หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 หน้าถอดสีเมื่อได้ยิน

    บทที่ 133 หน้าถอดสีเมื่อได้ยิน

            โม่เต้าจื่อยื่นมือออกมาแตะฉินชู “อย่ากังวล กลับไปที่สำนักแล้วค่อยคิด เจ้าเตรียมของให้พร้อมให้รอบคอบ ก่อนออกไปนอกสำนักจะดีกว่า”

            โม่เต้าจื่อบอกทุกสิ่งที่เขาพอจะนึกออกไปหมดแล้ว หลังจากอธิบายทุกอย่างก็จากไป

            “ยังมีอีกเรื่อง นั่นคือผู้เฒ่าที่เลี้ยงดูเจ้ามาไม่ใช่คนธรรมดาเลย คนผู้นี้มีชื่อเสียงไม่น้อย อีกทั้งยังได้รับฉายาว่าจ้าวแห่งนรกทมิฬด้วย ผู้ฝึกตนระดับต่ำบางคนอาจไม่รู้จักชื่อนี้ แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงล้วนรู้จักดี หากได้ยินชื่อของเขา ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนหน้าถอดสีกันทั้งนั้น คนผู้นี้กระหายเลือด และโปรดปรานการเข่นฆ่ายิ่งนัก” หลังจากเดินไปที่ประตู โม่เต้าจื่อได้ทิ้งท้ายไว้อีกประโยค

            ฉินชูพลันหน้าถอดสีทันที กระหายเลือด โปรดปรานการเข่นฆ่า... นั่นใช่ท่านผู้เฒ่าจริงๆ หรือ

            ฉินชูได้แต่ตกตะลึง เขารู้ว่าผู้เฒ่าไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อ แต่ไม่คาดคิดว่าจะถึงขั้นที่ผู้คนถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ยินชื่อของเขา

            หลังจากโม่เต้าจื่อจากไปได้พักหนึ่ง ในที่สุดฉินชูก็กลับมาสงบอีกครั้ง ที่ผู้เฒ่าเลี้ยงดูเขามาสิบสี่ปี นับเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ต่อให้ผู้เฒ่าจะเป็นใคร หากมีโอกาสเขาต้องตอบแทนบุญคุณเป็นแน่

            ฉินชูพักอยู่อยู่แถวประตูตำหนักพญาจิ้งจอกหนึ่งวัน ก่อนจะแยกตัวจากโม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ ในสำนักชิงหยุน

            ก่อนจากไป ฉินชูได้แวะมาบอกลาเฉียนหลิงอู่กับเฉียนหลิงเทียน และรับปากว่าจะแวะไปเยี่ยมนางที่เมืองหลวงราชวงศ์เฉียนบ้าง

            เขาต้องการกลับไปเยี่ยมสถานที่ที่เขาเคยอาศัย เผื่อว่าท่านผู้เฒ่าจะกลับมา แล้วจะไปดูด้วยว่าหลุมฝังศพของเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

            ขณะมองดูฉินชูจากไป โม่เต้าจื่อได้แต่ถอนหายใจ

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ เขาจากไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” หลัวเจินถามโม่เต้าจื่อ

            “ใช่ เขามีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำ ข้าไม่อาจรั้งเขาไว้ได้ เมื่ออินทรีเติบใหญ่ย่อมต้องกางปีกโบยบิน” โม่เต้าจื่อรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย

            หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน ลู่หยวนไม่ได้กล่าวอะไร ทั้งสามคนเข้าใจสถานการณ์ของฉินชูดี รู้ว่าฉินชูต้องตามหาชาติกำเนิดของตัวเอง ไม่มีเหตุผลอะไรจะฉุดรั้งเขาจากเรื่องนี้ได้

            ฉินชูกลับมายังหุบเขาลึกที่ที่ตนเองเคยอาศัยอยู่

            เมื่อเห็นหลุมศพของเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืช ฉินชูจึงทำความสะอาด เช็ดป้ายหลุมฝังศพ จากนั้นหยิบไหสุราออกมา

            “สิบหกปีที่แล้ว ข้านอนอยู่ในนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไร แต่ข้าก็นอนอยู่ที่นี่ สุราจอกนี้จึงอุทิศให้กับตัวข้าเองที่ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง” ฉินชูเทสุราลงไปที่หลุมศพ จากนั้นก็กระดกดื่มอึกใหญ่ และชูไหสุราขึ้นไปบนอากาศ

            หนึ่งจอกเพื่อตัวเอง หนึ่งจอกเพื่อวันพรุ่งนี้!

            หลังจากดูป้ายของเขาที่เขียนว่า ‘ข้าคือฉินชู ข้ายังมีชีวิตอยู่’ เพื่อบอกว่ายังอยู่ดี ฉินชูก็หันหลังกลับและจากไป

            หลังจากกลับมาถึงกระท่อมไม้ ฉินชูได้แต่ผิดหวังเล็กน้อย มันยังคงดูเหมือนเดิม เหมือนตอนที่เขากลับมาครั้งที่แล้วทุกอย่าง ท่านผู้เฒ่าไม่เคยกลับมาอีก

            หลังจากทำความสะอาดเรียบร้อย ฉินชูจึงนั่งลง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสำนักชิงหยุนมาสองปี เขาก็เอาแต่ฝึกตน น้อยครั้งที่จะมีช่วงเวลาที่สงบเช่นนี้

            หลังจากอาศัยอยู่ในหุบเขาเป็นเวลาเจ็ดวัน ฉินชูก็จากไปอีกครั้ง ก่อนออกเดินทางเขาได้ทิ้งจดหมายถึงผู้เฒ่าไว้บนโต๊ะในกระท่อมไม้ โดยบอกว่าเขาจะไปจากอาณาจักรหนานเหยียนเพื่อออกตามหาเบาะแสเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเอง

            หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉินชูก็กลับมาที่หอศิษย์รับใช้ที่สำนักชิงหยุน หลังจากพักผ่อนอยู่ที่ผาหินตัดหนึ่งวัน ฉินชูก็เรียกไป๋อวี้กับเอ้อพั่งมาหา

            “กลับมาแล้วหรือ” ไป๋อวี้ดีใจมากเมื่อเห็นฉินชู

            ฉินชูก้าวเข้าไปสวมกอดไป๋อวี้ “หลังจากนี้จงดูแลตัวเองและเอ้อพั่งให้ดี”

            “ลูกพี่หมายความว่ายังไง” เอ้อพั่งตกใจ 

            “ข้าจะออกเดินทางเพื่อตามหาคนในครอบครัวของข้า จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในสำนักชิงหยุน พวกเจ้าก็เหมือนพี่น้องของข้า ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะมีชีวิตที่ราบรื่น” ฉินชูมองไป๋อวี้กับเอ้อพั่ง

            “วางใจเถอะ ขอแค่ข้าอยู่ เอ้อพั่งจะไม่ถูกรังแก ต่อให้ข้าจากไป ข้าก็จะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ” ไป๋อวี้เอ่ยปากขึ้น

            “เจ้าก็จะจากไปเช่นกันหรือ” ฉินชูมองไป๋อวี้

            ไป๋อวี้คลี่ยิ้ม “ข้าแอบคนในตระกูลมาฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักชิงหยุน ในตอนนั้นข้าสร้างเรื่องไว้ในตระกูล ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาหาตัวข้าไม่เจอ เพราะตระกูลข้ากับสำนักชิงหยุนไม่ลงรอยกัน กองกำลังของตระกูลไม่กล้าแตะต้องสำนักชิงหยุน แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว มีศิษย์จากตระกูลไป๋มาฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักชิงหยุนไม่น้อย ข้าไม่อาจซ่อนตัวได้อีก”

            หลังจากไป๋อวี้อธิบาย ฉินชูก็เข้าใจทันที ตระกูลของไป๋อวี้เป็นตระกูลระดับสูงภายใต้ราชวงศ์เฉียนและมีสายเลือดเชื้อพระวงศ์เช่นกัน ครั้งนี้ตระกูลไป๋ได้ร่วมรบกับราชวงศ์เฉียนเช่นกัน หลังจากราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนผนึกกำลังกัน ตระกูลไป๋จึงส่งลูกศิษย์ในตระกูลมาที่สำนักชิงหยุน อาจทำให้ไป๋อวี้ที่แอบหนีออกเมื่อสองปีที่แล้วถูกเจอตัว

            “หากตระกูลของเจ้าเจอตัวเจ้าแล้ว มันเป็นเรื่องร้ายแรงกระนั้นหรือ” ฉินชูถามขึ้น

            “ไม่ร้ายแรงอะไร ตัวข้าไม่ได้ทำผิดร้ายแรงขนาดนั้น อีกทั้งข้าเป็นสายเลือดตระกูลหลัก หากหลังจากนี้เจ้ากลับมาที่สำนักชิงหยุน แล้วไม่เห็นข้า หมายความว่าข้ากลับตระกูลไปแล้ว” ไป๋อวี้พูดกับฉินชู

            พูดคุยกับไป๋อวี้และเอ้อพั่งสักพัก ฉินชูจึงไปหาลู่หยวน แล้วก็ไปหาหลิวเสวี่ยที่ลานกว้างบนยอดเขาหลัก กล่าวลาหลัวเจินและทิ้งหญ้าหอมนภาให้เขาหนึ่งมัดก่อนจากไป

            แต่ตัวเขากลับไม่ไปกล่าวลาโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อ ใช่ว่าเขาไร้เยื่อใย แต่ตัวเขาไม่อยากให้โม่เต้าจื่อรู้สึกเศร้าใจ

            หลังจากออกจากสำนักชิงหยุน ฉินชูจ้างเกวียนสัตว์อสูรเดินทางไปที่หุบเขาเทียนเซียง ก่อนออกจากอาณาจักรหนานเหยียน แน่นอนว่าเขาต้องไปหาจื่อหลวนและแวะไปหาเฉียนหลิงอู่ด้วยเช่นกัน เพราะถึงอย่างไร เขาก็ต้องไปหาซื้อแผนที่ที่เมืองหลวงแห่งราชวงศ์เฉียนก่อน

            หุบเขาเทียนเซียงไร้ซึ่งกองกำลังคอยสกัดกั้นอีกต่อไป กองกำลังจากสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์สลายตัวแล้ว ทางสำนักชิงหยุนและราชวงศ์เฉียนรับรู้สถานการณ์ด้านในหุบเขาเทียนเซียงเช่นกัน ด้านในมีผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อที่ พร้อมจะต่อสู้กับพวกเขาทุกเมื่อ ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยหุบเขาเทียนเซียงไปก่อน

            หลังจากฉินชูมาถึง จื่อหลวนได้บอกฉินชูว่านางใกล้จะบรรลุตบะแล้ว ฉินชูเองก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอกให้จื่อหลวนฟัง พร้อมกับเรื่องการจากไปของตัวเอง

            “รออีกไม่กี่วันไม่ได้หรือ เอาไว้ข้าบรรลุตบะได้แล้ว ข้าจะไปกับเจ้า” จื่อหลวนมองฉินชูพร้อมกับพูดขึ้น

            “จื่อหลวน เจ้าเพิ่งจำแลงกายได้ไม่นาน เอาไว้รอให้พลังเสถียรก่อนจะดีกว่า ข้าแค่ออกไปสืบหาข้อมูลสักพัก” ฉินชูคลี่ยิ้มพูดขึ้น เขาไม่อยากให้เรื่องของตัวเองส่งผลกระทบกับจื่อหลวน ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง

            ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จื่อหลวนจึงพยักหน้า นางเพิ่งจำแลงกายได้ไม่นาน จำเป็นต้องเสถียรร่างกายและขัดเกลาก่อน

            อยู่กับจื่อหลวนสองวัน ฉินชูก็จากไป จื่อหลวนมาส่งฉินชูด้านนอกหุบเขาเทียนเซียง “เจ้าบอกราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนด้วย พวกเขาขึ้นมาเก็บหญ้าหอมนภาได้ปีละครั้ง ครั้งละหนึ่งมัดเท่านั้น ห้ามมากไปกว่านั้น”

            ฉินชูพยักหน้า เขาคิดว่าแบบนี้ดีที่สุด จะได้ไม่ขัดแย้งกันเรื่องทรัพยากร เพราะเฉียนหลิงเทียนก็ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่คนที่จื่อหลวนจะจัดการได้ ในด้านพลังของนางก็ค่อนข้างทิ้งห่างจากของเขาอยู่เช่นกัน

            หลังจากออกจากหุบเขาเทียนเซียง ฉินชูก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงแห่งราชวงศ์เฉียน แวะเยี่ยมเฉียนหลิงอู่เสร็จก็ออกเดินทางได้แล้ว เพื่อเริ่มต้นก็เดินทางครั้งใหม่ เขาต้องรู้ถึงชาติกำเนิดของตัวเอง และต้องรู้ว่าร่างกายเขาเป็นเลือดศักดิ์สิทธิ์แบบไหนให้ได้

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน