ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 119 อาณาจักรสัตว์อสูร

            ผู้อาวุโสชุนฉือพาเฟิ่งหยูมาอีกมิติหนึ่งพลันมาอยู่ตรงหน้าวิหารเต่าทมิฬ  เฟิ่งหยูไม่รอช้าเขารีบหลอมรวมวิหารเต่าทมิฬเข้ากับเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างรวดเร็วจนผู้อาวุโสชุนฉือแปลกใจ

            “นี่เจ้ารวบรวมวิหารต่าง ๆได้เกือบจะครบแล้วอย่างนั้นหรือ”

            “ใช่ข้ารวบรวมและหลอมรวมวิหารต่าง ๆได้แล้วหากรวมกับวิหารเต่าทมิฬก็ยังเหลือเพียงวิหารมังกรเพียงวิหารเดียวเท่านั้น”

            เฟิ่งหยูใช้เวลาในการหลอมรวมวิหารเต่าทมิฬไปไม่น้อยหลังจากที่หลอมรวมเสร็จผู้อาวุโสอู่หวังฉี และเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างมาต้อนรับอาวุโสชุนฉือ พวกเขาพูดคุยกันไม่นานเฟิ่งหยูจึงขอตัวกลับออกมาก่อน

            “ก่อนเจ้าจะออกไปช่วยไปตามหาหลานชายทั้งสองของข้าให้หน่อยจะได้ไหม พวกเขาอยู่ที่อาณาจักรใต้ทะเลซึ่งทางที่เจ้ามานี้เชื่อมต่อกับอาณาจักรใต้ทะเลอยู่แล้วพวกเจ้าเพียงแต่เดินไปตามแผนที่นี้ ไม่แน่พวกเจ้าทั้งสามอาจจะได้ของดี ๆ กลับมาบ้างก็ได้”  ผู้อาวุโสชุนฉือเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมอบแผนที่ให้กับเฟิ่งหยู

            “อาณาจักรใต้ทะเล มันเป็นอย่างไรหรือผู้อาวุโส ข้าน้อยต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนที่จะไป”

            “พวกเจ้าไม่ต้องเตรียมตัวอะไรทั้งนั้นส่วนอาณาจักรใต้ทะเลเป็นยังไงนั้น เมื่อพวกเจ้าไปถึงก็จะรู้เอง”

            “ขอรับผู้อาวุโสแล้วหลานทั้งสองของผู้อาวุโส เขาหน้าตาเป็นยังไง ชื่ออะไรอย่างนั้นหรือขอรับ”

            ผู้อาวุโสแผ่มือออกไปข้างหนึ่งพร้อมกับภาพของชายสองคนลอยอยู่ตรงฝ่ามือของผู้อาวุโสชุนฉือ

            “พวกเขาทั้งสองมีชื่อว่าชุนเชียนกับชุนหลินหากเจ้าพบก็นำพวกเขากลับมากับเจ้าด้วย”ชุนฉือหยิบป้ายหยกอันหนึ่งยื่นให้แก่เฟิ่งหยู

            “ป้ายหยกอันนี้สามารถทำให้พวกเจ้าทั้งสามเข้าไปอาณาจักรใต้ทะเลได้อย่างปลอดภัย”

            “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”

            “ท่านผู้อาวุโสก่อนหน้านี้ไม่นานมีใครเข้ามาทดสอบหรือค้นพบสถานที่แห่งนี้บ้างหรือไม่”

            “มีสิเมื่อเดือนก่อนมีองค์ชายของอาณาจักรนี้ค้นพบที่นี่ และทำการทดสอบแล้วแต่ว่าล้มเหลวตอนแรกข้ายังคิดว่าเขาน่าจะผ่านการทดสอบ แต่คนผู้นี้กลับเห็นแก่ตัวยิ่งเขาให้ลูกน้องทั้งหมดต่อสู้กับนักรบศิลา แต่เมื่อพลาดเขากลับหนีออกไปก่อนโดยไม่สนใจลูกน้องที่ตามมาแม้แต่น้อย ข้าเองละผิดหวังจริง ๆ”

            เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเดินมาหาองค์ชายทั้งสองที่กำลังศึกษาคัมภีร์ที่ได้รับอยู่

            “เจ้ากลับมาแล้ว แล้วผู้อาวุโสหละ?”

            “อีกไม่นานพวกท่านก็จะได้เจอกับเขาเองแต่ตอนนี้พวกเราต้องเดินทางไปอีกสถานที่หนึ่ง พวกท่านพร้อมจะไปกับข้าไหม”

            “ที่ไหนอย่างนั้นหรือ? ยังไงพวกเราก็มากับเจ้าแล้วจะไม่ให้พวกเราไปด้วยได้ยังไง”

            “อาณาจักรใต้ทะเล.......”

            “อะไรนะ!! อาณาจักรใต้ทะเล อาณาจักรใต้ทะเลมีจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

            “พวกเราคิดว่าเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นแต่นี่กลับเป็นเรื่องจริงเช่นนั้นหรือ.....เจ้าพูดเล่นหรือเปล่า....”

            เฟิ่งหยูหยิบแผนที่ออกมาให้กับองค์ชายทั้งสองดู

            “ทีนี้ท่านยังว่าข้าพูดเล่นอีกหรือไม่?”

            “รีบไปกันเถอะ ข้าชักตื่นเต้นแล้วสิไม่รู้จะมีอะไรรอพวกเราอยู่ที่อาณาจักรใต้ทะเลมิน่าละพี่รองถึงอยากได้เหมืองแร่แห่งนี้ความลับที่อยู่ที่นี่พวกเขาคงยังไม่รู้เป็นแน่”

            “ข้าสอบผู้อาวุโสชุนฉือแล้วองค์ชายรองค้นพบประตูใหญ่ทางเข้าเมื่อไม่นานมานี้ แล้วพวกเขาก็เข้ามาแล้วด้วย แต่ว่าพวกเขาไม่ผ่านการทดสอบเขาถึงอยากได้เหมืองแร่แห่งนี้เพราะพวกเขาคิดว่าต้องมีของมีค่ามากมายเมื่อผ่านการทดสอบ”

            “แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อผ่านการทดสอบแล้วเส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังอาณาจักรใต้ทะเลอีกด้วย”

            “ไปกันเถอะ พวกเราเดินทางไปยังอาณาจักรใต้ทะเลกันก่อนเถอะ....”

            “รอสักครู่องค์ชาย ข้าคิดอะไรดี ๆออกแล้ว พวกเราวางค่ายกลไว้ที่นี่ ในเมื่อพวกเขามีปรมาจารย์ค่ายกลอยู่พวกเขาคงเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างแน่นอนเช่นนั้นข้าคิดว่าให้พวกเขาติดอยู่ที่นี่น่าจะดีกว่า”

            “ก็ดีเหมือนกันนะ หากพวกเรากลับมาแล้วเจอกับพวกเขาพวกเราก็จะได้ถือโอกาสจัดการพวกตระกูลเล่อไปด้วยเลย”

            เฟิ่งหยูจัดการติดตั้งค่ายกลลวงตาและค่ายกลจู่โจมทั้งหลายไว้รอบๆ บริเวณโดยทั่ว จากนั้นพวกเขาจึงเดินทางไปตามแผนที่ที่เฟิ่งหยูได้รับมา

            พวกเขาทั้งสามพุ่งทะยานเข้าไปข้างในเส้นทางในแผนที่นี้ยาวไกล พวกเขาเดินทางไปสองวันจึงจะมาถึงที่หมาย

            พวกเขาก้าวเข้ามายังโลกโลกหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ เมื่อทอดมองออกไปพวกเขากลับต้องตะลึงกับความงดงามของที่นี่ด้านบนที่เปรียบเสมือนท้องฟ้ากลับมีปลามากมายแหวกว่ายอยู่

            “หรือว่านี่จะเป็นอาณาจักรใต้ทะเลสวรรค์ทำไมที่นี่มันถึงได้กว้างใหญ่เพียงนี้”

            ด้วยพลังงานที่เข้มข้นทำให้องค์ชายทั้งสองถึงกับตกใจยิ่งดวงตาของพวกเขาจับจ้องไปยังดินแดนที่พึ่งจะมาถึง

            “ถ้าหากได้ฝึกฝนข้างในนี้พลังยุทธ์ของพวกเราคงจะแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วเป็นแน่”

            พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อย ๆจนมาถึงผืนป่าที่กว้างใหญ่ขวางหน้าพวกเขาเอาไว้เฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองเดินทางมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง  เฟิ่งหยูใช้จิตสัมผัสของเขาตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาพวกเขาเริ่มเดินลึกเข้าไปทันใดนั้นเอง เฟิ่งหยูจับจิตสังหารที่พุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว

            ฟิ้ววว.......

            เคร้ง.....

            เฟิ่งหยูใช้มือของเขาปัดป้องลูกธนูที่พุ่งตรงมาทางพวกเข้าได้อย่างทันท่วงทีพร้อมกันนั้นเฟิ่งหยูใช้มือทั้งสองข้างของเขาฉีกกระชากมิติที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย

            “กระชากมิติ”

            เฟิ่งหยูโผล่มาด้านหลังหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นคนยิงธนูใส่พวกเขาทั้งสามคนพร้อมกันนั้นเฟิ่งหยูได้ใช้ปลายดาบราชันย์ของเขาพาดไปที่คอของหญิงสาวคนนั้นทันที

            “เจ้า เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

            “ข้าเองต่างหากที่ต้องถามเจ้าเหตุใดเจ้าจึงจ้องสังหารพวกข้า พวกข้าไม่ได้คิดร้ายอะไรกับพวกเจ้าเลยแม้แต่นิดแต่เจ้ากลับยิงธนูหวังสังหารพวกเรา”

            หญิงสาวผู้นั้นหันหลังกลับมามองเฟิ่งหยูพร้อมกับสีหน้าที่ตกตะลึงเป็นอย่างมาก

            “พวกเจ้าเป็นมนุษย์พวกเจ้ามาจากที่ไหน และเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้ยังไง เจ้าไม่ใช่คนของเจ้างูดินนั่นหรอกหรือ?”

            “เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เจ้างูดินอะไรข้าไม่เข้าใจ พวกเราเป็นมนุษย์จริง และพึ่งจะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้เจ้างูดินที่เจ้าพูดถึงนั้นข้าไม่รู้จัก”

            “ขออภัย ข้าขออภัยท่านด้วย ข้าคิดว่าท่านเป็นพวกของเจ้างูดินนั่นข้าผิดเอง เจ้ายกโทษให้ข้าด้วยนะ....”

            เฟิ่งหยูเก็บดาบราชันย์ของเขาเวลาเดียวกันนั้น องค์ชายทั้งสองก็เดินมาถึงยังจุดที่พวกเขาทั้งสองคนอยู่กัน

            “เจ้าเป็นอะไรรึเปล่าให้พวกเราช่วยอะไรไหม”

            “ไม่เป็นไรหรอกแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้นเองไม่มีอะไรมาก”

            “เช่นนั้นก็ดี ”

            “ข้าเฟิ่งหยู ส่วนสองคนนี้คืออานฉวนและอานหมิง พวกเรามาจากอาณาจักรเต่าทมิฬ เจ้าพอจะรู้จักบ้างไหม”

            “ข้าหรงฟานซิ่นเป็นคนของเผ่าจิ้งจอกหิมะพวกเจ้าเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงที่นี่ พวกเจ้ารู้ไหมว่า ทุกเผ่าพันธุ์ที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่เกลียดเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นพวกเจ้าโดยเฉพาะพวกเจ้างูดินนั่น ”

            “เจ้างูดินที่เจ้าพูดถึงนั้นมันเป็นตัวอะไรข้าได้ยินเจ้าพูดถึงเจ้างูดินมาตั้งแต่ต้นแล้วข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเจ้างูดินมันคือตัวอะไรกันแน่”

            “ คิก คิก คิก คิก”

            เสียงหัวเราะแหลมเล็กฟังดูน่ารักของหรงฟานซิ่นดังออกมา

            “เจ้างูดินที่ข้าพูดถึงพวกมันคือเผ่าพันธุ์มังกรดินที่อยู่ทางเหนือของป่าแห่งนี้พวกมันชอบมายุ่งวุ่นวายและข่มเหงพวกเราอยู่เป็นประจำพวกเราจึงต้องระมัดระวังตัวกันเป็นพิเศษ”

            “เช่นนั้นเองแล้วเจ้าไม่เกลียดเผ่ามนุษย์เช่นพวกข้าอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้า ข้าเองก็ไม่รู้ข้าเพิ่งเคยเห็นมนุษย์เช่นพวกเจ้า หรืออาจจะเป็นเพราะพวกเจ้าไม่ทำร้ายข้าข้าเลยไม่เกลียดพวกเจ้าก็เป็นได้มั้ง”

            “หากเป็นจริงดังที่เจ้าว่าสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีแต่สัตว์อสูรอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่แล้วหละสถานที่แห่งนี้จะมีแต่พวกสัตว์อสูร เหล่าสัตว์อสูรที่ยังไม่แข็งแกร่งพอจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมานอกเผ่าเพราะหากออกมาอาจจะทำให้ถูกเผ่าพันธุ์อื่นสังหารและนำแก่ธาตุสัตว์อสูรไปบ่มเพาะได้ดังนั้นพวกที่ออกมาข้างนอก  ได้นั้นจึงเป็นพวกที่กลายร่างเป็นมนุษย์ได้หรือพูดง่าย ๆ คือพวกเขาต่างเป็นสัตว์อสูรระดับหกขึ้นไปเท่านั้น”

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกเราพึ่งจะเข้ามาเลยไม่รู้เรื่องใดๆขอบใจเจ้ามาก”

            “แล้วพวกท่านจะพักที่ไหนกันอย่างนั้นหรือ?”

            “ตอนนี้พวกเรายังไม่มีที่พักพวกเจ้าพอจะมีที่พักให้พวกเราพักบ้างไหม?”

            “ข้าต้องไปถามท่านพ่อเฒ่าก่อนข้าเองก็ตัดสินใจไม่ได้เช่นกัน พวกท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนข้าจะกลับไปถามท่านผู้เฒ่าหากท่านผู้เฒ่าอนุญาตข้าจะรีบกลับมาบอกพวกเจ้า”

            “ได้สิ พวกเราจะอยู่ที่นี่รอเจ้าหากผู้อาวุโสเผ่าของเจ้าให้เราพัก ข้าก็จะตามเจ้าไปหากไม่ให้พักพวกเราก็จะเดินทางต่อไปหาที่พักที่อื่นต่อ”

            “ได้พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ข้าจะรีบไปรีบมา แต่พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี เจ้าพวกงูดินพวกนั้นมันมักจะมาแถวนี้บ่อยๆ”

            “ได้ข้าจะระวังตัว เจ้ารีบไปเถอะ”

            หรงฟานซิ่นรีบออกเดินทางกลับไปยังเผ่าจิ้งจอกหิมะด้วยความรีบเร่ง

            “ท่านคิดว่านางพูดจริงหรือไม่ที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์อสูร”

            “ข้าคิดว่านางคงพูดจริง แต่เดิมพวกเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่ได้ถูกกันอยู่แล้วสาเหตุพวกท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว”

            “เช่นนั้นพวกเราก็อยู่ในอันตรายเป็นอย่างยิ่งนะสิพี่ใหญ่เฟิ่งหยู”

            “คงไม่ใช่ทุกเผ่าหรอกที่เกลียดพวกมนุษย์เช่นพวกเราคงจะมีสักเผ่าที่ยังเป็นมิตรกับเผ่ามนุษย์ได้”

            “แต่พวกเราคงต้องระวังตัวกันมากนิดหนึ่งเพราะพวกเราล้วนอยู่ในดงของสัตว์อสูรแถมสัตว์อสูรแต่ละตัวนั้นอยู่ในระดับหกขึ้นไปอีกต่างหาก”

            “เอาหละอย่าพึ่งตีตนไปก่อนไข้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดพวกเรารอให้หรงฟานซิ่น กลับมาก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีบางทีผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกหิมะอาจจะเป็นมิตรกับพวกเราก็เป็นได้”

            “ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เช่นกัน”องค์ชายอานฉวนเอ่ย    

            ไม่นานนักหรงฟานซิ่นก็กลับมาพร้อมกับพวกอีกสองคน

            “ท่านผู้อาวุโสอนุญาตให้พวกท่านพักที่เผ่าของเราได้เชิญพวกท่านตามพวกเรามา”

            หรงฟานซิ่นและพวกอีกสองคนพุ่งทะยานไปยังเผ่าจิ้งจอกหิมะด้วยความรวดเร็วเฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองจึงรีบตามหรงฟานซิ่นและพวกไปในทันที

            “เผ่าของพวกเจ้าอยู่ห่างจากที่นี่ไกลไหม”

            “ไม่ไกลมากนักหรอก เผ่าของพวกเราห่างจากที่นี่ไปห้าสิบลี้ได้”

            พวกเขาใช้ระยะเวลาเดินทางไม่นานนักก็มาถึงยังเผ่าจิ้งจอกหิมะเมื่อพวกเขาทั้งสามเดินทางมาถึง ผู้เฒ่าคนหนึ่งได้รอพวกเฟิ่งหยูอยู่ก่อนแล้ว

            “พวกเจ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์เหตุใดจึงสามารถเดินทางมาถึงสถานที่นี้ได้พวกเจ้าไม่เกรงกลัวเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่อยู่ที่นี่บ้างเลยอย่างนั้นหรือ?”

            “เรียนท่านผู้อาวุโสพวกเรามาจากดินแดนด้านบน พวกเราไม่ทราบจริง ๆว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งอาศัยของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่พวกเรามาที่นี่เพราะมาตามหาคนสองคนเท่านั้น”เฟิ่งหยูเอ่ยตอบ

            “พวกเจ้ามาตามหาใครเช่นนั้นหรือ?”

            “พวกเรามาตามหาคนที่ชื่อ ชุนเชียนกับชุนหลินพวกท่านพอรู้จักพวกเขาบ้างไหม”

            “เจ้าว่าอะไรนะ เจ้ามาตามหาคนที่ชื่อชุนเชียนกับชุนหลินเช่นนั้นหรือ?”     

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน