ณ โรงพยาบาลสิงคโปร์ เยนเนอรัล
เดวิดจาง กับ เสี่ยวเยี่ยน ยังคงมาเยี่ยมอาการของกุ้ยซิมในห้องผู้ป่วย
“เป็อย่างไรบ้างกุ้ยซิม ดีขึ้นบ้างหรือยัง ดูสีหน้าดีขึ้นบ้างแล้วนี่ ”เสี่ยวเยี่ยนถามอาการ
“ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ หมอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้เป็เพราะมีแม่คอยดูแลน่ะค่ะ ” กุ้ยซิมตอบ
“แต่ยังไม่รู้เลยค่ะ ว่าถิงถิงใส่อะไรให้กุ้ยซิมกิน จึงได้แท้งลูกเช่นนี้ ”อาเตียงตั้งข้อสงสัย
กล่าวจบหมอกับพยาบาลก็เข้ามาดูอาการกุ้ยซิม เมื่อตรวจดูแล้ว หมอก็บอกว่า
“อืม ดีขึ้นมากแล้วนี่ มะรืนนี้ก็กลับบ้านได้แล้วนะ”
เดวิดก็เอ่ยถามหมอว่า
“เอ่อ คุณหมอครับ แล้วพอจะทราบไหมครับว่า คนไข้ได้รับสารพิษอะไรมาหรือไม่จึงได้แท้งลูก”
“จากที่ตรวจเืดู ก็ไม่พบสารพิษนะครับ แต่อาจจะแพ้อาหารบางอย่างหมอก็ไม่ทราบว่าเป็อะไร จากการสอบถามคนไข้ก็ไม่เคยแพ้อาหาร”
“ขอบคุณครับหมอ” เดวิดกล่าว
เมื่อหมอกับพยาบาลเดินออกไปแล้วเสี่ยวเยี่ยนก็กระซิบถามกุ้ยซิมว่า
“เธอจำได้ไหม วันนั้นเธอไปกินอาหารร้านไหนกับถิงถิง และกินอะไรบ้าง ”
“กินที่ร้านน่ำเพ้ง อยู่ย่านกาตง ถนนอีสต์โคสต์ ( Katong, Eastcoast Rd. ) จำได้ว่า ถิงถิงสั่งน้ำซุปรังนก “ จับซาไท้เป้า ”ให้ฉันโดยเฉพาะ บอกว่าจะช่วยบำรุงครรภ์ ฉันเห็นว่าเขาก็ตักชิมไปถ้วยหนึ่งเหมือนกันจึงคิดว่าคงไม่เป็อะไร ก็เลยกินด้วยจนหมด นอกจากนั้นก็มีกับข้าวอย่างอื่น ซึ่งฉันไม่ได้กินเพราะวันนั้นรู้สึกกินอะไรไม่ค่อยลง ”
“ เอาละ ฉันพอจะรู้แล้วว่าจะไปสืบหาที่ไหน ”เสี่ยวเยี่ยนกล่าวจบก็คว้าข้อมือเดวิดแล้วเดินออกไป
ณ ร้านอาหารน่ำเพ้ง ย่านกาตง
เสี่ยวเยี่ยนกับเดวิดเข้าไปนั่งสั่งอาหารมารับประทานสองอย่างเมื่อรับประทานไปได้สักพักก็เรียกเด็กเสริฟมาสั่งว่า
“ไปบอกพ่อครัวว่าคุณหนูเว่ยถิงถิงให้มาสั่งน้ำซุปรังนกแบบที่เคยมาสั่งวันก่อนให้ทำแบบเดียวกันนั้นชุดหนึ่ง จะนำกลับไปให้คนเดิมกิน เอ้านี่รางวัลที่คุณหนูเว่ยฝากมาให้พ่อครัว ” เสี่ยวเยี่ยนสั่งแล้วยื่นซองกระดาษเล็ก ๆให้คนเสริฟนำไปให้พ่อครัว
พ่อครัวเปิดซองดูแล้วพบว่าเป็ธนบัตรหลายพันเหรียญ จึงรีบจัดการปรุงน้ำซุปทันทีเมื่อทำเสร็จก็ใส่หม้อโลหะเคลือบชนิดมีหูหิ้วปิดฝาสนิทให้เด็กเสริฟนำมาให้เสี่ยวเยี่ยน
จากนั้นเดวิดก็นำน้ำซุปดังกล่าวไปที่ห้องแล็บของคณะแพทย์ในวิทยาลัยซึ่งตนเรียนอยู่
“ช่วยแยกสารประกอบหน่อยนะ ดูว่ามีสารอะไรอยู่บ้าง มีสารพิษหรือไม่ ” เดวิดกล่าว
“ไม่ต้องห่วงเพื่อน เดี๋ยวเราจัดการให้ พรุ่งนี้มารับผลไปได้เลย ” นักเรียนที่ฝึกงานห้องแล็บตอบ
วันรุ่งขึ้น
“จากการตรวจวิเคราะห์ พบว่ามีส่วนผสมของสมุนไพร 13 ชนิด แต่มีตังกุยมากผิดปกติซึ่งถ้ากินปริมาณน้อยก็ช่วยบำรุงเื แต่หากใส่ในปริมาณมากเกินไปอาจเป็อันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะมีฤทธิ์ขับเื ขับประจำเดือน อาจแท้งได้ ว่าแต่ว่า พวกนายเอามาตรวจทำไมหรือ ”
“เออ ไว้จะเล่าให้ฟังแล้วกัน ขอบใจมากนะเพื่อน กันจะรีบไป ”เดวิดรับเอกสารรับรองผลการตรวจแล้วรีบผลุนผลันออกไปหาเสี่ยวเยี่ยนซึ่งรออยู่ข้างนอก
หลังจากนั้นทั้งคู่ไปหามุมคุยกันที่สวนสาธารณะแล้วเสี่ยวเยี่ยนก็กล่าวว่า
“ดูจากผลการตรวจน้ำซุปแล้ว คาดว่า ถิงถิงคงตั้งใจจะให้กุ้ยซิมแท้งจึงสั่งพ่อครัวให้ใส่ตังกุยมากผิดปกติ แต่ไม่เป็อันตรายสำหรับหล่อนเองกลับเป็อันตรายต่อคนตั้งครรภ์อย่างกุ้ยซิม ไอ้สองพ่อลูกนี่มันเลวพอ ๆ กันเลยนะนี่ ”
“นั่นสิ พ่อก็เป็เ้าพ่อทำธุรกิจมืด ลูกสาวก็ร้ายกาจยังกับนางปีศาจยังมียายเฒ่าแซ่หลี่นั่นอีกคน แก่ใกล้จะเข้าโลงแล้วยังวางแผนร้ายได้อย่างเืเย็น ”
เสี่ยวเยี่ยนได้ยินเดวิดพูดถึงย่าหยกก็พาให้อดคิดเป็ห่วงหลี่หงหมินไม่ได้ หากเขาคบหากับถิงถิงต่อไปอาจนำภัยมาสู่ตระกูลของเขาก็ได้
บ่ายวันนั้น เสี่ยวเยี่ยนจึงไปหาหลี่จิงจิงที่คณะบัญชี มหาวิทยาลัยNSUเพื่อจะฝากให้ไปเตือนหลี่หงหมินเื่ตระกูลเว่ย
“ เป็ความจริงหรือนี่ ที่แท้เป็ฝีมือของนังถิงถิงเองหรือน่าสงสารกุ้ยซิมนะ ไม่ได้แล้ว ต้องรีบไปเตือนพี่ใหญ่ให้รู้ตัว ”
“ใจเย็นก่อน ถิงถิงมันมีย่าของเธอให้ท้ายอยู่ อย่างไรก็ปัดไม่พ้นตัวหรอกเื่กุ้ยซิมก็มีย่าของเธอช่วยวางแผนนะ ”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ”
“ก็ค่อย ๆ พูดกับพี่ชายเธอให้ระวังตัวแล้วกันแต่อย่าเพิ่งให้ย่าเธอรู้ว่าพวกเรารู้แล้วนะ เดี๋ยวรู้ไปถึงนังถิงถิงมันอาจจะมาแว้งกัดคนทางบ้านของเธอก็ได้ ” เสี่ยวเยี่ยนเตือน
“ได้ ๆ ฉันไปจะไปบอกพี่ใหญ่ให้ ขอบใจเธอมากนะ เสี่ยวเยี่ยน ”
วันต่อมา
หลี่หงหมินก็มาหาเสี่ยวเยี่ยนที่คณะสังคมศาสตร์
“ขอบใจมากนะ เสี่ยวเยี่ยน ที่ไปหาข้อมูลเื่ถิงถิงมาบอกพวกฉันไม่นึกเลยว่ามันจะใจร้ายกันถึงเพียงนี้ ทำกับคนท้องคนไส้ได้ลงคอไอ้พ่อของมันก็ทำชั่วได้สารพัด แบบนี้ต้องเลิกคบ แต่ย่าของฉันนี่สิ ไปคบหาสมาคมกับมันได้อย่างไรไม่ได้แล้ว กลับไปฉันต้องไปบอกพ่อให้รู้ เออ เสี่ยวเยี่ยน...” ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่กล้าพูด
สาวงามก็ถามด้วยสีหน้าสงสัย
“อะไรหรือคะ”
“ว่าแต่ว่า เธอกับฉัน เราจะกลับมาคบกันดังเก่าได้ไหม ”
“หนูยังตอบไม่ได้หรอกค่ะ ขอเวลาให้หนูคิดและตัดสินใจก่อนได้ไหม ”
“เฮอะ หรือเป็เพราะว่าเธอรักไอ้นักเรียนหมอคนนั้นเข้าแล้ว ก็เลยปฏิเสธฉันใช่ไหม ”
“เดี๋ยว ฟังหนูก่อนค่ะ ตอนแรกหนูรับปากกับถิงถิงไว้ว่าจะเลิกคบกับพี่เพราะหล่อนอ้างว่าได้เสียกับพี่แล้ว หนูจึงได้ตัดสัมพันธ์กับพี่ในตอนนั้นมิใช่ว่าหนูจะไปรักใครหรอกนะ ”
“อ๋อ ด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้ เธอก็เชื่อ แล้วยอมให้ถิงถิงเช่นนั้นหรือผู้หญิงธรรมดาเขาไม่ยอมยกคนรักของตัวไปให้คนอื่นหรอก ยกเว้นแต่ว่าชายคนนั้นไม่ใช่คนที่ตนรัก ฉันว่าเธอใช้ถิงถิงเป็ข้ออ้าง เพื่อบอกเลิกฉันจะได้ไปหาไอ้หมอนั่นมากกว่า ไปสิ ไปหามันเถิด ” หลี่หงหมินเดือดดาล แล้วเดินหนีไปโดยไม่ยอมฟังเหตุผลของเสี่ยวเยี่ยนเลย
เสี่ยวเยี่ยนได้แต่ยืนมองเขาเดินจากไปโดยในดวงใจนั้นแสนจะปวดร้าว
หลายวันต่อมา ณ คฤหาสน์ตระกูลหลี่
อาเตียงพากุ้ยซิมซึ่งหายป่วย ออกจากโรงพยาบาลมาเข้าพบหลี่จื้อโหย่ว
“ มีอะไรรึ อาเตียง ”
“นายท่านเ้าขา อิฉันพาลูกสาวมาขอลาออกจากงาน และจะกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองจีนบางทีอาจจะทำมาหากินอยู่ที่เมืองจีนนั่นเลยค่ะ”
“อืม เธอก็อยู่ทำงานกับบ้านฉันมานาน เป็ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมานานแล้วถ้าจ้างคนมาใหม่ก็ไม่สนิทใจเหมือนคนเก่าแก่หรอกนะ ลองคิดดูใหม่ได้นะ”
“อิฉันคิดดีแล้วเ้าค่ะ ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปร่ำลาไท่ไท่ ( ย่าหยก ) เสียก่อนเดี๋ยวฉันจะเตรียมเงินบำเหน็จไว้ให้เธอติดตัวไปใช้ตั้งตัวด้วย ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
แล้วอาเตียงก็พากุ้ยซิมไปบอกลาย่าหยกด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันข้างต้นย่าหยกก็แสร้งทำเป็เสียใจว่า
“โถ เคยอยู่ เคยกิน คุ้นเคยกันมาตั้งนาน จู่ ๆ จะไปเสียทำไมเล่า หากขาดเธอไปพวกฉันคงวุ่นวายน่าดู เพราะไม่รู้จะใช้ใครได้ดีเท่าเธอหรอกนะ แต่ก็เถอะให้พวกเธอได้ไปพบหน้าญาติ ๆ ที่เมืองจีนสักครั้ง เผื่อว่าจะเจอสิ่ง ดี ๆ ในชีวิตเอาละ นี่เป็เงินขวัญถุง ให้เธอเอาไว้ไปตั้งตัวนะ ”
ยายเฒ่ายื่นถุงผ้าสีแดงใบน้อยแต่มีน้ำหนักพอสมควรให้อาเตียงสาวใช้เก่าแก่กล่าวขอบคุณ
“ขอบพระคุณค่ะ ไท่ไท่ ต่อไปก็โปรดถนอมสุขภาพนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ ไท่ไท่ ” กุ้ยซิมก็กล่าวขอบคุณแต่ในใจนั้นเคืองแค้นย่าเฒ่าพอ ๆ กับถิงถิงยิ่งนัก
“ไปแล้วก็อย่าลืมมาเยี่ยมเยียนกันบ้างนะ โชคดีนะ”
“ลาก่อนค่ะ” อาเตียงโค้งคำนับแล้วจูงลูกสาวออกไปจากห้องเดินลงมาพบหลี่จื้อโหย่วกับพวกอาเกียว ถือกล่องสัมภาระและถุงผ้าใบหนึ่ง
“นี่เป็ของกินของใช้และเงินบำเหน็จของเธอคงพอจะใช้ตั้งตัวค้าขายที่เมืองจีนได้ไม่ยากหรอก รับไปสิถ้าหากไปแล้วไม่สุขสบายก็ขอให้กลับมา ฉันยินดีต้อนรับเสมอ ”
“ขอบคุณค่ะ นายท่าน อิฉันกับลูกจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย ลาก่อนค่ะ ”
แล้วอาเตียงก็พาลูกสาวออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลหลี่ซึ่งเคยทำงานรับใช้คนบ้านนี้มานานั้แ่ยังสาว ทิ้งความทรงจำเก่า ๆเ่าั้เอาไว้เื้ั
เย็นวันนั้น
หลี่หงหมินนำเื่ถิงถิง เว่ยเชียนและสตีเฟน มาเล่าให้บิดาฟัง
“แกบอกว่า หนูถิงถิงตั้งใจวางยาให้กุ้ยซิมแท้งลูกลุงเว่ยเชียนทำธุรกิจผิดกฎหมายและฆ่านักร้องกับตำรวจชื่อสตีเฟนตายอย่างนั้นหรือฉันไม่เชื่อ แกมีอคติกับตระกูลเว่ยเกินไปหรือเปล่าพวกเขามีบุญคุณกับตระกูลเรามากแค่ไหน แกรู้มั๊ย ”
“อย่างไรหรือครับ คุณพ่อ ” ชายหนุ่มสงสัย
“ถ้าแกอยากรู้ พ่อก็จะเล่าให้ฟัง...” หลี่จื้อโหย่วนั่งพิงพนักเก้าอี้แล้วเงยหน้าหลับตา นึกย้อนไปในสมัยที่ตนเพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่น
“ในสมัยที่พ่อเพิ่งย่างเข้าอายุสิบแปดสิบเก้านั้น ปู่ของแกทำการค้าขาดทุนเพราะเรือสินค้าที่ส่งไปเมืองจีนถูกโจรสลัดปล้นระหว่างทางเมื่อลูกค้าไม่ได้รับสินค้า เขาก็ปรับเป็เงินหลายแสนเหรียญปู่แทบจะต้องขายทุกอย่างที่มีเอาไปใช้หนี้ แทบจะตกเป็บุคคลล้มละลาย
เคราะห์ดีที่พ่อของเว่ยเชียน ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้หยิบยืมเงินไปใช้หนี้จนปู่พอจะฟื้นฟูกิจการขึ้นมาได้ใหม่ และพ่อก็รับ่ต่อมาได้ร่วมทำกิจการกับเว่ยเชียนตามที่เขาเชิญชวน โดยพ่อก็ไม่ขัดข้องเพราะถือว่าพวกเขามีบุญคุณต่อครอบครัวเรา เมื่อพ่อให้กำเนิดเ้าขึ้นมาทางฝ่ายเขาก็มีหนูถิงถิงเราสองครอบครัวจึงคุยกันว่าจะเกี่ยวดองกันโดยให้แกสองคนแต่งงานกันเมื่อโตขึ้นอย่างไรล่ะแล้วเช่นนี้ จะให้พ่อเชื่อได้อย่างไร ว่าพวกเขาจะคิดร้ายกับบ้านเราแม้เขาจะทำธุรกิจเลวร้ายอย่างไร ก็เื่ของเขา แกอย่าฟุ้งซ่านไปเลย ”
หลี่หงหมินได้ฟังแล้วก็ไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมให้พ่อเชื่อตนได้อย่างไร จึงถอยออกมาเงียบ ๆ
สัปดาห์ต่อมาที่มูลนิธิพัฒนาสตรีและครอบครัว
มากาเร็ตเดินมาทักทายกุ้ยซิม กับอาเตียง สองแม่ลูกที่เพิ่งมาทำหน้าที่แม่บ้าน
“เป็อย่างไรบ้าง มาเริ่มงานวันแรก พอจะทำได้ไหม มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”
“ทำได้ค่ะ แหม่ม อยู่ที่นี่สบายกาย ไม่หนักเท่าอยู่ที่เดิม แถมสบายใจด้วยค่ะ”กุ้ยซิมกล่าว
ณ มหาวิทยาลัยNSU
นักศึกษาทั้งหนุ่มและสาวจำนวนมากกำลังยืนมุงดูประกาศที่ติดไว้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์หน้าตึกอำนวยการ
“รับสมัครผู้เข้าประกวดเต้นรำจังหวะสวิงคู่ชายหญิง ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ จากพระเ้าจอร์จที่8 พร้อมเงินรางวัลจำนวนหนึ่งแสนปอนด์สเตอริง หมดเขตรับสมัคร 31 กรกฎาคมนี้ ”
“โห เงินรางวัลตั้งแสนปอนด์ ไปสมัครสิ เสี่ยวเยี่ยน ”โซเฟียสะกิดให้เสี่ยวเยี่ยนดูใบปิดประกาศ
“เฮ้ย ฉันเต้นไม่เก่ง จะชนะได้หรือ ไม่เอาหรอก ” สาวตาโตไม่ค่อยมั่นใจ
“เดี๋ยวให้พี่เดวิดช่วยสอน ไม่นานก็เก่ง คราวก่อนเธอก็เต้นจังหวะวอลซ์จนเป็แล้วนี่”
“จะดีหรือ แต่เงินรางวัลก็เยอะจริง ๆ ด้วยนะ เอาก็เอา ”
“แหม นังนี่ ไม่งกเลยนะ”
“ฮิฮิ ”
“นั่น พี่เดวิดมาพอดี มาสมัครเต้นรำกับเสี่ยวเยี่ยนหน่อยค่ะ”
“อ๋อ เอาสิ ”
เมื่อกรอกใบสมัครเรียบร้อยจ่ายค่าสมัครแล้ว เดวิดก็ถามเสี่ยวเยี่ยนว่า
“ถ้าเกิดชนะ ได้รางวัลขึ้นมา เธอจะเอาเงินไปทำอะไรตั้งแสนปอนด์น่ะ”
“ก็คงเก็บไว้ลงทุนประกอบอาชีพตอนเรียนจบค่ะ อาจจะแบ่งไปทำการกุศลสักร้อยละสิบ ”
“แหม สมกับที่เรียนจบโรงเรียนคริสต์มาเลยนะ มีการชักส่วนสิบด้วย ” โซเฟียพูดแซว
“ อ้าว เสี่ยวเยี่ยนก็มาสมัครกับเขาเหมือนกันรึ” หลี่จิงจิงเข้ามาทัก
“ใช่ แล้วเธอล่ะ จะสมัครด้วยหรือเปล่าล่ะ” เสี่ยวเยี่ยนถาม
“ไม่ละ ฉันไม่ชอบเต้น แต่ว่าจะยุพี่ชายฉันมาสมัคร ส่วนเงินรางวัลฉันจะเอา ฮ่าฮ่า ”
ขณะนั้นหลี่หงหมินกับเว่ยถิงถิงเดินผ่านมาเมื่อรู้จากหลี่จิงจิงว่าเสี่ยวเยี่ยนกับเดวิดสมัครประกวดเต้นรำจึงชวนถิงถิงสมัครด้วย เพื่อหวังจะประชดเสี่ยวเยี่ยน เมื่อส่งใบสมัคร จ่ายเงินแล้วเขาก็เดินมาพูดกับเสียวเยี่ยนว่า
“แล้วเจอกันในการแข่งขันเดือนหน้านะ ฉันไม่ยอมแพ้เธอแน่ ” พูดจบก็เดินจากไปถิงถิงก็เดินตามไปอย่างงุนงง
“ เดี๋ยวสิ ลีอง รอฉันด้วย ”
วันต่อมา ณสโมสรวิทยาลัยการแพทย์คิงส์เอ็ดเวิร์ดที่ 7
เดวิดซ้อมเต้นรำกับเสี่ยวเยี่ยนในจังหวะสวิงโดยมีเพื่อน ๆ จับคู่ซ้อมกันอีกหลายคู่ด้วยทุกคนต่างก็อยากได้เงินรางวัลด้วยเช่นกัน บ้างก็หมุน บ้างก็เหวี่ยงทั้งถอยและก้าวตาม ทั้งรุกเดินหน้า ทั้งก้าวสวนสลับกันเป็จังหวะเต้นรำยอดฮิตของหนุ่มสาวในยุคปี 1930-1944
เมื่อฝึกซ้อมจนเหนื่อยแล้วเสี่ยวเยี่ยนก็ชวนเดวิดนั่งพัก ดื่มน้ำชากาแฟยามบ่าย แล้วสนทนากัน
“พี่เดวิดจะสอบภาคเรียนสุดท้ายเมื่อไหร่คะ”
“เดือนหน้า คงหลังจากเราแข่งขันเต้นรำเสร็จแล้วนั่นแหละ ”
“แล้วพี่มาซ้อมกับหนูอย่างนี้ จะเป็การรบกวนการดูหนังสือของพี่หรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอก มีแต่จะสอบทบทวนภาคปฏิบัติน่ะ ต้องเก็บเคสจากการรักษาผู้ป่วยจริงถ้าผ่านก็ถือว่าจบการศึกษาแล้ว ”
“ถ้าจบแล้ว พี่คิดจะเรียนต่อที่ไหนหรือเปล่าคะ ”
“ยังไม่คิด แต่อาจจะทำงานตามโรงพยาบาลก่อน ถ้าจะเรียนต่อก็ต้องไปต่างประเทศแถบยุโรป หรืออเมริกาโน่นแน่ะ ”
ความจริงเขาอยากจะหาโอกาสใกล้ชิดกับเสี่ยวเยี่ยนต่อไปแต่ไม่กล้าบอก ได้แต่เฝ้าคอยว่าสักวัน สาวน้อยตาโตผู้นี้จะเปิดใจให้เขาเข้าไปนั่งบ้าง
ตอนเย็นวันนั้น ณ แผนกบุคคล ไซซีไนต์คลับ
เสี่ยวเยี่ยนในบทบาทของสาวเสริฟชื่อหงลี่ยื่นใบลาออกต่อผู้จัดการแผนกบุคคล
“เธอลาออกแล้วจะไปทำงานที่ไหน ได้งานใหม่แล้วหรือ ฉันไม่อยากให้เธอออกเลยที่ผ่านมาเธอทำงานดีมาก เพื่อนร่วมงานทุกคนที่นี่ก็ชอบเธอ เขาว่าเธอมีน้ำใจแม้กับป้าหวัง เธอก็ยอมทำงานแทน คิดดูใหม่ได้นะ หงลี่ ” ผู้จัดการแผนกกล่าว
“หนูจะไปทำงานกับญาติที่เมืองบางกอกน่ะค่ะ เขาไปเปิดร้านขายของชำอยู่ที่นั่นอยากให้หนูไปช่วยขายของ ขอบคุณผู้จัดการมากค่ะที่ให้ความเมตตาหนูมาตลอด ”
“เอ้า นี่ เงินเดือนเดือนสุดท้าย แถมโบนัสให้เธอติดตัวไปเมืองสยามด้วย ขอให้โชคดี ”
“ลาก่อนค่ะ ”
สาวน้อยนามหงลี่ก็สิ้นสุดบทบาทลงเพียงนั้น กลับคืนเป็เสี่ยวเยี่ยน นักศึกษามหาวิทยาลัยดังเก่า
ค่ำคืนนั้นที่ หอพักมหาวิทยาลัย
เสี่ยวเยี่ยนออกมาเดินรับลมที่ระเบียงห้องนอน ใจก็นึกไปถึงหลี่หงหมิน ที่โกรธเคืองกับการที่หล่อนไม่ยอมกลับคืนไปคบหากันเยี่ยงคนรัก
ผู้ชายบ้าอะไรขี้งอน แถมสมองตื้น ไม่ยอมฟังเหตุผล หน้าตาหล่อซะเปล่า ไม่เอาไหนเลยตัวเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว ยังไม่ทันจะถอนหมั้นกับถิงถิง จู่ ๆจะให้ฉันมาคบหากันฉันชู้สาวได้อย่างไรเขากับเราก็รู้จักคบหากันไม่ทันจะนานเท่าไหร่ เราก็ยังไม่เคยรับปากเป็คนรักสักหน่อยมีสิทธิอะไรมาหึงเรากันนี่
หล่อนมองดูพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันสารทจีนแล้วก็เห็นใบหน้าของหลี่หงหมินลอยเด่นอยู่ในนั้นแถมยังทำหน้าตายียวนกวนประสาทมันทำให้หล่อนยิ่งนึกถึงวันเวลาที่ทั้งสองได้พบเจอกันั้แ่ต้นมา
เมื่อเมฆลอยมาบดบังดวงจันทร์ให้อับแสงสาวตาโตก็นึกถึงวันคืนที่เดวิดคอยช่วยเหลือหล่อนอย่างใกล้ชิดและเปี่ยมด้วยน้ำใจตลอดมานั่นยิ่งทำให้สาวเ้ายิ่งเพิ่มความหนักใจที่จะคบหากับเขาเพราะมันเหมือนยิ่งจะทำร้ายจิตใจของนักศึกษาหนุ่มอนาคตไกลอย่างเขาให้จ่อมจมอยู่ในความชอกช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
คืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลหลี่
หลี่หงหมินจับคู่ซ้อมเต้นรำกับเว่ยถิงถิงอยู่ในห้องนั่งเล่นเสียงเพลงจังหวะสวิงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังออกไปถึงห้องโถงและทั่วบ้าน
“คุณเกิดคึกอะไรขึ้นมาหรือคะ ทุกทีไม่เห็นจะอยากเต้นรำกับฉันเลยแต่ครั้งนี้ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมอย่างหนัก อยากได้เงินรางวัลหรืออยากประชดใครกันแน่” ถิงถิงถามด้วยความสงสัย
“อย่าถามมากเลยน่า ผมก็แค่อยากชดเชยที่แต่ก่อนผมไม่เอาใจใส่คุณเท่านั้น ”ชายหนุ่มพูดแล้วก็เหวี่ยงถิงถิงให้หมุนตัว ก่อนจะโยกย้ายเท้าซ้ายขวาตามติดมา
ฝ่ายย่าหยกได้เห็นหลานชายใกล้ชิดกับว่าที่หลานสะใภ้แล้ว ก็รู้สึกยินดีพอใจอย่างยิ่งพลอยทำให้บ่าวไพร่ในบ้านที่เคยรองรับอารมณ์อันร้ายกาจของนายหญิงผู้เฒ่าได้ผ่อนคลายความเครียดลงบ้าง
หลังจากฝึกซ้อมเต้นรำกันแล้วถิงถิงกับหลี่หงหมินก็นั่งพักดื่มน้ำชาในห้องโถงของบ้านคนรับใช้ก็ยกขนมของว่างมาเสริฟ คุณหนูเว่ยผู้แสนสำอางก็เอ่ยชักชวนคุณชายหลี่ว่า
“ลีองคะ คืนนี้พาฉันไปขับรถกินลมรอบเมืองสิงคโปร์ได้ไหมเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้วนะ ฉันอยากไปนั่งฟังเพลงที่ซิตี้ฮอลล์ริมทะเลอีก ”
“แต่คืนนี้ผมเพลียแล้ว อยากจะอาบน้ำนอนพักผ่อน ไว้วันหลังแล้วกัน กู้ดไนท์นะ ” ชายหนุ่มพูดแล้วก็ลุกเดินขึ้นไปห้องนอนทันทีปล่อยให้คุณหนูไฮโซนั่งอารมณ์ค้างอยู่ผู้เดียว
ฮึลีองนะลีอง นึกว่าจะเปลี่ยนใจมาชอบเราแล้ว ที่แท้ก็คงใช้เราแก้ขัดหรือใช้เราประชดนังเด็กเสี่ยวเยี่ยนนั่นเห็นทีเราต้องแกล้งนังนั่นให้แพ้การแข่งขันให้ได้ แต่จะแกล้งอย่างไรเล่าพ่อแม่พี่น้องมันก็ไม่มี แล้วมีใครที่มันห่วงใยอีก อ๋อ นึกออกแล้ว คราวก่อน ตอนที่เราส่งคนไปสาดน้ำกรดใส่มันแถวหมู่บ้านชาวเรือริมแม่น้ำนั่นมันชอบไปหาครอบครัวของเด็กผู้ชายแซ่หลี่คนนั้น ดีละ เราต้องตีตรงจุดนั้น
สองวันต่อมา ณ ริมแม่น้ำสิงคโปร์
ตำรวจกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้าไปที่เรือของพ่อแม่หลีก่วงเหยาหนึ่งในจำนวนคนในเครื่องแบบนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“คนไหนชื่อหลี่จินซาน ”
“ผมครับ ผู้หมวดถามหาผมทำไมครับ ” พ่อของหลีก่วงเหยาตอบ
“เอาตัวไป ” นายร้อยตำรวจนั้นสั่งตำรวจลูกแถว
“โอ๊ะ ผมทำอะไรผิด มาจับผมทำไม ”
“มีคนไปแจ้งความว่า นายลักขโมยของมีค่าของเขามา นี่ไง กำไลหยกตรงตามรูปพรรณที่เขาแจ้งเลย ไปให้ปากคำที่โรงพักก็แล้วกัน ”
“พ่อ อย่าเอาพ่อผมไป ปล่อยนะ ” เด็กชายวิ่งเข้าไปทุบตีตำรวจแต่โดนปัดจนล้มไปกับพื้นเรือนั้น
“พี่จินซาน โธ่ นี่มันเวรกรรมอะไรเนี่ย ”แม่ของก่วงเหยาร้องไห้ทรุดตัวลงกับหัวเรือ
“แม่ อย่าร้องไห้ เดี๋ยวผมจะไปหาพี่เสี่ยวเยี่ยนกับพี่หงหมิน เขาต้องช่วยเราได้แน่”
สองแม่ลูกก็กอดกันร้องไห้อยู่เช่นนั้นเฝ้ามองดูตำรวจจับหัวหน้าครอบครัวขึ้นรถไปอย่างมิอาจขัดขวาง
ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์ ไลอ้อนเดลี่
สองแม่ลูกชาวเรือไปหาเสี่ยวเยี่ยนตามที่อยู่ที่เคยได้รับจากหญิงสาวแต่เ้าหน้าที่แจ้งว่า
“่หลังนี้เสี่ยวเยี่ยนไปช่วยงานแหม่มมากาเร็ตที่มูลนิธิพัฒนาสตรีและครอบครัวย่านจูร่งลองไปดูนะ เดี๋ยวฉันจะเขียนแผนที่ให้ รอประเดี๋ยว ”
สักพักหนึ่งเ้าหน้าที่คนนั้นก็ยื่นแผนที่ให้
“ขอบคุณมากค่ะ เราไปกันเถอะลูก ”
ณ มูลนิธิ WFDF
หลีก่วงเหยากับแม่ไปขอพบเสี่ยวเยี่ยนแต่เ้าหน้าที่สาวประชาสัมพันธ์บอกว่าไม่อยู่
“เขาไม่ได้มาหลายสัปดาห์แล้ว่นี้ก็ได้ข่าวว่ากำลังเก็บตัวซ้อมเต้นรำเตรียมแข่งขันอยู่น่ะมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า ”
“คือว่าพ่อของตาหนูนี่เขาโดนตำรวจจับไป เพราะมีคนใส่ร้ายว่าขโมยของมาแต่คุณเสี่ยวเยี่ยนเธอน่าจะรู้ดีว่า ครอบครัวเราไม่เคยเป็มิจฉาชีพเลยเราจึงจะมาขอให้เธอช่วยน่ะค่ะ ”
“อืม เช่นนั้นรอสักครู่ เดี๋ยวจะไปเรียนให้คุณมากาเร็ตทราบ เผื่อเธอจะช่วยได้ ”
เ้าหน้าที่คนนั้นเดินเข้าห้องไปครู่หนึ่งก็เดินออกมา
“แหม่มเชิญพวกคุณเข้าพบ ตามฉันมา ”
สองแม่ลูกเดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะทำงานของมากาเร็ตแหม่มสาวก็ยิ้มด้วยความเมตตา
“เชิญนั่งค่ะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยเหลือหรือคะ”
แม่ของก่วงเหยาก็เล่าให้แหม่มสาวฟังจนหมดสิ้น
“อืม แล้วพอจะรู้ไหมคะ ว่าใครเป็คนไปแจ้งความ หากเราไม่รู้ตัวว่าใครเป็โจทย์ก็จะไม่รู้เจตนาของคนใส่ร้ายว่าเขา้าอะไร ”
“ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ยังไม่ได้ไปที่โรงพักเลย พอพ่อไอ้หนูถูกจับไปฉันกับลูกก็ใมาก
จึงรีบมาตามหาหนูเสี่ยวเยี่ยนเช่นนี้แหละค่ะ”
“เอาละ เดี๋ยวดิฉันจะจัดหาทนายความให้ และจะประสานหนูลินดาให้อีกทางหนึ่งส่วนตอนนี้คุณกลับไปก่อนนะ ไม่ต้องห่วง ฉันจะช่วยเต็มที่เพราะฉันก็พอทราบประวัติของครอบครัวคุณอยู่ ”
“ค่ะ ขอบคุณแหม่มมากนะคะ”
สองแม่ลูกก็พากันออกไป
มากาเร็ตก็นั่งวิเคราะห์ปัญหาคดีนี้ต่อไป
วันรุ่งขึ้น
เสี่ยวเยี่ยนได้ข่าวของครอบครัวหลีก่วงเหยาจากมากาเร็ตก็รีบมาหาที่มูลนิธิทันที
“หนูมั่นใจว่าครอบครัวนี้ถูกใส่ร้ายแน่ ๆ เท่าที่เคยไปคลุกคลีมาพวกเขาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยแน่นอนแต่จากข้อมูลของผู้แจ้งความ หนูก็ไม่คุ้นเลยค่ะไม่ทราบจะเกี่ยวพันอะไรกับครอบครัวนี้มาก่อนเมื่อเช้าไปเยี่ยมพ่อของหลีก่วงเหยาในห้องขังพวกเขาก็ไม่เคยรู้จักกับผู้แจ้งความมาก่อนจึงยังไม่ทราบเื้ัของเื่นี้ว่าเป็อย่างไร ”
“ปัญหาตอนนี้ก็คือ พยานวัตถุที่ตำรวจพบในเรือของครอบครัวนี้มันมัดตัวพวกเขาไว้นั่นสิ ”
“หนูต้องไขปริศนาคดีนี้ให้ได้ ”
“แล้วเธอไม่ไปซ้อมเต้นรำหรือ อีกไม่ถึงเดือนก็จะแข่งขันกันแล้วนะ” แหม่มวิตกแทน
“ช่างมันเถอะค่ะ ไม่แข่งก็ไม่เป็ไร แต่หนูจะปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายไม่ได้ ”
“อืม จะให้ฉันช่วยอะไรก็บอกนะ ”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ แหม่ม ”
บ่ายวันนั้น
สองแม่ลูกพากันไปไหว้เ้าแม่กวนอิมที่ศาลเ้าเพื่ออ้อนวอนขอพรให้ช่วยคดีของหลี่จินซานคลี่คลายและได้การปล่อยตัว
“ถ้าหากสำเร็จสมหวัง ลูกจะกินเจตลอดชีวิต ขอพระโพธิสัตว์โปรดเมตตาลูกด้วย ”
ท่ามกลางกลิ่นธูปควันเทียนในสถานศักดิ์สิทธิแห่งนั้นแม่และลูกก้มลงกราบนับสิบครั้งต่อหน้าพระรูปองค์กวนอิมใครเลยจะสังเกตว่ามีน้ำพระเนตรหลั่งออกช้า ๆเหมือนจะบ่งบอกว่าทรงรับรู้ในคำสวดอ้อนวอนนั้นแล้ว
วันรุ่งขึ้น
เด็กชายหลีก่วงเหยาไปเที่ยวหาเก็บขวดเหล้าขวดเบียร์ ตามร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อนำไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่ากระทั่งเขามาถึงแผงขายหอยแครงลวก เขาขออนุญาตเ้าของร้านว่า
“ขอเก็บขวดเหล้าหน่อยนะจ้ะอาเจ๊ ”
“เอาเลยจ้ะ ตามสบาย ”
แล้วเด็กชายก็ก้มลงเก็บขวดรอบบริเวณนั้น
ขณะนั้นมีชายสองคนมานั่งกินหอยแครงอยู่ที่ข้างแผงนั้นและคุยกันว่า
“คิดแล้วก็น่าสงสารครอบครัวในเรือนั่นว่ะ ต้องมาติดตะราง ทั้งที่ไม่ได้ขโมยของ ”
“แต่เป็คำสั่งของนายเรา จะขัดขืนอย่างไรได้ หากเราไม่ทำ เราเองนั่นแหละจะตาย ”
“ก็นั่นน่ะสิ เฮ้ยอย่าไปพูดถึงเลย กลุ้มว่ะ กินเหล้าต่อดีกว่า เอ้า ชนแก้ว ”
เด็กชายแซ่หลีได้ฟังคำสนทนาของสองคนนั้นจนสิ้นก็รู้สึกว่าคลับคล้ายชีวิตครอบครัวของตนเอง จึงทำเป็เก็บขยะและขวดแก้วแถว ๆ นั้นรอเวลาจนสองชายนั้นกินเสร็จ เดินจากไป เขาก็สะกดรอยตามไปจนมาถึงโกดังใหญ่แห่งหนึ่งแถวชานเมือง ก็เห็นว่าชายสองคนนั้นพำนักอยู่ที่นั่น ชะรอยจะเป็คนงานของสถานที่แห่งนั้นนั่นเองเขาก็กลับไปหาเสี่ยวเยี่ยนเพื่อเล่าเื่ราวดังกล่าวให้ฟัง
“ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะช่วยเธอเอง พรุ่งนี้เตรียมตัวให้พร้อมเราจะปลอมเป็ยายหลานไปขายขนมป๊ะท่องโก๋กับขนมจ้าก้วยที่โกดังแห่งนั้นกันวันนี้หนูไปรับแม่มาอยู่ด้วยที่มูลนิธินี่ก่อนนะเดี๋ยวจะให้พี่กุ้ยซิมจัดห้องพักไว้ให้”
“ขอบคุณครับ ” เด็กชายยิ้มด้วยความดีใจ
วันรุ่งขึ้น
เช้าตรู่หน้าโกดังสินค้าย่านชานเมืองแห่งนั้น
“ป๊ะท่องโก๋มาแล้วจ้า จ้าก้วยทอดร้อน ๆ จ้า ”
หญิงชราวัยกลางคนกับหลานชายหนึ่งคนหาบคอนเอาขนมน้ำตาลขาวกับอิ๊วจาก้วยมาร้องขายให้คนงานที่นั้นพวกคนงานกำลังหิว ๆ เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเช้า ก็พากันมาซื้อ
หลีก่วงเหยาก็สะกิดให้อาซิ้มจำแลงดูคนงานที่กำลังเดินออกมาหน้าโกดังว่า
“คนที่เดินมานี่ไง ที่ผมเจอเมื่อวาน”
“อืม ดีแล้ว”
“อาซิ้ม เอาจาก้วยสองตัวใหญ่นะ”
“ได้ ๆ นี่จ้ะ สองเซ็นต์”
“อาซิ้มเพิ่งมาขายแถวนี้หรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย”
“อ๋อ อั๊วเพิ่งมาจากเมืองจีนอ่า พาหลานมาด้วยคนนึงพ่อแม่อีมาทำงานอยู่สิงคโปร์นานแล้ว แต่หายหน้าไป ไม่ติดต่อไปทางบ้านอั๊วก็เลยลงเรือมาตามน่ะ แล้วโกดังนี่เป็ของใคร ทำไมใหญ่จัง เ้าของคงจะรวยมากนะ”
“อ๋อ ของเ้าสัวเว่ยเชียนน่ะ ท่านรวยมาก มีกิจการค้าทั่วสิงคโปร์นี่เกือบหมดลื้อเพิ่งมาคงยังไม่รู้จักหรอก”
“อ้อ ลื้อกินแค่สองตัวคงจะไม่อิ่ม งั้นอั๊วแถมขนมป๊ะท่องโก๋ให้ลื้ออีกก้อนจาก้วยอีกตัวแล้วกัน”
“แหม อาซิ้มใจดีจัง ขอบใจมากนะ” ชายนั้นรับขนมแล้วก็เดินเข้าไปในโกดัง
ยายซิ้มปลอมกับหลานชายนั่งรอสักพักยายก็หยิบใบไม้ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วเป่าเป็เพลงดังหวีดหวิวแว่วกังวานเข้าไปในโกดังเพียงอึดใจ บรรดาคนงานก็เดินเรียงแถวกันออกมาด้วยท่าทางคล้ายดั่งคนเมาไร้สติแล้วมานั่งลงหน้าโกดัง เสี่ยวเยี่ยนในคราบของอาซิ้มก็ถามชายคนที่สนทนาเมื่อครู่ว่า
“ตอบมาว่าใครเป็คนไปแจ้งความจับหลี่จินซาน”
“ฉันเอง” ชายนั้นตอบด้วยสายตาเลื่อนลอย
“ แกชื่ออะไร”
“อาเฉียง”
“แล้วใครเป็คนสั่งแกให้ไปแจ้งความ”
“คุณหนูเว่ยถิงถิง”
เสี่ยวเยี่ยนแปลกใจอย่างมากแล้วก็ถามต่อไปว่า
“เพราะอะไรถิงถิงจึงสั่งให้แกไปแจ้งความ รู้มั๊ย”
“ไม่รู้”
“อืม แล้วมีใครร่วมมือกับถิงถิงอีกมั๊ย”
“มีตำรวจสองคน คนหนึ่งชื่อสารวัตรเฉิน อีกคนชื่อจ่าเฮนรี่เป็คนเอาของกลางไปยัดเยียดให้ครอบครัวแซ่หลี่นั่นสองคนนี้ปกติก็จะมารับส่วยเป็ค่าคุ้มครองที่โกดังแห่งนี้อยู่แล้วเพราะที่นี่เป็ที่เก็บสินค้าหนีภาษีและผิดกฎหมายอีกมาก ”
“ดีมาก อีกสามชั่วโมง พวกแกก็จะฟื้นคืนสติ ”
ยายกับหลานก็พากันหาบของจากมา
หลีก่วงเหยาแปลกใจว่าเหตุใดคนงานจึงพากันกลับกลายเป็ดั่งผีดิบไปได้เช่นนั้น
“ทำไมพวกนั้นจึงเหมือนต้องมนต์สะกดกันหมดเล่าครับ พี่สาว”
“ฉันวางยาสั่งในขนมที่ขายให้พวกนั้นเพียงกินเข้าไปได้ครึ่งชั่วโมงก็จะออกฤทธิ์จนเมามายไร้สติ เราจะถามจะสั่งอะไรพวกมันก็จะทำตามเราหมดทุกประการละจ้ะ”
หลังจากนั้นอีกหลายวัน
เสี่ยวเยี่ยนปลอมตัวเป็แม่ค้าเข้าไปขายของกินในโรงพักเพื่อแอบดูรูปถ่ายของตำรวจที่ทำงานบนนั้นจนแน่ใจว่าคนไหนคือสารวัตรเฉินกับจ่าเฮนรี่แล้ว หล่อนก็ปลอมเป็หญิงหลากหลายวัยต่างอาชีพกัน ไปเตร็ดเตร่แถวสถานีตำรวจ คอยสังเกตพฤติกรรมของสารวัตรเฉินกับจ่าเฮนรี่ จนรู้ว่าสองคนนี้ชอบไปมั่วสุมกันอยู่ที่โต๊ะสนุ้กเกอร์แห่งหนึ่งเป็ประจำหลังเลิกงานยามค่ำคืนหล่อนจึงปลอมตนไปสมัครเป็สาวมาร์คกี้ในคลับแห่งนั้นเพื่อรอคอยโอกาสจัดการกับสองตำรวจนี้
และแล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อสองหนุ่มเป้าหมายของเสี่ยวเยี่ยนมาเล่นสนุ้ก
“อุ๊ย มาแล้วหรือคะผู้กองเฉิน เชิญนั่งค่ะ เอ้าจ่าเฮนรี่ก็มา เดี๋ยวอิชั้นจัดน้อง ๆใหม่ ๆ มาให้นะคะ นี่คะ คนนี้มาใหม่ ชื่อ แพนซี่ เรียกผู้กองเฉินซะสิ ”
“ผู้กองเฉิน ”เด็กสาวตาโตในชุดวาบหวิวเรียกชายหนุ่มผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงข้างโต๊ะวางเหล้าและโซดา
“อืม มาดื่มด้วยกันสิ ”
“หนูดื่มไม่เก่งหรอกค่ะ”
“นิดเดียวน่า”
“ก็ได้ค่ะ นิดเดียวจริง ๆ นะ”
“ฉันไม่มอมเธอหรอกน่า กลัวฉันทำอะไรหรือ”
“ก็กลัวผู้กองรังแกหนูน่ะสิคะ” แพนซี่พยายามหว่านเสน่ห์เข้าใส่ผู้กองเฉิน
“ฮ่า ๆ ๆ ฉันไม่ชอบบังคับใจคน มา มาแทงสนุ้กกันดีกว่า เฮนรี่ใครชนะจะมีสิทธิได้จีบน้องแพนซี่ โอเคมั๊ย ”
“ ได้เลยผู้กอง ”
ว่าแล้วสองหนุ่มนั้นก็เล่นสนุ้กกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นแพนซี่ก็จะคอยชงเหล้าและขีดคะแนนตลอดเกม จนเหลือแต่ลูกชมพูกับลูกดำบนโต๊ะ ฝ่ายเฮนรี่ตบลูกชมพูลงได้แต่ตบลูกดำพลาด เปิดโอกาสให้ผู้กองเฉินตบลูกดำลงหลุมได้เป็ฝ่ายชนะคะแนนไปในที่สุด
“ ฮ่า ๆ เสียใจด้วยนะ เฮนรี่ คืนนี้เป็สิทธิของฉันไว้วันหลังแกค่อยแก้เกมแล้วกันนะ”
“ไม่เป็ไรครับ ก็ผู้กองเป็หัวหน้าผมนี่ครับ ขอตัวกลับก่อนนะครับ ”
เฮนรี่เดินออกไปด้วยความเหงาหงอยแล้วสารวัตรเฉินก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มก่อนจะกล่าวว่า
“มาสิแพนซี่ มานั่งดื่มกันต่อ”
“หนูดื่มไม่ไหวแล้วค่ะ เดี๋ยวต้องเมาแน่ ๆ มานั่งคุยกันดีกว่านะ ”
“เอ้า ก็ได้”
แพนซี่คีบน้ำแข็งใส่แก้วของสารวัตรเฉินรินสุราและตามด้วยโซดา ผสมให้เข้ากันดีแล้วก็ยกตั้งบนโต๊ะต่อหน้าเขาชายหนุ่มก็ยกขึ้นดื่มไปครึ่งแก้ว
“พี่มาเที่ยวอย่างนี้บ่อยมั๊ยคะ” แพนซี่เริ่มเปิดการสนทนา
“ก็มาอาทิตย์ละ 2 – 3 วันนะ”
“แล้วภรรยาของพี่เขาไม่ว่าเอาหรือคะ”
“โอ๊ย พี่ยังไม่มีเมีย ยังโสด”
“ไม่เชื่อ”
“จริงๆ ถ้าจะมีแฟน ก็คงหาแถว ๆ นี้ นี่แหละ ว่าแต่น้องล่ะ มีแฟนหรือยังจ๊ะ”
“ยังไม่มีเหมือนกันค่ะ”
“ดีจริงเชียว อย่างนั้นพี่ขอเป็แฟนน้องเลยแล้วกันนะ”
“จะเก็บไว้พิจารณานะคะ แต่พี่ต้องมาเที่ยวบ่อย ๆ นะ ให้เวลาน้องดูใจสักสามเดือน”
“ขอแค่เดือนเดียวได้มั๊ยสามเดือนนานไป”
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะต่อกระซิกนั่งดื่มกันอีกราวชั่วโมงหนึ่ง แล้วสารวัตรเฉินก็กลับไป
คืนต่อมาจ่าเฮนรี่ก็มาเพียงลำพัง เขาไม่ได้มาเล่นสนุ้ก แต่มาหาเหล้าดื่ม
“ เจ๊ เอาเหล้ามา แล้วเรียกน้องแพนซี่มานั่งคุยกับฉันหน่อย”
“ได้ค่ะ จ่า รอสักครู่นะคะ”
สาวแพนซี่มานั่งเคียงข้างพร้อมชงเหล้าให้จ่าเฮนรี่ดื่ม
“พี่ทำงานกับสารวัตรเฉินมานานแล้วหรือคะ”
“ก็ราวสามสี่ปีนะ ทำไมหรือ”
“เปล่าค่ะ พอดีได้ยินเขาพูดถึงพี่แบบไม่ค่อยดี”
“เขาว่าพี่ยังไง เล่ามาสิ”
“จะดีหรือคะ ถ้าเล่าแล้ว พี่อย่าโกรธหนูนะ”
“เออ ไม่โกรธหรอก รีบเล่ามา”
“ค่ะ ๆ คือเขาบอกว่าพี่น่ะ ี้เี ทำงานแบบไม่ใช้สมอง ชอบทำให้เขาเสียแผนอยู่บ่อยๆ ถ้าเขาเปลี่ยนลูกน้องได้ ก็คงเปลี่ยนไปนานแล้วว่าแต่พี่ไปทำอะไรให้เขาโกรธหรือเปล่าคะ”
“จริงหรือ มันพูดแบบนั้นจริงหรือ เลวมาก เราอุตส่าห์รับใช้มันมานานไม่น่ามาพูดแบบนี้”
“แถมเขายังว่า พี่สะเออะ มาจีบสาวแข่งกับเขาด้วย ไม่เจียมเงาตนเองเขาว่าเช่นนั้นนะ”
“มันจะมากไปแล้ว ไอ้สารวัตรขี้เบ่ง สักวันข้าจะเอาคืนแกอย่างสาสม”
จ่าเฮนรี่กระดกแก้วสาดเหล้าเข้าลำคอจนหมด
หลังจากคืนนั้นเขาก็ยังไม่ได้มาเที่ยวอีก
หลายคืนต่อมา
สารวัตรเฉิน มาเพียงลำพังโดยไม่มีจ่าเฮนรี่ตามมาเป็เงาอย่างครั้งก่อน เขาซ้อมสอยคิวเพียงคนเดียวเพียงชั่วครู่ แล้วเดินมานั่งโต๊ะดื่มเหล้าโดยมีสาวแพนซี่คอยบริการเช่นเคย
เมื่อเห็นว่าตำรวจหนุ่มเริ่มจะหน้าตึงๆ แล้ว เธอก็พูดกับเขาว่า
“พี่คะ น้องมีเื่อยากจะขอให้พี่ช่วย ไม่ทราบพี่จะช่วยน้องได้มั๊ยคะ”
“เื่อะไรหรือจ๊ะถ้าพี่ช่วยได้ ก็ยินดีช่วยเต็มที่”
แพนซี่ถอนหายใจก่อนจะเล่าให้ตำรวจหนุ่มฟัง
“พอดีว่าน้าชายของน้องน่ะค่ะ แกโดนคนใส่ร้าย ไปแจ้งความว่าขโมยของเขามาตอนนี้ถูกขังอยู่ที่โรงพัก พี่รู้จักมั๊ยคะ อากู๋น้องชื่อหลี่จินซานน่ะค่ะ”
“หา เป็เขานั่นเองหรือ รู้จักสิ พี่เป็คนทำสำนวนส่งให้อัยการเอง รอขึ้นศาลอยู่ ”
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว ถ้าพี่ช่วยให้อากู๋รอดพ้นจากคดีนี้ได้หนูจะยอมมอบให้พี่ทั้งกายและใจเลยนะคะ”
“เอ่อ พี่คงช่วยไม่ได้หรอก เพราะพยานหลักฐานมันชัดเจนอยู่แล้วเราพบของกลางในเรือของอากู๋น้อง หากพี่ช่วยก็คงจะมีความผิดถึงขั้นไล่ออกเลยนะเสียใจด้วยนะ เช็คบิลด้วย ไม่ต้องทอนนะ พี่ไปแล้ว ”
ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธแล้วเตรียมจะลุกขึ้นยืนแต่แล้ว เขาก็เกิดอาการปวดท้องจนตัวโก่งงอ ต้องทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม แพนซี่จึงโอบไหล่เขาแล้วกระซิบที่ข้างหูว่า
“จะรีบไปไหนล่ะคะ พี่โดนยาสั่งของน้องแล้ว ถ้าพี่ตุกติกก็จะต้องตายเพราะลำไส้ขาดภายในสามวัน หมอที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจนะยาถอนพิษมีอยู่ที่น้องคนเดียว จะยอมไม่ยอม”
“ยอม ยอมแล้ว โอ๊ย ปวดเหลือเกิน ขอยาแก้ให้พี่เถอะที่พี่ไม่ยอมแต่แรกเป็เพราะพี่กลัวอิทธิพลของเว่ยเชียน ถ้าพี่ไม่ทำตามเขาสั่ง ก็อาจโดนสั่งย้ายหรือไม่ก็ต้องตายอย่างหมาข้างถนน ”
“เอ้า นี่ยาแก้ปวดชั่วคราว มีฤทธิ์บรรเทาได้แค่หนึ่งชั่วโมงรีบไปปล่อยอากู๋ของน้องออกมา แล้วค่อยรับยาส่วนที่เหลือ รีบกินรีบไปแล้วอย่าเล่นตลกล่ะ”
สารวัตรเฉินรับยาเม็ดจากแพนซี่ไปกินแล้วดื่มน้ำตาม สักอึดใจก็คลายปวด แล้วรีบขับรถออกไปจากร้าน มุ่งตรงไปยังโรงพักแล้วจัดการปล่อยตัวหลี่จินซานทันที จากนั้นก็ทำสำนวนคดีใหม่ให้คนอื่นเป็ผู้ต้องหาแทน เมื่อทำตามคำสั่งของแพนซี่แล้วเขาก็หวนกลับไปที่ร้านเดิมอีกครั้งในคืนเดียวกันนั้นเอง
แต่เมื่อไปถึงร้านเจ๊เ้าของร้านก็บอกว่าแพนซี่ขอกลับบ้านก่อน เพราะไม่สบายและมอบซองปิดผนึกไว้ให้สารวัตรเฉินด้วย เขารับมาเปิดดูก็พบซองใส่ยาเม็ดลูกกลอนราว 10 เม็ด กับกระดาษแผ่นเล็ก ๆเขียนว่า
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของพี่ที่ช่วยน้อง นี่เป็ยาถอนพิษส่วนที่เหลือ หลังจากินแล้วก็จะพ้นจากอำนาจของยาสั่ง ขอให้โชคดี ”
สารวัตรเฉินรีบกินยาเ่าั้จนหมดแล้วกลับไปโรงพัก
เมื่อไปถึงโรงพักก็พบว่าเว่ยถิงถิงให้คนมาเชิญเขาไปพบที่รถซึ่งจอดอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น
ตำรวจหนุ่มไปถึงรถถิงถิงก็เปิดกระจกรถบอกให้เขาเข้าไปนั่งคุยกันในรถ
“ออกรถได้” หล่อนสั่งคนขับรถ ก่อนจะหันมาคุยกับสารวัตรเฉิน
“แกปล่อยตัวคนแซ่หลี่ออกไปทำไม ฉันสั่งแกให้ไปจับมันมา แกถือดียังไงถึงกล้าปล่อยมันไป”
“โธ่ คุณหนู ผมจำต้องทำจริง ๆ ครับ ผมโดนยาสั่ง ถ้าไม่ทำผมก็ต้องตาย เห็นใจผมเถิด”
“ยาสั่ง ? ยาสั่งอะไร แกไปรับเงินของใครมา ถึงปีกกล้าขาแข็งกล้าฝ่าฝืนคำสั่งฉันงั้นหรือ”
สารวัตรเฉินเริ่มมีอาการหน้าแดงหายใจถี่ เขาปลดกระดุมเสื้อออก หูตาของเขาเริ่มพร่ามัว เขาเกิดอารมณ์หื่นกระหายอย่างที่ยั้งใจไม่อยู่เข้าปลุกปล้ำถิงถิงที่นั่งเคียงข้างบนเบาะหลังของรถนั้นเอง
“ว๊าย แกจะทำอะไรฉันน่ะ จอดรถ ๆ เอามันออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้”
สารวัตรหนุ่มยังคงซุกไซ้ใบหน้าของเขาลงบนเนินอกของลูกสาวเ้าพ่ออย่างเมามัน คนขับรถรีบจอดรถข้างทาง องค์รักษ์ที่นั่งข้างคนขับก็เปิดประตูลงมาเปิดประตูหลังลากตัวสารวัตรเฉินลงจากรถแล้วก็ร่วมกับคนขับรถรุมซ้อม รุมกระทืบจนตำรวจหนุ่มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้นข้างถนน
“พอแล้ว ปล่อยมันไว้อย่างนั้น พวกเราไปกันเถอะ” ถิงถิงสั่งลูกน้องแล้วก็ออกรถไปพร้อมกัน
สารวัตรเฉินยังคงนอนไม่ได้สติอยู่กับพื้นแล้วก็มีรถยนต์อีกคันขับมาจอดเทียบ ชายบนรถเดินลงมาดู เขาคือจ่าเฮนรี่นั่นเอง เขาอุ้มร่างสารวัตรเฉินขึ้นรถ แล้วขับออกไปจนถึงตึกร้างย่านชานเมือง เขาก็อุ้มร่างเ้านายของเขาลงรถไปยังซอกตึกแห่งนั้น ก่อนจะทิ้งร่างผู้หมดสติลงกับพื้นแล้วชักมีดพกออกมาเชือดคอสารวัตรเฉินจนตายคาที่ทิ้งศพไว้ในซอกตึกอันมืดและเปียกแฉะนั้นเพียงลำพัง
ที่มูลนิธิพัฒนาสตรีและครอบครัว
หลี่จินซานได้พบกับเมียและลูกอีกครั้งท่ามกลางความปลาบปลื้มของเสี่ยวเยี่ยนและมากาเร็ต
“ต้องขอบคุณคุณหนูเสี่ยวเยี่ยนจริง ๆ นะครับ ที่ช่วยให้ครอบครัวเราได้มีวันนี้ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลย อาเหยา ขอบคุณพี่เขาสิลูก”
“ขอบคุณฮะ”
“ไม่เป็ไรหรอกจ้า ฉันไม่อยากเห็นคนดี ๆ ต้องถูกใส่ร้ายก็เท่านั้นเอง”
“แต่นับจากนี้ พวกผมคงจะอยู่ทำมาหากินที่เรือต่อไปไม่ได้ คงจะต้องไปทำกินที่อื่น”
“ฉันมีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง จะให้คุณไปลงทุนค้าขายนะ คุณจะทำกิจการอะไรล่ะ”
“ผมพอมีฝีมือทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นได้ คงจะขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อครับ” จินซานกล่าว
“ก็ดีเหมือนกัน ขอให้คุณไปหาทำเลเอา ขอให้โชคดี”
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ คุณหนู” แม่ของอาเหยาก็ขอบคุณด้วย
“ส่วนอาเหยาก็ต้องตั้งใจเรียน ช่วยพ่อแม่ทำงานนะ” เสี่ยวเยี่ยนกอดอาเหยาแล้วตักเตือนน้อง
“ครับพี่”
ที่สโมสรแห่งหนึ่ง
เสี่ยวเยี่ยนเตรียมซ้อมเต้นรำกับเดวิด
“เสร็จธุระของอาเหยาสักที เราก็จะได้ซ้อมเต้นรำกันต่อ พร้อมหรือยังครับคุณหนู”
“พร้อมแล้วค่ะ ลุยกันเลย”
เสียงเพลงในจังหวะสวิงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง เร่งเร้าให้คู่เต้นรำวาดลีลาเท้าไฟอย่างสนุนสนาน วันแห่งการชิงชัยใกล้เข้ามาแล้วสินะเสี่ยวเยี่ยนจะชนะการแข่งขันครั้งนี้หรือไม่ ใครจะตอบได้
จบตอนที่ 7 โปรดติดตามตอนที่ 8ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง