[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 60 ช่างเอาใส่ใจอะไรเช่นนี้ ทางเดินที่ถูกทำไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ

    ตอนที่ 60 ช่างเอาใส่ใจอะไรเช่นนี้ ทางเดินที่ถูกทำไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ

            เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก

            แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานนับครึ่งเดือนนับตั้งแต่การปรากฏตัวขึ้น แต่กลับมิมีผู้ใดค้นพบร่องรอยของพระราชวังมรดกตกทอดเลยแม้แต่น้อย

            สิ่งที่พบกลับเป็นซากปรักหักพังจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหน พร้อมกับซากศพเก่าแก่ที่ดูเหมือนถูกทอดทิ้งมาช้านาน

            อาภรณ์บนร่างที่แทบแหลกสลายไปตามกาลเวลา กลับยังหลงเหลือให้เห็นถึงลวดลายอันเก่าแก่โบราณ

            ลักษณะการสิ้นชีพของซากศพบางร่างนั้นกลับดูแปลกประหลาดยิ่ง บ้างดูราวกับปลิดชีพตนเอง บ้างก็เหมือนกลับถูกสหายสังหารอย่างโหดเหี้ยม

            ท่ามกลางซากปรักหักพังยังพบภาพวาดฝาผนังและอักขระลึกลับที่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้

            เมื่อเหล่าผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านอารยธรรมใช้เวลาศึกษาอยู่หลายวัน ก็ได้พบกับข้อสรุปอันน่าตกตะลึง ซึ่งทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศถึงกับตื่นตระหนกจนมิอาจสงบใจได้!

            "ที่แท้สถานที่แห่งนี้ก็คือดินแดนแห่งการปิดผนึก ซึ่งซ่อนเร้นไว้ซึ่งมหามรรคาและภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัว!"

            "เจ้าของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้คือผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ครองเหนือยุทธ์ผู้ซึ่งมีประวัติศาสตร์ลึกลับอันยาวนานจนสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงหลายสิบล้านปีก่อน..."

            ผู้ครองเหนือยุทธ์หรือ!

            นั่นน่าเกรงขามเพียงใดกัน พวกเขาเคยพบเพียงคำบอกเล่าในบันทึกโบราณอันกระจัดกระจายที่ได้กล่าวถึงตัวตนเช่นนี้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งจนสามารถข้ามจักรวาล คว้าดวงดาราและจันทรามาครอบครองได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

            แม้แต่มหาเทพในสายตาของพวกเขาก็ยังเป็นเพียงมดปลวกเล็กจ้อยเท่านั้น!

            การค้นพบนี้ทำให้เขตแดนลี้ลับเทียนหยวนปั่นป่วนอย่างมิเคยมีมาก่อน!

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างตื่นเต้นจนมิอาจระงับความโลภกระหายได้

            หากผู้ใดสามารถค้นพบพระราชวังมรดกและได้รับการสืบทอดมรดกของผู้ครองเหนือยุทธ์ผู้นั้นได้ละก็ เขาก็ย่อมทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นได้ในพริบตา!

            แม้แต่การเหินขึ้นไปยังแดนสวรรค์ก็มิใช่เรื่องเกินเอื้อม!

            แต่แล้ว เหล่าผู้อาวุโสผู้ศึกษาอารยธรรมโบราณเหล่านั้นกลับเผยใบหน้าซีดเผือด 

            เสียงของพวกเขาเปี่ยมด้วยความหวาดกลัวอย่างหาที่สุดมิได้ ขณะเผยความจริงอันน่าตื่นตระหนกออกมา…

            "ที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งมหันตภัย ที่ครั้งหนึ่งสรรพชีวิตล้วนถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น และแม้แต่เผ่าพันธุ์ของผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ครองเหนือยุทธ์ก็ยังต้องมอดมลายลง ณ ที่แห่งนี้!"

            "มหายุทธ์ผู้นั้นได้สละชีวิตของตนเพื่อผนึกมหันตภัยอันเลวร้าย เพื่อมิให้มันหลุดพ้นออกมาเพื่อทำลายล้างยุทธภพ…"

            "มหันตภัยอันร้ายแรงเช่นนั้น คือสิ่งที่สามารถสร้างหายนะให้แก่โลกหล้า ความน่าสะพรึงของมันทำให้ทุกเผ่าพันธุ์และสรรพชีวิตทั้งปวงต่างต้องถึงกาลอวสาน…"

            เหล่าผู้อาวุโสที่ศึกษาอักขระโบราณ ต่างก็รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งกายและใจเมื่อได้แปลความหมายจากศิลาโบราณเหล่านั้น

            เขตแดนลี้ลับแห่งนี้มิใช่สถานที่แห่งมรรคผลสำหรับทุกคน แต่มันคือสถานที่ที่ใช้ผนึกมหันตภัยอันร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

            ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกยิ่งกว่าข่าวแรกที่ค้นพบ

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากถึงกับตกตะลึงจนมิอาจกล่าวอันใดได้

            มหันตภัยอันร้ายแรงนั้นคือสิ่งใดกัน

            จารึกในซากปรักหักพังเหล่านั้นมิได้บอกกล่าวไว้

            เพียงแค่ความจริงที่ว่ามหายุทธ์ผู้นั้นยังต้องสละชีวิตเพื่อผนึกมันไว้ ความน่าสะพรึงนี้ย่อมเกินกว่าจะจินตนาการได้ เป็นภัยที่อาจทำลายล้างโลกได้ในพริบตาโดยแท้

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากต่างพากันถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ร่างกายเย็นเยียบ ราวกับถูกความหวาดกลัวเกาะกุมไว้จนมิอาจขยับเขยื้อน พวกเขาเริ่มรู้สึกว่า ดินแดนที่เหยียบยืนอยู่นี้ อาจเป็นหลุมศพขนาดมหึมา ที่ซุกซ่อนซากศพที่ไร้วันลุกขึ้นอีกครั้งอยู่เบื้องล่าง!

            สถานที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งโชควาสนาอันมหาศาล พลันกลับกลายเป็นดินแดนแห่งความตายอันน่าสะพรึงกลัว

            ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับปีกของนกอินทรีทะยานข้ามฟากฟ้า มิเพียงแต่ในเขตแดนของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนเท่านั้น แต่ยังแพร่สะพัดไปถึงโลกภายนอก ทำให้เหล่าผู้คนต่างตกตะลึง

            "ว่ากันว่า…บุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์ผู้นั้นก็มุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดประสงค์หลักของเขาในการลงมายังโลกเบื้องล่างแห่งนี้"

            "ภายในสถานที่แห่งนี้ซ่อนเร้นสิ่งใดไว้กันแน่ เหตุใดแม้แต่ผู้ที่อยู่ในแดนสวรรค์ก็ยังต้องเสี่ยงภัยลงมาที่นี่"

            ผู้บำเพ็ญเพียรในทั่วทุกหนแห่งต่างเต็มไปด้วยความสงสัย และมิอาจหยุดครุ่นคิดได้

            มินานก็มีผู้พบว่าภายในส่วนลึกของเขตแดนลี้ลับนั้น กลับมีกลุ่มหมอกเริ่มพวยพุ่งขึ้นมา

            จากหมอกสีขาวบริสุทธิ์ก็กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเทา และสุดท้ายก็กลายเป็นสีดำทะมึน

            กลิ่นอายที่เปลี่ยนไปพลันแผ่พุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งมารอันน่าสะพรึง ราวกับจะประกาศถึงภัยร้ายที่กำลังจะมาถึง!

            เหล่าอสูรร้ายจำนวนมากที่สูญเสียจิตวิญญาณแห่งสติปัญญากลับยิ่งทวีความดุร้าย พุ่งทะลักออกมาจากเทือกเขาน้อยใหญ่รอบด้าน กวาดล้างใส่ผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าสู่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้

            ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังอ่อนแอ หากสัมผัสหมอกนั้นเข้า จะถูกกลืนกินสติและจิตใจ พลันเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง จู่โจมผู้คนรอบตัวราวกับไร้สติ

            การเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนซึ่งเคยสงบสุขกลับต้องกลายเป็นสมรภูมิแห่งความโกลาหล

            มีผู้คนไม่น้อยที่คิดถอยหนีออกไป โอกาสสำคัญเพียงใด ก็มิสำคัญเท่าชีวิตของตนเอง

            ทว่าในเวลาเดียวกัน ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากรีบเร่งฝ่าฟันเข้าไปยังส่วนลึกของเขตแดนลี้ลับ เพราะตั้งแต่โบราณกาลมามีคำกล่าวที่ว่า ภัยอันตรายและโอกาสยิ่งใหญ่มักเคียงคู่กันเสมอ

            เคราะห์อาจกลายเป็นโชค และโชคอาจซ่อนเร้นเคราะห์อยู่ภายใน!

            มินานนักก็มีผู้ค้นพบว่า หมอกที่ปกคลุมในส่วนลึกของเขตแดนลี้ลับนั้นกลับยิ่งปกคลุมหนาทึบ

            ทั่วทั้งบริเวณต่างอบอวลไปด้วยอันตราย หากไร้ซึ่งเส้นทางนำทาง ย่อมตกอยู่ในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดได้

            ที่ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีชั้นกลไกและค่ายอาคมซ้อนกันอยู่อย่างแน่นหนา หากพลาดพลั้งเผลอไปกระตุ้นเข้า ผลลัพธ์ย่อมเป็นจุดจบแห่งชีวิต

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรผู้ทะเยอทะยานจำนวนนับมิถ้วนได้ทิ้งชีวิตเอาไว้ ณ ที่แห่งนั้น

            นี่มิใช่ดินแดนแห่งโชคลาภ หากแต่เป็นสุสานที่รอรับวิญญาณของผู้ที่หวังจะท้าทายชะตากรรม

            ในชั่วพริบตา เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนก็เข้าสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่

            …

            “กลิ่นอายมารในระดับนี้ ก็ทำได้เพียงส่งผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเท่านั้น สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาเนิ่นนาน ก็เปรียบได้ดังกับสายลมพัดผ่าน ที่มิอาจทำให้ระคายเคืองอันใดได้”

             กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่อยู่ที่ขอบเขตของของหมอกมาร

            ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีประสบการณ์เพียงพอย่อมสามารถต้านทานต่อการแผ่ซ่านของกลิ่นอายมารนี้ได้โดยง่าย

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว กลิ่นอายมารนี้กลับกลายเป็นวัตถุดิบอันบริสุทธิ์สำหรับการบำรุงร่างกาย

            ทว่าระดับความเข้มข้นเช่นนี้ ยังถือว่าอ่อนด้อยเกินไปที่จะสร้างประโยชน์อันใดต่อเขาได้

            กู้ฉางเกอคาดเดาว่านี่คงเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของทวนมารทลายสวรรค์ ของวิเศษอันร้ายกาจเพียงแค่เริ่มตื่นขึ้น ก็กลับปลดปล่อยพลังสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาได้

            นับว่ามิทำให้เขาผิดหวังเลยจริงๆ

            เบื้องหน้ามิไกลจากที่นี่ คือใจกลางของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้

            เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง

            เย่เฉินและพวกอยู่ที่นั่น

            จิตมารในร่างของเขาเริ่มแสดงความหิวกระหาย ราวกับรับรู้ถึงพลังบางอย่างในพื้นที่แห่งนั้นที่พร้อมจะให้มันกลืนกิน

            “คุณชาย บริเวณนี้ช่างแปลกประหลาดนัก หากมิรู้เส้นทาง ก็เกรงว่าอาจพลัดหลงได้ ตามความเห็นของข้าน้อย พวกเราควรระมัดระวังให้มากเข้าไว้จะดีกว่า” ผู้อาวุโสหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            ในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว หากเขาเผยพลังเกินขอบเขตของระดับมหาปราชญ์ออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกขับออกจากเขตแดนลี้ลับนี้ทันที

            กู้ฉางเกอพยักหน้ารับด้วยความสงบนิ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “มิต้องกังวลไป มีคนทิ้งเบาะแสของเส้นทางไว้ให้ข้าแล้ว พวกเจ้าเพียงแค่ตามข้ามาก็พอ”

            กล่าวจบ เขาปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง

            ทันใดนั้น ตราประทับที่เขาทิ้งไว้บนโอสถผสานวิญญาณก็เปล่งแสงออกมา เกิดเป็นการเชื่อมโยงที่แผ่วบางแต่ชัดเจน

            ร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ตลอดเส้นทางแผ่ปรากฏขึ้น

            วิ้ง!

            สายใยสีดำอันบางเบาปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

            ทอดยาวจากจุดที่เขายืนอยู่ มุ่งตรงไปยังส่วนลึกของหมอกมาร

            นี่คือเส้นทางที่เย่เฉินบุกเบิกไว้ให้เขาเดินตาม

            หากปราศจากเย่เฉินผู้เปิดเส้นทาง การจะฝ่าหมอกมารหนาแน่นเช่นนี้ไปก็คงจะลำบากยากเข็ญยิ่งนัก

            และแม้จะสามารถฝ่าเข้าไปได้ แต่การไม่มีแผนที่ชี้นำก็อาจทำให้ต้องวนเวียนในวงกตแห่งนี้จนกว่าจะพบจุดหมาย

            มิหนำซ้ำก็ยังมีโอกาสสูงมากที่จะหาเป้าหมายไม่พบเลยด้วยซ้ำ

            ทว่าแต่แรกกู้ฉางเกอก็มิเคยคิดจะเสียเวลาเก็บรวบรวมแผนที่ใดๆ ให้ยุ่งยาก

            เพียงแต่เฝ้ารอให้เย่เฉินหว่านเพาะเมล็ดอย่างเหน็ดเหนื่อยจนผลสุกงอมดีแล้ว เขาจึงค่อยเข้าไปเก็บเกี่ยวอย่างสบายใจ นั่นมินับว่าดีกว่าหรือ

            ผู้อาวุโสหมิงและผู้ติดตามคนอื่นๆ เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเขาก็ต่างไร้ความหวาดหวั่น

            คุณชายกล่าวเช่นนี้แล้วก็ย่อมไร้ซึ่งปัญหาอย่างแน่นอน

            “ไปกันเถิด”

            กู้ฉางเกอก้าวเข้าสู่หมอกมารอย่างสง่างาม กลุ่มผู้ติดตามที่ล้วนอยู่ในระดับมหาปราชญ์ต่างเฝ้าระวังรอบด้านอย่างตื่นตัว เพื่อป้องกันมิให้มีอสูรหรือสิ่งใดเข้าจู่โจมโดยมิทันตั้งตัว

            พวกเขาเผชิญกับการลอบโจมตีระหว่างเส้นทางหลายครั้ง

            ทว่าสิ่งที่มุ่งจู่โจมนั้นล้วนเป็นอสูรที่ถูกพลังมารแทรกซึม ซึ่งล้วนถูกผู้อาวุโสหมิงและผู้ติดตามคนอื่นๆ จัดการจนหมดสิ้นก่อนที่เขาจะต้องลงมือเอง

            ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในเขตแดนลี้ลับอื่นเล่า

            นั่นยิ่งมิต้องพูดถึง เพราะมิมีผู้ใดกล้าลงมือกับเขาเลยแม้แต่น้อย

            “ดูจากเส้นทางที่เย่เฉินเลือกเดินแล้ว น่าจะเป็นไปได้ว่าพระราชวังแห่งการสืบทอดน่าจะอยู่ใต้พิภพ และทวนมารทลายสวรรค์ก็น่าจะซ่อนอยู่ที่นั่นด้วย…”

            กู้ฉางเกอเดินนำหน้า พร้อมทั้งจับตาดูร่องรอยที่หลงเหลืออยู่

            สีหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความสนใจ

            เขาสังเกตเห็นว่า หากเดินตามเส้นทางที่เย่เฉินเคยผ่านไป จำนวนอสูรร้ายที่ต้องเผชิญกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

            แม้แต่กลไกและค่ายกลที่อันตรายถึงชีวิต ก็ถูกเย่เฉินทำลายไปแล้วเกือบหมดสิ้น

            ช่างเอาใส่ใจอะไรเช่นนี้

            ‘นี่แทบจะเป็นทางเดินที่ถูกทำไว้เพื่อข้าโดยเฉพาะ เย่เฉิน เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง…’

            กู้ฉางเกอมิอาจกลั้นหัวเราะไว้ได้

            หากเย่เฉินได้ล่วงรู้ความคิดนี้ของเขาเข้า คงจะโมโหจนแทบกระอักเลือด หัวใจแตกสลายและแค้นเคืองจนเกินจะทานทน

            …

            ในขณะเดียวกัน

            ท่ามกลางสายหมอกอันลึกลับและหนาวเหน็บ เย่เฉินกับพรรคพวกได้จัดการอสูรร้ายที่ถูกไอมารแผ้วพานจนล้มลง เส้นทางเบื้องหน้าจึงเปิดกว้างออก

            ร่มเงาของไม้โบราณสลัวลาง เถาวัลย์แน่นหนาเลื้อยประหนึ่งม่านเมฆ

            ไอสีเทาจางปกคลุมทั่วฟ้าดิน ราวกับทั้งโลกแฝงไปด้วยความเงียบงันทุกย่างก้าว

            “ดูจากแผนที่แล้ว ที่แห่งนี้ควรจะเป็นทางเข้าหลัก...”

            เสียงของเย่เฉินสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น พร้อมเร่งฝีเท้าเดินตามแผนที่ในมืออย่างระมัดระวัง ในที่สุดก็ค้นพบประตูทางเข้าสู่โลกใต้พิภพ

            “ท่านพี่เย่เฉินช่างก้าวหน้าในวิถีการบำเพ็ญตนได้อย่างรวดเร็วนัก...”

            เย่หลิวหลีกล่าวชมด้วยความประหลาดใจ

            โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเขาใช้พลังอันน้อยนิดเอาชนะอสูรปีศาจขั้นกลางในระดับมหาปราชญ์ได้อย่างราบคาบ

            อสูรเหล่านี้ได้รับไอมารจนร่างกายแปรเปลี่ยนไป

            มันมิหวาดกลัวความตาย ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณแห่งการสังหาร อีกทั้งพลังของพวกมันยังเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันมากนัก

            แท้จริงแล้วเย่เฉินมีเพียงพลังอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับมรรคาเทพเท่านั้น

            “หลิวหลี เจ้าช่างกล่าวเกินจริงนัก...”

            เมื่อถูกสายตาเปี่ยมความประหลาดใจของเย่หลิวหลีจ้องมองเช่นนี้ เย่เฉินก็อดมิได้ที่จะรู้สึกลำพองใจขึ้นมา กระแสความภาคภูมิใจพลันไหลเวียนอยู่ในอก

            แต่มินานเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

            “ในพื้นพิภพเบื้องล่างนี้อาจจะมีมรดกสืบทอดของเจ้าของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ได้ พวกเรารีบลงไปสำรวจกันเถิด แม้ว่าตอนนี้จะยังมิมีผู้ใดติดตามมาก็ตาม…”

            “แต่กันไว้ก็ย่อมดีกว่าแก้”

            เย่เฉินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            ในใจเขายังคงกังวลถึงการปรากฏตัวของกู้ฉางเกอ

            เขามั่นใจว่าศัตรูผู้นี้จะต้องมายังเขตแดนลี้ลับแห่งนี้อย่างแน่นอน

            เพียงแต่จนถึงตอนนี้ เขากลับยังมิพบเห็นร่องรอยใดๆ ของอีกฝ่ายเลยแม้เพียงน้อย

            ความเงียบสงบนี้เอง ทำให้เขาอดรู้สึกมิสบายใจขึ้นมามิได้

            แม้กระทั่งตัวเย่เฉินเองก็ต้องยอมรับว่า ความกดดันที่กู้ฉางเกอสร้างให้เขานั้นสูงล้ำจนน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง

            ‘หากไม่มีแผนที่นี้ ต่อให้เขามาถึงที่นี่ได้ ก็ย่อมได้เพียงแต่หลงติดอยู่ที่ภายนอกเท่านั้น’

            เมื่อคิดได้ดังนี้ เย่เฉินคลายความกังวลลง อีกทั้งเขายังมีลูกกุญแจที่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ได้อยู่ในมือ

            ‘ก็เป็นเพียงแค่ผู้มีโชคลาภวาสนาผู้หนึ่งเท่านั้น ต่อให้ได้ของดีมากมายมาครอบครอง แต่ความสามารถที่แท้จริงก็ยังเทียบกับคุณชายกู้มิได้’ ผู้อาวุโสเสวี่ยลอบดูแคลนอยู่ในใจ

            ไม่นานพวกเขาก็เดินเข้าสู่ประตูใต้พิภพ

            “นี่ดูเหมือนจะเป็นสุสานของอะไรบางอย่างใช่หรือไม่”

            เย่เฉินกล่าวอย่างตกตะลึง ระหว่างที่เดินลัดเลาะไปตามเส้นทาง และลอบหลบหลีกกลไกต่างๆ มาตลอดทาง

            ภาพเบื้องหน้าทำให้พวกเขาอดอึ้งตะลึงงันมิได้

            แม้จะเรียกว่าเป็นสุสาน

            แต่กลับดูราวกับเป็นซากปรักหักพังโบราณอันซ่อนเร้น

            อันประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอันหลากหลาย ทั้งโบสถ์พุทธปรักหักพัง หอไม้โบราณ ตำหนักหลังคาโค้งปลายงอน…

            นี่คือมุมหนึ่งของนครโบราณใต้พิภพอันเร้นลับ!

            “พลังมารในที่แห่งนี้ดูเหมือนจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ”

            “หากดูตามแผนที่แล้ว ส่วนลึกของนครโบราณแห่งนี้จะมีพระราชวังแห่งหนึ่งตั้งอยู่  ซึ่งภายในพระราชวังนั้นคือสถานที่ที่บรรพชนได้ทิ้งมรดกสืบทอดเอาไว้…”

            เย่เฉินรู้สึกตื่นเต้นระคนดีใจ เพราะตราบใดที่เขาไปถึง ก็จะสามารถเข้าสู่พระราชวังแห่งนั้นเพื่อรับมรดกสืบทอดได้ทันที

            โฮก!

            โฮก!

            โฮก!

            ทันใดนั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นรอบทิศ ดวงตาสีแดงฉานนับมิถ้วนส่องประกายวาบวับในความมืด

            นั่นคือฝูงอสูรร้าย รวมทั้งซากศพกลายพันธุ์ที่ปะปนอยู่ในหมู่พวกมัน สิ่งนั้นทำให้เย่เฉินเผยสีหน้าซีดเผือดออกมา

            “อสูรทั้งหมดล้วนมีพลังถึงขั้นมหาปราชญ์…”

            หากยังคงล่าช้าต่อไป เขามิอาจคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ขณะเดียวกัน ความรู้สึกไม่สงบก็แผ่ซ่านอยู่ในใจอย่างเลือนลาง

            อีกอย่าง… เหตุใดวันนี้อาจารย์ของเขาถึงได้เงียบเชียบถึงเพียงนี้

            “ท่านพี่เย่เฉิน ท่านรีบเข้าไปเถิด อสูรร้ายเหล่านี้ข้าจะช่วยสกัดไว้เอง เวลานั้นมีค่า อย่าได้รั้งรอเลย…”

            เย่หลิวหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตัดสินใจเด็ดขาดอย่างมิลังเล

            เหล่าข้ารับใช้ที่ติดตามนางมามากมายสามารถช่วยถ่วงเวลาฝูงอสูรไว้ชั่วครู่ เพื่อเปิดโอกาสให้เขามุ่งหน้าไปรับมรดกได้สำเร็จ

            “ได้ เช่นนั้นหลิวหลีเจ้าจงระวังตัวไว้ เมื่อรับมรดกสืบทอดสำเร็จแล้ว ข้าจะรีบกลับมาช่วยพวกเจ้าโดยทันที”

            เมื่อได้ยินดังนั้น เย่เฉินก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ก่อนเขาจะเร่งรีบพุ่งตัวเข้าไปในนครใต้พิภพโดยมิหันกลับมามอง

            เสียงคำรามและการเคลื่อนไหวอันดุร้ายของฝูงอสูรดังก้องราวเกลียวคลื่นซัดเข้ามาอย่างรวดเร็วล้อมรอบเย่หลิวหลีและผู้ติดตามจนแน่นขนัด

            แต่ในขณะที่เย่เฉินกำลังมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของนครใต้พิภพนั้นเอง

            กู้ฉางเกอก็ได้เดินทางมาถึงภายนอกของนครใต้พิภพ 

            เขามองดูภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเรียบนิ่ง แต่มุมปากกลับเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดขึ้น

            เพราะว่าเขามิจำเป็นต้องเสียแรงจัดการกับอสูรร้ายหรือฝ่าฟันกลไกใดๆ และมิมีทางเหยียบโดนกับดักหรือค่ายกลซึ่งอาจนำพามาซึ่งอันตรายถึงชีวิต

            การเดินทางมาในครั้งนี้ของเขาช่างราบรื่นยิ่งนัก

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน