ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านถนนลูกรังเข้าสู่เมืองหน้าด่านประจำแคว้นอย่างช้า ๆ
เสียงล้อบดไปกับหิน เสียงม้าสะบัดหัวหอบหายใจ
ด้านในรถม้าคันกลางที่ประดับตราัทองอย่างเรียบหรู
ไป๋ซูอินกำลังนั่งตัวเกร็ง
เธอนั่งฝั่งตรงข้ามองค์ชายสี่ หลี่เหริน
ระหว่างทั้งสองมีโต๊ะเล็ก ๆ คั่น
ข้างนอก ฝุ่นลอยผ่าน
ข้างใน…หัวใจเธอกำลังเต้นดังยิ่งกว่าเสียงล้อรถม้า
หลังเหตุการณ์ตรวจพบพิษในชาเมื่อเช้า
ทุกอย่างก็เหมือนถูกเร่งสปีดอย่างรวดเร็ว
จากเดิมที่คิดว่าตัวเองจะเป็แค่เด็กครัวตำบลทอดไก่หาเงิน
ตอนนี้เธอกลายเป็
“หญิงที่ขัดขวางการลอบปลงพระชนม์องค์ชายสี่ในวันแรกที่ได้พบกัน”
อีกทั้งยังถูก “เชิญ” ขึ้นรถม้าพระองค์ด้วยข้อหาสวย ๆ ว่า
“เพื่อความปลอดภัยของเ้า”
ฟังดูหวาน…แต่โคตรน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
ซูอินลอบมองเขาแวบหนึ่ง
องค์ชายสี่นั่งพิงพนักอย่างสงบ
ผ้าคลุมสีดำเรียบพาดบนบ่า
ดวงตาคมลึกปิดลงราวกับงีบ แต่เธอรู้ว่าเขาไม่ได้หลับจริง
เงาสีทองบางๆ รอบตัวเธอที่เขาเห็น
ทำให้เขาไม่คิดปล่อยเธอไว้ข้างล่างอีกต่อไป
“เ้าเงียบเกินไป”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในรถม้า
ซูอินสะดุ้ง
“เอ่อ…ฝ่าาหมายถึงหม่อมฉันหรือเพคะ?”
“หญิงในรถม้านี้มีแค่เ้า” เขาลืมตาขึ้น
“หากข้าไม่ได้หมายถึงเ้า จะหมายถึงผีงั้นหรือ”
พูดเื่ผีแบบนี้ในรถม้าแคบ ๆ ก็กลัวเป็นะคะ!
เธอบ่นในใจ แต่ปากตอบอย่างสุภาพ
“หม่อมฉันเพียง…ยังไม่คุ้นเคยเพคะ โลกภายนอกค่อนข้าง…แตกต่างจากหมู่บ้าน”
“แตกต่างแค่ไหนกันเชียว จากครัวหมู่บ้านมาเป็รถม้าขององค์ชาย”
เขาพูดเหมือนล้อเล็กน้อย
มุมปากยกขึ้นบาง ๆ
ซูอินมองแล้วใจอ่อนยวบ
คนอะไรยิ้มก็เท่ หรี่ตาก็เท่ ขมวดคิ้วยิ่งเท่เข้าไปอีก… นี่ใช่มนุษย์หรือโฆษณาน้ำหอมเดินได้กันแน่
“แตกต่างมากเพคะ” เธอเผลอหลุด
“ระดับ…จากร้านอาหารตามสั่งข้างถนนเข้าสู่โรงแรมห้าดาว”
หลี่เหรินเลิกคิ้ว
“ร้านอาหารตามสั่ง? โรง…แรม?”
…ตายแล้ว พูดคำยุคใหม่อีกแล้ว
“เอ่อ…เปรียบเทียบเ้าค่ะ” เธอรีบแก้
“จากกระต๊อบสังกะสีเก่า ๆ เป็ตำหนักทองคำอะไรทำนองนั้น”
คราวนี้เขาเข้าใจ
แววตาคมพลันอ่อนลงเล็กน้อย
“ปากเ้าพูดอะไรแปลกดีนัก”
เขาพึมพำ
“คล้ายถ้อยคำจากที่ที่ข้าไม่รู้จัก”
ก็แน่นอนค่ะ…คนละโลกเลยต่างหาก!
ล้อรถม้าชะลอลงเมื่อเข้าสู่เขตจวนขุนนางเมืองหน้าด่าน
คืนนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายสี่อย่างเป็ทางการ
และในหัวของซูอิน
คำว่า “งานเลี้ยง”
ผูกติดกับคำว่า
“ยาพิษ”
ในประวัติศาสตร์ที่เธอจำจากโลกเดิม
มีบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับ “เหตุการณ์งานเลี้ยงที่เมืองหน้าด่าน”
—องค์ชายสี่เสวยอาหารแล้วประชวรอย่างกะทันหัน
—ถูกกล่าวหาว่าเสวยเหล้าเกินไป
—สามเดือนต่อมาสิ้นพระชนม์ในเมืองหลวง
ตอนอ่านในหนังสือ เธอเคยแค่ถอนหายใจ
ตอนนี้…สิ่งที่เคยอ่าน กลายเป็ “อนาคต” ที่เธอไม่ยอมรับ
ครั้งแรกในครัวตำบล ข้าช่วยเขาจากชา
ครั้งที่สอง…จะปล่อยให้เขาตายตามหนังสือไม่ได้แล้ว
ค่ำวันนั้น
ลานในจวนขุนนางถูกประดับโคมแดงเรียงราย
เสียงขลุ่ยและพิณดังแ่
โต๊ะกลมหลายตัววางอยู่กลางลาน
เหล่าขุนนางท้องถิ่นแต่งกายเต็มยศ นั่งเรียงตามลำดับศักดิ์
โต๊ะสูงที่สุดด้านหน้าเป็ที่ประทับขององค์ชายสี่ หลี่เหริน
ข้างหนึ่งเป็ที่ของแม่ทัพม่อหยาง
อีกข้างว่างไว้สำหรับแขกพิเศษจากเมืองหลวงที่จะมาสมทบ
ไป๋ซูอินถูกจัดให้ไปอยู่หลังฉากกั้นด้านข้าง
หน้าที่คือช่วยควบคุมเมนูอาหารที่ออกจากครัว
คนครัวมากมายวิ่งวุ่น
มีทั้งปลาเคี่ยว ซุปใส หมูตุ๋น
แต่มีจานหนึ่งที่ทำให้ใจเธอเต้นแรงเป็พิเศษ
ไก่ตุ๋นสมุนไพร…กับซุปใส
ดีแล้ว ยังไม่ใช่ไก่ทอด ถ้าวันนี้เอาไก่ทอดไปปนกับยาพิษ ฉันคงรู้สึกผิดไปอีกชาติ
ขณะกำลังตรวจถาดอาหาร
เธอสังเกตเห็นขันน้ำชาและเหยือกเหล้าถูกวางเรียง
ไอน้ำอุ่นลอยขึ้นจากปากถ้วย
ซูอินจ้องเหยือกเหล้า
สีอำพันใส
ทว่าเมื่อลองเอียงถาดให้แสงโคมสะท้อน
เธอเห็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายผงจมลงก้นเหยือกหนึ่ง
หัวใจเธอกระตุก
มาอีกแล้ว…
ครั้งนี้ไม่ใช่ชา
แต่เป็เหล้า
“เ้ามองอะไรอยู่น่ะ” เสียงคนในครัวถาม
ซูอินขอขันเปล่ามาหนึ่งใบ
ตักเหล้าจากเหยือกสองเหยือกที่หน้าตาเหมือนกัน
เทลงบนจานกระเบื้องขาว
เหล้าจากเหยือกแรก
ใสสะอาด
แต่เหล้าจากเหยือกที่สอง
เมื่อลองใช้ช้อนคนเบา ๆ
กลับมีผงบางอย่างเกาะขึ้นมา ลักษณะละเอียดจนแทบมองไม่เห็น ถ้าไม่เพ่ง
นี่ไม่ใช่ตะกอนปกติแน่
ความรู้สึกจากการดูสารคดี การอ่านข่าวคดีอาชญากรรม
ตลอดจนความทรงจำเื่สารเคมีพื้นฐานในหนังสือเรียน
ทั้งหมดประสานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
“เ้าจะทำอะไร” คนครัวถามอย่างงุนงง
“ข้าอยาก…ทดสอบอะไรบางอย่างนิดหน่อย”
ซูอินหยิบเศษข้าวสุกที่ตกอยู่ใกล้ๆ
แบ่งสองชิ้น
ชิ้นแรกชุบเหล้าจากเหยือกปกติ
ชิ้นที่สองชุบเหล้าจากเหยือกต้องสงสัย
จากนั้น เธอเรียกหนูตัวเล็กที่วิ่งพล่านอยู่มุมครัว
คนครัวกรี๊ดเบาๆ แต่ซูอินกลับตาวาว
อย่าเพิ่งตายก่อนช่วยฉันทดลองนะเพื่อน
เธอโยนข้าวชุบเหล้าปกติให้หนูตัวหนึ่ง
มันดมแล้วกินอย่างรวดเร็ว
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกตัว ได้ข้าวชุบเหล้าต้องสงสัย
มันดม
ลังเล
แต่สุดท้ายก็แทะ
เพียงครู่เดียว
หนูตัวนั้นก็เริ่มเดินโซเซ
ล้มตะแคง
ขาเกร็งกระตุก
คนครัวกรีดร้อง
“อ๊ากกกก! ผีสิงหรืออย่างไร!”
ซูอินหน้าเคร่ง
ไม่ใช่ผี… แต่เป็พิษแน่ๆ
“เหยือกนี้ มีพิษเ้าค่ะ!”
ทันทีที่นางพูด
เสียงหนึ่งแทรกขึ้นจากด้านหลังอย่างเ็า
“พูดให้ดี เ้าเด็กครัว”
ซูอินหันไป
ตรงนั้นเป็ชายในชุดขุนนางเมืองหน้าด่าน โพกหมวกผ้าอย่างถูกระเบียบ
ใบหน้าผอมเรียว ดวงตาแหลมราวกับเหยี่ยว
เขาคือ “เ้าเมืองเหอถง” เ้าของจวนแห่งนี้
“เ้ากล้ากล่าวหาว่าเหล้าในงานที่ข้าจัด มีพิษงั้นหรือ”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งแต่แฝงคมมีด
คนในครัวพากันคุกเข่าแทบพร้อมกัน
มีเพียงซูอินที่ยืนตัวแข็ง
เหงื่อซึม
ถ้าเงียบ…องค์ชายสี่ก็จะดื่ม
ถ้าพูด…ตัวเองอาจหัวหลุด
หัวใจเธอสั่นระรัว แต่คำตอบกลายเป็ชัดเจน
เธอก้าวออกไปหนึ่งก้าว
“หม่อมฉัน… กล้าพูดเพคะ”
ดวงตาเหอถงแคบลง
“บนแผ่นดินต้าหยาง ใครก็ตามที่กล้ากล่าวหางานเลี้ยงพระราชทานว่ามีพิษ คนนั้นต้องมีหลักฐาน หากไม่มี…ก็เท่ากับใส่ร้ายราชวงศ์”
ซูอินกลืนน้ำลาย
แต่ก่อนที่เ้าเมืองจะก้าวเข้ามาประชิดตัว
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ข้าขอดูหลักฐานของนางด้วย”
ม่านครัวถูกเลิกขึ้น
องค์ชายสี่ หลี่เหริน ก้าวเข้ามาพร้อมแม่ทัพม่อหยาง
ดวงตาของทุกคนเบิกกว้าง
เหอถงรีบคุกเข่าคำนับ
“หม่อมฉันคารวะองค์ชายสี่”
หลี่เหรินไม่แม้แต่จะมองเ้าเมือง
สายตาเขาตรงไปที่ซูอินเพียงคนเดียว
“เ้าพูดว่ามีพิษ?”
ซูอินชี้ไปที่หนูตัวเล็กที่ยังนอนตัวแข็งอยู่มุมหนึ่ง
เสียงเธอสั่นนิด ๆ แต่ถ้อยคำมั่นคง
“หม่อมฉันลองทดสอบด้วยตัวเองเพคะ เหล้าธรรมดาให้หนูกินแล้วไม่เป็อะไร แต่เหล้าจากเหยือกนี้…ทำให้มันชักและล้มลงอย่างรวดเร็ว”
ม่อหยางทำหน้าสยอง
“ถึงเป็หนู แต่ก็วูบเร็วจนน่ากลัวจริง”
หลี่เหรินก้าวไปใกล้
มองหนูสักพัก
สายตาคมสงบนิ่งอย่างขบคิด
“เรียกหมอหลวงประจำเมืองมาดูหนูตัวนี้” เขาสั่ง
ไม่นาน หมอหลวงก็รีบเข้ามา
ตรวจดู
จับชีพจร
ดวงตาเขาก็สั่นไหว
“มีพิษจริงพ่ะย่ะค่ะ เป็พิษชนิดออกฤทธิ์เร็ว แม้เจือจางก็ยังทำให้เส้นเืหดตัว… หากเป็คนแข็งแรง ดื่มเข้าไปอาจไม่ตายทันที แต่จะเริ่มไอ หายใจติดขัด ร่างกายทรุดภายในไม่กี่เดือน”
คำว่า “ไม่กี่เดือน” ทำให้ซูอินขนลุกทั้งตัว
นี่แหละ…เหตุการณ์ในหนังสือ
หลี่เหรินหันไปทางเหอถง
“เ้าเมือง คิดจะอธิบายอย่างไร”
เหอถงหน้าซีดเผือด
“ฝะ…ฝ่าา! ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆ ว่าเกิดเหตุเช่นนี้ได้อย่างไร! เหล้าถวายทั้งหมด ข้าน้อยมอบให้คนของตำหนักด้านในเป็ผู้เตรียม—”
ดวงตาหลี่เหรินวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง
“งั้นหรือ…”
เขาหันกลับมามองซูอิน
คราวนี้ แววตาไม่ได้มีแค่ความสงสัย
แต่มีความขอบคุณอันเงียบงันซ่อนอยู่ด้วย
“ไป๋ซูอิน”
“เพคะ?”
“เ้าทำได้ดีมาก”
คำชมจากปากองค์ชาย ทำให้คนในครัวแทบจะหงายหลัง
แม่ครัวที่เคยหัวเราะเยาะเธอเื่ไก่ทอดถึงกับเอามือปิดปาก
ซูอินก็แทบจะละลายตรงนั้น
หน้าแดงวาบ
โอ๊ยยย ทำไมคำชมง่าย ๆ ฟังแล้วเหมือนโดนจีบ! ใจเย็นสิซูอิน ใจเย็น!
หลี่เหรินหันไปบอกม่อหยาง
“พานางไปพักด้านข้าง อย่าให้ผู้ใดแตะต้องตัวนาง”
ม่อหยางรับคำ
แต่ก่อนจะดึงตัวซูอินออกไป
หลี่เหรินกลับเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอเบา ๆ
ัันั้นอุ่น ร้อน และจริงจังเกินกว่าความบังเอิญ
เขาก้มลงเล็กน้อย
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้หูเธอ
“จากนี้ไป หากเ้ารู้สึกว่ามีสิ่งแปลกประหลาดในอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้มาบอกข้าโดยตรง อย่าทำการทดลองเสี่ยงเองอีก”
กลิ่นกายของเขาใกล้จนเธอได้ยินแม้กระทั่งจังหวะหายใจ
หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
นี่มัน… Close-Face Moment ชัด ๆ
“แต่ถ้าหม่อมฉันไม่ทดลองเอง ก็ไม่มีหลักฐานเพคะ” เธอเผลอตอบไปตามตรรกะโลกปัจจุบัน
“เ้ามีข้า…ก็พอแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ทุกอย่างในหัวเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
ม่อหยางกลั้นไอ
“เอ่อ…ฝ่าา ถ้าพูดอะไรหวานกว่านี้ ข้าคงต้องขอถอยไปก่อนแล้วจริงๆ”
ซูอินสะดุ้ง
เพิ่งรู้ว่าคนอื่นในห้องก็ได้ยิน
หน้าเธอแดงไปถึงใบหู
ดึงมือออกแทบไม่ทัน
หลังจากนั้น
งานเลี้ยงก็ถูกเลื่อนออกไป
เหล้าในงานทั้งหมดถูกเททิ้ง
ใช้เพียงชาร้อนที่ตรวจสอบแล้วแทน
แต่ใช่ว่าทุกคนจะพอใจ
ในมุมมืดของระเบียงชั้นบน
ชายในชุดคลุมยาวสีขาวเงินยืนพิงราวไม้
ฟังรายงานจากคนสนิทด้วยสีหน้าเ็า
“แผนในวันนี้ล้มเหลวเพราะหญิงชาวครัวคนเดียว?”
คนสนิทก้มหน้า
“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรอง”
องค์ชายหลี่เหวินหัวเราะเบาๆ
แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย
“น่าสนใจ…”
เขาเคาะราวไม้เบาๆ
เสียงดัง “กึก กึก”
“ในประวัติศาสตร์ที่ฟ้าลิขิตไว้
หลี่เหรินควรจะเริ่มอ่อนแอั้แ่งานเลี้ยงที่เมืองนี้
สามเดือนจึงสิ้นพระชนม์ ข้าก็รับตำแหน่งแทนอย่างง่ายดาย”
ดวงตาเขาแคบลง
“แต่ตอนนี้
มีก้อนกรวดยุคไหนไม่รู้ กลิ้งเข้ามาขวางทางดาบของข้าเสียแล้ว”
คนสนิทกลืนน้ำลาย
“จะให้จัดการนางเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินมองแสงโคมที่ไหวระริก
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ยัง… ผู้หญิงที่ทำให้แผนของข้าสะดุดในวันแรก
ควรจะมีโอกาส ‘เล่น’ อีกสักหน่อย”
เขากระซิบเบาๆ ราวกับพูดลอยไปกับลม
“แต่จงจำไว้—
เด็กคนนี้… สุดท้าย ไม่ควรมีชีวิตอยู่”
ด้านล่างในห้องพักเล็ก ๆ ข้างตำหนักรอง
ซูอินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
ม่อหยางกำลังเอายาใส่แผลที่นิ้วมือเธอ
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อยได้ไหมเ้าคะ! หม่อมฉันแค่โดนน้ำมันลวก ไม่ได้โดนฟัน!”
“นี่ข้าก็เบาเต็มที่แล้ว เ้าเด็กบอบบาง!” แม่ทัพบ่น
“ถ้าเ้าไม่เร็วปานนั้น คงไม่ต้องมีแผลหรอก”
ซูอินเบ้ปาก
“ถ้าข้าไม่เร็วปานนี้…ฝ่าาก็คงเสวยเหล้าไปแล้วเพคะ”
ม่อหยางชะงัก
ถอนหายใจยาว
“ก็จริง… ข้าเลยยอมให้เ้าบ่นได้หน่อยหนึ่ง”
เขาเงยหน้ามองนาง
“เ้านี่แปลกคน… เป็หญิงครัวตัวเล็ก ๆ แต่กล้าปะทะเ้าเมืองกลางครัว ทั้งยังกล้าทดลองพิษแบบนั้นอีก”
ซูอินก้มมองนิ้วตัวเอง
ผ้าพันแผลสีขาวพันอย่างลวก ๆ
“…ถ้าข้าไม่ทำ คนที่ตาย…อาจเป็เขา”
เธอพูดเสียงเบา
ในคำว่า “เขา” มีทั้งความรู้สึกผิดจากโลกเดิมและความหวั่นไหวจากโลกใหม่
ม่อหยางมองน้ำเสียงนั้น
แววตาแปลกไปเล็กน้อย
“เ้าสนพระองค์…ั้แ่เมื่อไร”
“หา!?”
“ข้าเห็นตอนที่เขาจับมือเ้าเมื่อครู่”
ม่อหยางยักคิ้ว
“หน้าเ้ากับหน้าฝ่าาแดงพอกัน ถ้าข้าตาบอดยังต้องมองออก”
ซูอินแทบจะเอาหัวโขกฝา
“มะ…ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย! ข้าแค่…แค่…”
แค่ใจเต้นจนจะตายทุกครั้งที่เขามองน่ะค่ะ!
เธอหลบตา
“ข้าแค่ไม่อยากให้เขาตายแบบ…ไม่ยุติธรรม เ้าค่ะ”
คำว่า “ไม่ยุติธรรม” ทำให้ม่อหยางชะงัก
เขามองนางนิ่งๆ
“เ้าพูดเหมือนรู้ว่าอนาคตจะเป็เช่นไร”
ซูอินตัวแข็ง
หัวใจเต้นโครม
สายตาที่ม่อหยางมองเธอ
ไม่ใช่สายตาล้อเล่นอีกต่อไป
แต่เป็ความสงสัยจริงจังของแม่ทัพใหญ่ที่ผ่านสนามรบมาแล้วนับไม่ถ้วน
ในวินาทีนั้นเอง
ประตูไม้ก็ถูกเคาะเบาๆ
เสียงองครักษ์ดังขึ้น
“แม่ทัพ องค์ชายสี่ทรงขอพบไป๋ซูอิน”
ทั้งห้องเงียบไปชั่วครู่
ม่อหยางหันมาหานาง
ยิ้มเอ็นดูปนระวัง
“ไปเถอะ… เดี๋ยวเขาจะมากล่าวหาว่าข้ากักตัวผู้มีพระคุณของพระองค์”
ซูอินกลืนน้ำลาย
ลุกขึ้น
หัวใจเต้นแรง
จากนี้ไป… คงไม่ได้เป็แค่เด็กครัวทอดไก่แล้วจริง ๆ
เธอก้าวออกจากห้อง
เดินตามองครักษ์ไปยังโถงย่อยหลังตำหนัก
ที่นั่น
องค์ชายสี่ หลี่เหริน
กำลังยืนหันหลังให้ นิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
แสงโคมส่องให้เงาของเขาเป็เส้นชัดบนพื้น
เพียงแค่เห็นแผ่นหลังนั้น
หัวใจของเธอก็สั่นอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
และนี่…คือจุดเริ่มต้นของ
คำเตือนจากอนาคต
ความลับชาติภพก่อน
และพันธสัญญาที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของทั้งสองไปตลอดกาล—
ขึ้นต้นบทที่ 4 : คำเตือนจากอนาคต ✨