะมาถึง
“ถ้าหากได้ฝึกฝนข้างในนี้พลังยุทธ์ของพวกเราคงจะแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วเป็นแน่”
พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อย ๆจนมาถึงผืนป่าที่กว้างใหญ่ขวางหน้าพวกเขาเอาไว้เฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองเดินทางมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง เฟิ่งหยูใช้จิตสัมผัสของเขาตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาพวกเขาเริ่มเดินลึกเข้าไปทันใดนั้นเอง เฟิ่งหยูจับจิตสังหารที่พุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ววว.......
เคร้ง.....
เฟิ่งหยูใช้มือของเขาปัดป้องลูกธนูที่พุ่งตรงมาทางพวกเข้าได้อย่างทันท่วงทีพร้อมกันนั้นเฟิ่งหยูใช้มือทั้งสองข้างของเขาฉีกกระชากมิติที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย
“กระชากมิติ”
เฟิ่งหยูโผล่มาด้านหลังหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นคนยิงธนูใส่พวกเขาทั้งสามคนพร้อมกันนั้นเฟิ่งหยูได้ใช้ปลายดาบราชันย์ของเขาพาดไปที่คอของหญิงสาวคนนั้นทันที
“เจ้า เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ข้าเองต่างหากที่ต้องถามเจ้าเหตุใดเจ้าจึงจ้องสังหารพวกข้า พวกข้าไม่ได้คิดร้ายอะไรกับพวกเจ้าเลยแม้แต่นิดแต่เจ้ากลับยิงธนูหวังสังหารพวกเรา”
หญิงสาวผู้นั้นหันหลังกลับมามองเฟิ่งหยูพร้อมกับสีหน้าที่ตกตะลึงเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าเป็นมนุษย์พวกเจ้ามาจากที่ไหน และเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้ยังไง เจ้าไม่ใช่คนของเจ้างูดินนั่นหรอกหรือ?”
“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เจ้างูดินอะไรข้าไม่เข้าใจ พวกเราเป็นมนุษย์จริง และพึ่งจะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้เจ้างูดินที่เจ้าพูดถึงนั้นข้าไม่รู้จัก”
“ขออภัย ข้าขออภัยท่านด้วย ข้าคิดว่าท่านเป็นพวกของเจ้างูดินนั่นข้าผิดเอง เจ้ายกโทษให้ข้าด้วยนะ....”
เฟิ่งหยูเก็บดาบราชันย์ของเขาเวลาเดียวกันนั้น องค์ชายทั้งสองก็เดินมาถึงยังจุดที่พวกเขาทั้งสองคนอยู่กัน
“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่าให้พวกเราช่วยอะไรไหม”
“ไม่เป็นไรหรอกแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้นเองไม่มีอะไรมาก”
“เช่นนั้นก็ดี ”
“ข้าเฟิ่งหยู ส่วนสองคนนี้คืออานฉวนและอานหมิง พวกเรามาจากอาณาจักรเต่าทมิฬ เจ้าพอจะรู้จักบ้างไหม”
“ข้าหรงฟานซิ่นเป็นคนของเผ่าจิ้งจอกหิมะพวกเจ้าเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงที่นี่ พวกเจ้ารู้ไหมว่า ทุกเผ่าพันธุ์ที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่เกลียดเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นพวกเจ้าโดยเฉพาะพวกเจ้างูดินนั่น ”
“เจ้างูดินที่เจ้าพูดถึงนั้นมันเป็นตัวอะไรข้าได้ยินเจ้าพูดถึงเจ้างูดินมาตั้งแต่ต้นแล้วข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเจ้างูดินมันคือตัวอะไรกันแน่”
“ คิก คิก คิก คิก”
เสียงหัวเราะแหลมเล็กฟังดูน่ารักของหรงฟานซิ่นดังออกมา
“เจ้างูดินที่ข้าพูดถึงพวกมันคือเผ่าพันธุ์มังกรดินที่อยู่ทางเหนือของป่าแห่งนี้พวกมันชอบมายุ่งวุ่นวายและข่มเหงพวกเราอยู่เป็นประจำพวกเราจึงต้องระมัดระวังตัวกันเป็นพิเศษ”
“เช่นนั้นเองแล้วเจ้าไม่เกลียดเผ่ามนุษย์เช่นพวกข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้า ข้าเองก็ไม่รู้ข้าเพิ่งเคยเห็นมนุษย์เช่นพวกเจ้า หรืออาจจะเป็นเพราะพวกเจ้าไม่ทำร้ายข้าข้าเลยไม่เกลียดพวกเจ้าก็เป็นได้มั้ง”
“หากเป็นจริงดังที่เจ้าว่าสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีแต่สัตว์อสูรอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วหละสถานที่แห่งนี้จะมีแต่พวกสัตว์อสูร เหล่าสัตว์อสูรที่ยังไม่แข็งแกร่งพอจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมานอกเผ่าเพราะหากออกมาอาจจะทำให้ถูกเผ่าพันธุ์อื่นสังหารและนำแก่ธาตุสัตว์อสูรไปบ่มเพาะได้ดังนั้นพวกที่ออกมาข้างนอก ได้นั้นจึงเป็นพวกที่กลายร่างเป็นมนุษย์ได้หรือพูดง่าย ๆ คือพวกเขาต่างเป็นสัตว์อสูรระดับหกขึ้นไปเท่านั้น”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกเราพึ่งจะเข้ามาเลยไม่รู้เรื่องใดๆขอบใจเจ้ามาก”
“แล้วพวกท่านจะพักที่ไหนกันอย่างนั้นหรือ?”
“ตอนนี้พวกเรายังไม่มีที่พักพวกเจ้าพอจะมีที่พักให้พวกเราพักบ้างไหม?”
“ข้าต้องไปถามท่านพ่อเฒ่าก่อนข้าเองก็ตัดสินใจไม่ได้เช่นกัน พวกท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนข้าจะกลับไปถามท่านผู้เฒ่าหากท่านผู้เฒ่าอนุญาตข้าจะรีบกลับมาบอกพวกเจ้า”
“ได้สิ พวกเราจะอยู่ที่นี่รอเจ้าหากผู้อาวุโสเผ่าของเจ้าให้เราพัก ข้าก็จะตามเจ้าไปหากไม่ให้พักพวกเราก็จะเดินทางต่อไปหาที่พักที่อื่นต่อ”
“ได้พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ข้าจะรีบไปรีบมา แต่พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี เจ้าพวกงูดินพวกนั้นมันมักจะมาแถวนี้บ่อยๆ”
“ได้ข้าจะระวังตัว เจ้ารีบไปเถอะ”
หรงฟานซิ่นรีบออกเดินทางกลับไปยังเผ่าจิ้งจอกหิมะด้วยความรีบเร่ง
“ท่านคิดว่านางพูดจริงหรือไม่ที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์อสูร”
“ข้าคิดว่านางคงพูดจริง แต่เดิมพวกเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่ได้ถูกกันอยู่แล้วสาเหตุพวกท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราก็อยู่ในอันตรายเป็นอย่างยิ่งนะสิพี่ใหญ่เฟิ่งหยู”
“คงไม่ใช่ทุกเผ่าหรอกที่เกลียดพวกมนุษย์เช่นพวกเราคงจะมีสักเผ่าที่ยังเป็นมิตรกับเผ่ามนุษย์ได้”
“แต่พวกเราคงต้องระวังตัวกันมากนิดหนึ่งเพราะพวกเราล้วนอยู่ในดงของสัตว์อสูรแถมสัตว์อสูรแต่ละตัวนั้นอยู่ในระดับหกขึ้นไปอีกต่างหาก”
“เอาหละอย่าพึ่งตีตนไปก่อนไข้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดพวกเรารอให้หรงฟานซิ่น กลับมาก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีบางทีผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกหิมะอาจจะเป็นมิตรกับพวกเราก็เป็นได้”
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เช่นกัน”องค์ชายอานฉวนเอ่ย
ไม่นานนักหรงฟานซิ่นก็กลับมาพร้อมกับพวกอีกสองคน
“ท่านผู้อาวุโสอนุญาตให้พวกท่านพักที่เผ่าของเราได้เชิญพวกท่านตามพวกเรามา”
หรงฟานซิ่นและพวกอีกสองคนพุ่งทะยานไปยังเผ่าจิ้งจอกหิมะด้วยความรวดเร็วเฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองจึงรีบตามหรงฟานซิ่นและพวกไปในทันที
“เผ่าของพวกเจ้าอยู่ห่างจากที่นี่ไกลไหม”
“ไม่ไกลมากนักหรอก เผ่าของพวกเราห่างจากที่นี่ไปห้าสิบลี้ได้”
พวกเขาใช้ระยะเวลาเดินทางไม่นานนักก็มาถึงยังเผ่าจิ้งจอกหิมะเมื่อพวกเขาทั้งสามเดินทางมาถึง ผู้เฒ่าคนหนึ่งได้รอพวกเฟิ่งหยูอยู่ก่อนแล้ว
“พวกเจ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์เหตุใดจึงสามารถเดินทางมาถึงสถานที่นี้ได้พวกเจ้าไม่เกรงกลัวเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่อยู่ที่นี่บ้างเลยอย่างนั้นหรือ?”
“เรียนท่านผู้อาวุโสพวกเรามาจากดินแดนด้านบน พวกเราไม่ทราบจริง ๆว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งอาศัยของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่พวกเรามาที่นี่เพราะมาตามหาคนสองคนเท่านั้น”เฟิ่งหยูเอ่ยตอบ
“พวกเจ้ามาตามหาใครเช่นนั้นหรือ?”
“พวกเรามาตามหาคนที่ชื่อ ชุนเชียนกับชุนหลินพวกท่านพอรู้จักพวกเขาบ้างไหม”
“เจ้าว่าอะไรนะ เจ้ามาตามหาคนที่ชื่อชุนเชียนกับชุนหลินเช่นนั้นหรือ?”