ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 9-3 : สตูดีโอชั้นใต้ดิน

            ดวงตาคมกริบของไมตรีกำลังจับจ้องเพื่อรอคำตอบสมองผมประมวลผลอย่างรวดเร็ว

            "อ้อครับ...อย่างพวก...ค่าเดินทาง หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้" ผมเสี่ยงตอบพลางนึกถึงสวัสดิการเดียวกับที่เคยได้จากที่ทำงานเก่าเม็ดเหงื่อยังผุดพราวบนใบหน้าด้วยความกังวล

            “ตรงเผงเลย”ไมตรีเปลี่ยนสีหน้ามาหัวเราะอย่างเริงร่า ผมฝืนยิ้ม เขาดูอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แปลก ๆ

            “นั่นแหละปกติก็คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานที่ทำให้บริษัท ค่าเดินทาง อุปกรณ์ท่านสามารถมาเบิกได้ตามจริง จริง ๆ ท่านจะทำงานที่บ้านก็ได้แต่บริษัทเรามีนโยบายให้เข้ามาที่ออฟฟิศทุกวันเพราะชื่นชอบการคุยตัวต่อตัวมากกว่า” หัวหน้าผมอธิบาย ผมทำทีพยักหน้าอย่างเข้าใจรอดตัวไป อันที่จริงผมก็ไม่ชอบการทำงานออนไลน์เช่นกันเพราะรู้สึกว่าการคุยกันแบบไม่เห็นหน้า จะสูญเสียการถนอมน้ำใจกันทำให้โกรธเคืองกันได้ง่ายกว่า ถ้าหัวหน้ามอบหมายงานให้ทำเป็นการบ้านผมก็อาจหอบมาทำที่นี่อยู่ดี 

            “ท่านมีอะไรสงสัยอีกไหมเราจะไปละนะค่ะ” พิมพ์บอก

            “นะคะ สิ” ผมเผลอพึมพำเบา ๆดูเหมือนเธอจะได้ยิน ราวกับว่ามีหูทิพย์

            “คำว่า คะ เป็นคำโบราณ ไม่ใช้กันแล้วเดี๋ยวนี้ผู้หญิงใช้คำว่าค่ะทุกกรณี” พิมพ์อธิบาย ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สงสัยมีเจตนาทำให้กระจ่าง แต่ไมตรีขมวดคิ้ว คงแปลกใจอยู่บ้าง

            “ท่านไปได้เลยครับเดี๋ยวเราอยู่กับไมตรีเอง” ผมรีบตัดบท ก่อนที่จะบานปลายมากกว่านี้ 

            เลขาสาว ขอตัวกลับไปทำงานต่อเธอทิ้งท้ายว่า  ถ้ามีอะไรคาใจหรือเจอความผิดปกติ ก็สามารถคุยกับกรรมการบริหารได้โดยตรงผ่านออนไลน์ ตอนนี้เหลือผมกับชายหัวล้านสองคน

            “พิมพ์พาท่านไปรู้จักคนแผนกเรามาหมดแล้วใช่ไหม”ไมตรีถาม พอเขาไล่ชื่อไปตามแผนกทั้งทีมงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ซึ่งมีรวม ๆ 20คน ทั้งหมดตรงกับที่เลขาพาผมไปรู้จักก่อนหน้านี้แม้ว่าบางชื่อผมจะลืมหน้าเขาไปแล้วก็ตาม ผมสะดุดชื่อสองสามชื่อที่ไม่คุ้นหู

            “เรายังไม่เจอ อิสรา กับอาทร” ผมบอก

            “อ๋อ ใช่ วรลักษณ์อีกคน พวกเขาเป็นทีม... เหมือนว่าวันนี้ เราจะให้งานเขาไป ... เออ ใช่ ให้งานอันนั้นไป

            หัวหน้าพูดวนไปวนมา สนทนากับตัวเองพยักหน้าตอบรับเอง ไม่หันมาทางผมด้วยซ้ำ เหมือนเป็นการคิดในใจที่มีเสียงมากกว่า

            “เดี๋ยวเราพาไปเจอ อิสราน่าจะอยู่สตูดีโอหมายเลขสามดีเหมือนกันเราจะได้ดูว่าพวกเขาถึงไหนแล้ว”ไมตรีบอก

    --------------------

            หัวหน้านำผมลงไปชั้นใต้ดินระหว่างทางก็เกริ่นว่าอิสรากับอาทร เป็นผู้สื่อข่าวการเมืองเช่นเดียวกับธรณี ลิฟต์มาหยุดที่ชั้นB4 พวกเราไปตามทางเดินรูปโค้ง ผมรู้สึกหายใจปกติไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ใต้ดิน ระบบระบายอากาศคงดีเยี่ยม ผนังทำกระจกส่วนใหญ่มีส่วนที่เป็นโครงปูนแทรกอยู่เป็นระยะกระจกส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นหน้าต่างเทียมเป็นหน้าจอที่จะฉายภาพภายนอกเหมือนมองออกไปนอกหน้าต่างชั้นสี่ ทำให้พื้นที่โดยรวมดูโล่ง กว้างขวางไม่มีทางรู้ว่าสิ่งนี้อยู่ใต้ดิน เดาว่าทำจากสมาร์ตกลาสอีกเช่นเคย ผมยังคิดอยู่เลยว่าหรือลิฟต์พาเราขึ้นไปข้างบนแทนที่จะลงข้างล่าง ข้อพิสูจน์ที่ไมตรีบอกคือหน้าต่างพวกนั้นเปิดออกไปสู่โลกภายนอกไม่ได้มีตู้ปลาอันหนึ่งฝังอยู่ในผนังทางเดินที่พวกเราผ่านผมหยุดชื่นชมความสวยงามพวกมันครู่หนึ่ง มีปลาน้อยใหญ่ หลากหลายสีสันว่ายไปมา

            “เป็นฮอโลแกรมน่ะ ดูแลรักษาง่ายกว่าเอาตรง ๆ คือ พวกเราขี้เกียจส่งรายงานให้หน่วยงานของยูเอ็นดี”ไมตรีบอก ผมแอบอุทานในใจ ทึ่งในความสมจริงของภาพที่ปรากฏเพิ่งสังเกตว่าภายในตู้ไม่มีฟองอากาศจากตัวให้ออกซิเจนเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่หัวหน้าพูดเป็นความจริง

            ไมตรีพาผมมาหยุดยืนหน้าประตูซึ่งปิดไว้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนั่งเฝ้า แต่งชุดสีฟ้าไม่ต่างจากเครื่องแบบยามในยุคของผมเว้นแต่มีเข็มกลัดสัญลักษณ์บริษัทอยู่บนเสื้อ บุคลิกท่าทางดูน่าจะเป็นยามจริง ๆไม่ใช่แค่แต่งคอสเพลย์เหมือนหลาย ๆคน ผมเงยหน้ามองป้าย ‘STUDIO-3’ เขียนอยู่ด้านบน

            “ยังอัดรายการอยู่ อีกสัก 20นาทีน่าจะเสร็จ” เขาตอบเมื่อไมตรีถามถึงอิสรา

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปห้องสังเกตการณ์ก็ได้”หัวหน้าตอบ แล้วพาผมเดินอ้อมไป

            ระหว่างทางพวกเราเดินสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเดรสสีแดงเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นผมก็จำเธอได้ทันทีเธอคือคนที่ผมเห็นในกล้องวงจรปิดที่ร้านอาหารตอนที่ไปทำข่าวอุบัติเหตุรถชนเมื่อวันก่อนผมเข้าใจว่าเธอคืออิสรา รู้สึกดีใจเล็ก ๆ ที่จะได้ร่วมงานในแผนกเดียวกันกับผู้หญิงสวยเช่นนี้ผมพยักหน้าเป็นเชิงสวัสดีให้ ซึ่งเธอยิ้มเล็กน้อยตอนพยักหน้ากลับ

            “สวัสดีครับ คุณ...” ผมยังพูดไม่จบหญิงสาวก็ทักทายมาก่อน

            “เราเคยรู้จักท่านเหรอค่ะ” หญิงสาวถาม

            “ยังครับ เราชื่อประชาเพิ่งมาทำงานเป็นนักจับใจความแผนกเดียวกับท่าน” ผมแนะนำตัว

            “ไม่ยักรู้ว่าแผนกอาชญากรรมรับคนเพิ่ม”เธอทำหน้าสงสัย ไมตรีหันมายกมือเบรกผมทันที

            “เดี๋ยวก่อนประชา คนนี้คือ แจนเป็นนักข่าวอาชญากรรม คนละแผนกกับเรา”

            ผมอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก แจนหัวเราะคิกๆ เช่นเดียวกับหัวหน้า ผมหน้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ เธอแค่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้เฉย ๆผมมารู้ภายหลังว่ามาจากสตูดีโอหมายเลขห้าซึ่งไปทางเดียวกัน

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ”เธอพูดก่อนเดินจากไปทิ้งให้ผมยืนอ้ำอึ้งอยู่เช่นนั้น ไมตรีตบไหล่ผมปลอบใจเบา ๆผมได้บทเรียนแล้ว ต่อไปนี้คงไม่กล้าพรวดทำอะไรอีก

            พวกเราเดินเข้าประตูอัตโนมัติด้านข้างไปสู่ห้องๆ หนึ่งซึ่งมีกระจกสังเกตการณ์มองทะลุไปด้านในได้ไมตรีบอกว่ากระจกนี้เป็นกระจกทางเดียวของจริงแบบในห้องสืบสวนตำรวจไม่ใช่สมาร์ตกลาสแสงสลัวในห้องเผยให้เห็นทีมงานเบื้องหลังอยู่อีกราวหกคน ซึ่งเห็นใบหน้าไม่ชัดกำลังควบคุมการอัดรายการไมตรีบอกว่ามาจากทีมงานสำนักข่าวละสองคน มีอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องควบคุมเสียงและมีจอแสดงภาพจากกล้องที่ถ่ายในห้องสามมุม มุมละสองตัวคนหนึ่งควบคุมกล้องเปลี่ยนมุมบางครั้ง

            ผมพยายามสลัดความอับอายทิ้งไปแล้วเพ่งสมาธิไปยังภาพเบื้องหลังกระจกบานใหญ่ภายในห้องส่งสว่างจ้าด้วยแสงไฟสตูดิโอ ตัดกับความสลัวในห้องที่เรายืนอยู่กล้องหลายตัวเคลื่อนที่ไปมาอย่างเงียบเชียบจับภาพคนทั้งสี่ที่นั่งอยู่กลางห้องล้อมรอบโต๊ะกลมรูปครึ่งวงกลมฉากหลังเป็นจอภาพโค้งเว้าขนาดยักษ์ที่ฉายภาพทิวทัศน์สมจริงเห็นก้อนเมฆที่ลอยระหว่างภูเขาเคลื่อนที่เล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไปรู้สึกราวกับว่าห้องอัดรายการเป็นเวทีประลองปัญญาตัวอักษรปรากฎบนตารางที่อยู่กลางจอภาพเบื้องหลังตามบทสนาที่เกิดขึ้นจริงเพิ่งสังเกตว่ามันคือตารางสรุปคำถามและคำตอบที่ผ่านมาแล้ว

            “นั่นคืออิสรา”ไมตรีชี้ให้ผมดูหญิงสาวคนที่นั่งริมสุดขวามือ ผมมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอิสราเป็นหญิงวัย 20 กลางๆ เช่นเดียวกับผม เธอสวมสร้อย กำไล และต่างหู แบบผู้หญิงทั่วไป แต่ถูกผมที่ยาวดำเงางามของเธอบังไว้บางส่วนหน้าตาดูมีเสน่ห์แม้ไม่ได้สวยเท่ากับแจน ทุกอากัปกิริยาของเธอดูเคลื่อนไหวคล่องแคล่วทะมัดทะแมงในการออกไม้ออกมืออธิบายขัดแย้งกับเครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายของเธออิสราสวมเสื้อเชิ้ตกระโปรงสีอ่อน ดูเป็นชุดทำงานที่ปกติที่สุดแล้ว

            “มีทีมนักข่าวอีกสองสำนัก อยู่ด้วยคนซ้ายมือถือมาคือ กัญรัตน์มาจากช่อง 48” ผมมองหญิงร่างท้วมที่อายุพอ ๆ กับอิสราตามที่หัวหน้าบอก คนที่น้ำหนักเกินในยุคนี้พบเห็นได้ไม่บ่อยธรณีบอกว่าส่วนใหญ่ชอบพอรูปร่างของตนเองเพราะยุคนี้ไม่มีมาตรฐานความสวยงาม[1]อีกต่อไปพวกเขาไม่อยากใช้ยาลดความอ้วนที่หาซื้อได้ง่ายและราคาถูกในท้องตลาดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีการพัฒนายาลดความอ้วนอย่างจริงจังจนสำเร็จเพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรคแน่นอนว่าความสำเร็จทำให้อายุไขของมนุษย์ยืนยาวขึ้นด้วย แต่ส่วนใหญ่ยังอาศัยกลไกเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมในร่างกายและลดความอยากอาหารเป็นหลัก จึงยังไม่สามารถทดแทนผลดีของการออกกำลังกายได้

            “อีกคนชื่อ อัศว์เรศวิ์วิศว์ตัวแทนสำนักข่าวเดอะไบรท์”ผมเพ่งมองชายวัยประมาณ 50 ปีท่าทางสุขุม แค่ได้ฟังชื่อก็ปวดหัวแล้ว ไม่รู้ว่าไมตรีอ่านถูกได้ไงเพิ่งลืมไปเด็กในยุคผมที่เริ่มมีคนที่ตั้งชื่ออ่านยาก ๆก็ต้องโตมาเป็นผู้สูงวัยในยุคนี้

            “คนที่นั่งซ้ายมือสุด คือ คุณประนอมบุญดี เป็น รมต.กระทรวงความมั่นคงมนุษย์และสวัสดิการ” ไมตรีชี้ไปอีกทางประนอมเป็นหญิงวัยผู้ใหญ่วัยใกล้เกษียณ ที่ลักษณะไม่ต่างจากนักการเมืองในยุคผมดูเป็นคุณนาย มีเครื่องประดับครบทั้งกำไล ตุ้มหู และทองเส้นเบ้อเร่อ ผมพอรู้คร่าวๆ ว่าการแบ่งกระทรวงในยุคนี้ต่างจากยุค มีการควบรวม หรือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนหน้าที่ เหลือเพียง 15 กระทรวง

            “ปกติเราไม่ไปสัมภาษณ์นักการเมืองที่ทำเนียบรัฐบาลเหรอครับ” ผมถาม

            “ใช่ ปกติ โอจีดีจะจัดที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ครั้งนี้เป็นประเด็นเล็กคนไม่มาก คุณประนอมเดินทางมาราชการจังหวัดนี้พอดีเลยมาขอใช้สถานที่เป็นสตูดีโอของเราแทน” ไมตรีตอบโดยไม่ละสายตาจากภาพในห้องส่งเลย

            เขาหมายถึงจังหวัดพฤฒธานีผมยังไม่ชินกับชื่อเหล่านี้ ธรณีเพิ่งเล่าเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีการเปลี่ยนชื่อและอาณาเขตหลังจากปฏิรูปการกระจายอำนาจสองครั้งในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนเพื่อนผมเกิดบริเวณที่ผมอยู่ตอนนี้ตรงกับจังหวัดเพชรบุรีในอดีต ขอบเขตของจังหวัด อำเภอ ตำบลเดิมถูกปรับเปลี่ยนใหม่ จึงไม่หลงเหลือชื่อที่คุ้นหูอยู่เลย ช่วงเวลาเดียวกันประเทศไทยเองก็เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น‘ประเทศนวไทย’ แต่ทางการก็ยอมรับชื่ออื่นที่คนนิยมเรียกกันด้วยทั้ง ‘ไทยอภิวัฒน์’ ‘Neo-Thai’‘นวไทย’ หรือ ‘ThaiGlory’ คำที่ราชการนิยมมากที่สุดคือ‘นวไทย’ ส่วนประชาชนนิยมเรียกตัวเองว่าเป็น ‘คนไทยใหม่’ ผมยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำแสนไร้สาระนี้ธรณีเองก็ไม่รู้ ชื่อที่คิดก็โคตรเห่ย ได้ยินครั้งแรกตั้งแต่วันที่สามของการมาถึงตอนนั้นผมถึงกับหลุดขำออกมา

            “ไม่เห็นตลกตรงไหนท่านไม่ชินเองรึเปล่า” ธรณีเอ่ยเมื่อเห็นอากัปกิริยาของผมในตอนนั้นลืมไปว่าตั้งแต่เกิดมาเขาก็ได้ยินชื่อ ไทยใหม่ มาตลอดไม่แปลกที่จะรู้สึกเฉย ๆ ผมต่างหากที่เป็นสิ่งแปลกปลอมของโลกนี้ ชาวบ้านยุค 2482 พอได้ยินว่ารัฐบาลเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นไทยก็คงหงุดหงิดไม่แพ้กัน

            “แล้วท่านคาดหวังว่าจะชื่ออะไร”เพื่อนถามต่อ

            “เออนั่นสิ Thailand 10.0 มั้ง”ผมตอบส่งเดช ดูไร้สาระไม่แพ้กัน

            นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมโซเชียลมีเดียของรัฐบาลถึงชื่อนีโอไทยเฟรนด์ แต่คำว่าไทยในแง่เชื้อชาติ กับภาษายังใช้ตามเดิม

            “อีกประเดี๋ยว โอจีดี (OGD) ก็น่าจะจบแล้ว”ชายศีรษะล้านเอ่ย

            “โอจีดีหมายถึงการสัมภาษณ์เหรอครับ”

            คำถามนี้ทำให้ หัวหน้าหันมาจ้องผม คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนน่ากลัวผมเพิ่งคิดได้ว่าตนทำพลาดอีกหน

     


    [1] Beauty standard ค่านิยมหรือบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดขึ้นเกี่ยวกับความสวยงามซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์ภายนอก เช่น สีผิว รูปร่าง หน้าตาหรือสัดส่วนต่างๆ