หลังผ่านเหตุการณ์สลายการชุนนุม ณ 4แยกคอกแมว ข้อมูลต่างๆและคลิปวิดิโอนั้นได้แพร่ไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ตเพียงชั่วข้ามคืน แม้ข่าวทางทีวีจะพยายามมอมเมาว่าผู้ชุมนุมคือผู้ก่อการร้ายก็ตาม แต่ว่าตอนนี้ปัจจุบันคือยุค5Gแล้ว ฉะนั้นการมอมเมาทางทีวีย่อมไร้ประโยชน์อีกต่อไป ยกเว้นสำหรับคนบางกลุ่มล่ะนะ

มีผู้คนจำนวนมากมาทำการ Big Cleaning Day ล้างคราบเืด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสราวกับไร้ความรู้สึกใดๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน กลับกันออกจะดูแนวยินดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ
“สมน้ำหน้า ไอพวกสามกีบ”
“เ้าหน้าที่ทำถูกแล้ว แบบนี้แหละอาณาจักรจะได้ไม่วุ่นวาย”
“สะใจชะมัด ที่จริงทหารควรออกมายิงไอพวกสามกีบแมร่งให้หมดเลยนะ”
“นี่ๆ..ถ่ายรูปกับฉันหน่อยสิ ><”
“หยุดคุยกันแล้วตั้งใจทำความสะอาดดีกว่า ตอนนี้เรากำลังทำความดีล้างคราบเืเพื่อพ่อเชียวนะ”
ทุกคนตั้งใจทำความสะอาดล้างคราบเืบนพื้นถนนและซอกตึกกันต่อไป
#ณ โรงเรียน O-School ห้อง H 1/B#
“ชิ..โถ่วเอ้ยยยย..เจ็บใจนัก..”
‘ปึก’
เมลฟี่ทุบโต๊ะแล้วะโออกมา จนทุกคนหันมามอง
“จะ..ใจเย็นๆก่อนนะเมลฟี่”
เวสต้าพยายามห้ามเมลฟี่ให้หัวเย็นลง
ณ ตอนนี้เป็เวลา7โมงครึ่งหลังเข้าแถวเสร็จ ซึ่งยังเหลือเวลาอีก30นาทีก่อนจะถึงคาบโฮมรูมที่ต้องพบปะกับอาจารย์ที่ประจำชั้นสลิ่มเป็ประจำทุกเช้า
ในตอนเช้านี้เื่ที่คนส่วนใหญ่ในห้องคุยกันก็คือเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อคืน
“การประท้วงไม่ได้เกิดขึ้นมา20ปีแล้วนะ”
“นั่นสินะ..ั้แ่เกิดมาฉันเพิ่งเคยเจอครั้งแรกนี่แหละ”
“แต่พวกทหารองค์จักรพรรดิก็โหดจริงๆนะ ถ้าลองเป็ม็อบสลิ่มมาชุมนุมดูบ้างอยากรู้ว่าจะถูกยิงสมองไหลกลางสี่แยกแบบนี้ไหม”
“นี่แกจะบ้าหรือไง..ม็อบพวกนั้นเป็ม็อบมีเส้นนะ อีกอย่างม็อบฝั่งเหลืองมันก็ไม่ได้มีมานานมากแล้วด้วย เพราะตอนนี้องค์จักรพรรดิ์รวบอำนาจไว้หมดแล้ว ถ้าจะมีก็มีแต่ม็อบฝั่งประชาธิปไตยอย่างพวกเราเท่านั้นแหละ”
“จะม็อบฝั่งไหน ก็ไม่มีใครควรถูกยิงตายกันทั้งนั้นอะ อย่าลืมนะว่าถึงแม้จะเป็สลิ่มแต่คนพวกนั้นก็เป็มนุษย์เหมือนพวกเรา ฉะนั้นการยินดีกับความตายของเพื่อนมนุษย์หรือเพื่อนร่วมชาติถือเป็พฤติการณ์ที่น่ารังเกียจที่สุดเลย”
“ฉันเห็นด้วยกับที่เอแคร์พูดนะ เพราะจริงๆสลิ่มก็เป็มนุษย์เหมือนกับพวกเรา แต่แค่ถูกการโฆษณาชวนเชื่อขององค์จักรพรรดิ์รุ่นที่39ล้างสมองมาอย่างยาวนานเท่านั้นเอง”
“ล้างสมอง?..หมายความว่ายังไงอ่ะ?” มีนักเรียนคนหนึ่งสงสัย
“เห้ออ….ล้างสมองหมายถึง โฆษณาชวนเชื่อหรือเรียกย่อๆว่า PR ยังไงล่ะ ซึ่งย่อมาจาก Propaganda นั่นเอง"
“หา!?..แล้วมันทำกันยังไงล่ะไอ Propaganda เนี่ย ?”
“ง่ายๆเลย คือการป่าวประกาศโฆษณาตามทีวีและสื่อต่างๆว่าตัวเองเป็คนดีน่ะสิ ทั้งที่ไร้การพิสูจน์ ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ ถกเถียง วิจารณ์ หรือโต้แย้งใดๆ เพราะกฎหมายห้ามเอาไว้ และที่ต้องห้ามเอาไว้แบบนั้น เพราะการทำPRเป็การจัดฉากประเภทหนึ่งไงล่ะ แต่ด้วยความที่ออกตามสื่อทุกวันๆ มันเลยทำให้มีคนส่วนใหญ่ในยุคนั้นหลงเชื่อไปโดยปริยาย โดยไร้การพิสูจน์หรือโต้แย้งใดๆ”
“อ๋อ..งี้เองสินะ..เพราะแบบนี้ทั้งกฎหมายห้ามดูิ่,วิจารณ์ รวมทั้งกฎหมายห้ามเอาข้อมูลที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ราชวงศ์มาเปิดเผย และข้อบัญญัติทางรัฐสภาที่ห้ามอภิปรายเกี่ยวกับโครงการต่างๆของราชวงศ์ ทั้งที่โครงการพวกนั้นก็ใช้เงินภาษีเหมือนกัน ก็ควรที่จะเอาเข้าไปพูดในสภาได้ แต่ถูกห้ามเอาไว้เพราะโครงการพวกนี้เนื้อแท้มันคือการจัดฉากหลอกคนในอาณาจักรและหลอกแดกงบประมาณนี่เองสินะ”
“เธอไม่ต้องไปคิดเยอะถึงขนาดนั้นหรอก เอาง่ายๆเลยถ้าหากบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมถึงไม่กล้าให้เอาไปอภิปรายในสภาล่ะ ทำไมถึงไม่มีการวัดผลสัมฤทธิ์ ทำไมถึงไม่มีการตรวจสอบเื่ความคุ้มค่ากำไรขาดทุน ทำไมถึงไม่มีการดีเบตระหว่างนักวิชาการถึงผลดีผลเสียของโครงการแต่ละอัน
สิ่งที่เห็นได้โดยตรงคือการอวยออกสื่ออย่างเดียวจนเลี่ยนก็เท่านั้นเอง แถมใครที่ออกมาพูดถึงข้อมูลเชิงลบก็ถูกจับเข้าซังเตหรือไม่ก็ลี้ภัยจนหมด”
“เห้ออ..พูดมาซะยาว ความหมายของนายคือจะบอกว่าที่สลิ่มเชื่อว่าองค์จักรพรรดิรุ่นที่39,40 เป็คนดีก็เพราะPRสินะ ถ้างั้นแล้วทำไมพวกเราถึงไม่อินกับของพวกนั้นล่ะ? เพราะเราฉลาดกว่างี้หรอ?”
"ไม่ใช่เพราะพวกเราฉลาดกว่าหรอกนะ แต่เพราะพวกเราเกิดในยุคที่สื่อมันหลากหลายแล้วต่างหากล่ะ เพราะสื่อมันหลากหลายนี่แหละ มันเลยทำให้การใส่ร้าย หรือโฆษณาชวนเชื่อนั้นทำได้ยากยิ่ง เพราะทุกคนมีสื่ออยู่ในมือจึงสามารถเอาข้อมูลหลายๆอย่างมาถกเถียงหรือโต้แย้งถึงความสมเหตุสมผลกันได้”
"เอาตรงๆมันก็จริงแหะ ก็ถ้าพวกเราเกิดในยุคที่สื่อมีแค่ทางทีวีอย่างเดียว พวกเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นคลิป swimming pool ขององค์จักรพรรดิ์โอริเนียในโลกอินเตอร์เน็ตหรอก..ฮิฮิ..”
เด็กผู้ชายคนหนึ่งหัวเราะขำขันออกมา
“ฉันว่าพวกแกจะออกทะเลกันไปไกลแล้วนะ..สรุปแล้วการPRของราชวงศ์ มันเกี่ยวข้องกับสีตู่ผิง แล้วเกี่ยวกับสลิ่มในยุคปัจจุบันยังไง ฉันฟังแล้วงงไปหมด”
"ฉันจะอธิบายเองละกัน ถ้าอิงตามที่ศักติพูดก็คงจะประมาณนี้สินะ ทุกอย่างเริ่มขึ้นจากความเชื่อที่ว่าองค์จักรพรรดิรุ่นที่39เป็คนดี และ
เมื่อองค์จักรพรรดิรุ่นที่39เป็คนดี ฉะนั้น คนที่องค์จักรพรรดิ์รุ่นที่39หนุน ก็จะเป็คนดีด้วย
ซึ่งองค์จักรพรรดิรุ่นที่39หนุนทหารและระบอบเผด็จการขึ้นมา ฉะนั้นทหารและระบอบเผด็จการก็ต้องดีด้วย
เมื่อทหารและระบอบเผด็จการดี ฉะนั้นคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทหารและระบอบเผด็จการ ก็จะเลวไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้พวกสลิ่มส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยชอบหรือศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเท่าไรนัก และจะพยายามหาเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อมาดิสเครดิตระบอบนี้และสนับสนุนแิตัวเอง
เอ่อคำว่าระบอบเผด็จการในที่นี้ไม่ใช่แค่ทหารอย่างเดียว แต่รวมถึงพวกนายกฯพระราชทานในแต่ละยุคและพรรคการเมืองฝ่ายศักดินาที่องค์จักรพรรดิแต่ละรุ่นหนุนหลังอ้อมๆด้วยแหละนะ..ก็ทำนองนี้แหละ”
“ความหมายของนายคือจะบอกว่าองค์จักรพรรดิรุ่นที่39เป็บิดาต้นกำเนิดของสลิ่มงั้นหรอ?"
“ใช่แล้วล่ะ ถ้าเปรียบเทียบซุสคือเทพเ้ากรีกผู้อยู่จุดสูงสุดในหมู่เทพ ฉะนั้นองค์จักรพรรดิเฮริมันก็คือผู้อยู่จุดสูงสุดในหมู่สลิ่มนี่แหละ..ถ้าพวกเธอไม่เชื่อก็ลองไปเสิร์จในGoogleดูก็ได้ว่าสีเหลืองเป็สีของใคร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน แล้วทำไมฝั่งเผด็จการถึงชอบใช้สีนี้เป็สัญลักษณ์
แค่นี้ก็น่าจะรู้แล้วล่ะว่าใครอยู่เื้ัความชิบหายทั้งหมดของอาณาจักรนี้ รวมถึงเป็ผู้ให้กำเนิดทายาทอสูรอย่างจักรพรรดิองค์ที่40ด้วย"
“เหอะๆ..ลำดับความคิดได้ละเอียดดีนะ พูดกันมาซะยาว..แต่สำหรับฉันแล้วฉันจะเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์สำหรับคนที่เห็นคุณค่าในตัวมนุษย์และให้เกียรติในตัวมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ซึ่งสำหรับพวกสลิ่มแล้ว พวกนั้นเป็คนที่เห็นค่าของมนุษย์ไม่เท่ากัน และยินดีกับการตายของเพื่อนร่วมชาติแบบไม่ลังเล
สำหรับฉันเองก็ไม่คิดที่จะไปมองสลิ่มเป็มนุษย์ด้วยซ้ำ และถ้าพวกนั้นถูกยิงตายขึ้นมาบ้างฉันจะไม่รู้สึกเห็นใจเลยแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่เื่ประชาธิปไตยหรือเสรีภาพ แต่มันคือกฎแห่งกรรมที่คนพวกนั้นสมควรจะได้รับ”
หลายคนเงียบกริบและเริ่มพยายามจะเถียงสิ่งที่เด็กหนุ่มชื่อไมเนอร์พูด
ตอนนั้นเองมีเสียงตบโต๊ะดังขึ้นจากแถวหน้าสุด
เมื่อมองไปก็เห็นเด็กผู้หญิงผมสีชมพูหน้าตาแสนสวยคนหนึ่งกำลังคุยกับเด็กผู้ชายผมสีดำเข้ม
“จะ..ใจเย็นๆก่อนนะเมลฟี่..อย่าโมโหแบบนั้นสิ”
“นายจะไม่ให้ฉันโมโหได้ไงล่ะเวสต้า..ลองดูรูปนี้สิ”
เมลฟี่ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ผมดูในระยะที่เกือบจะแปะหน้าผม
ผมมองรูปในโทรศัพท์มือถือ ก็พบว่าเป็ข้อมูลของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง

ในภาพนั้นมีคนใส่ชุดสีเหลืองหมวกสีฟ้าและผ้าพันคอสีม่วงกำลังทำความสะอาดคราบเืด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบสุดๆ
ผมที่เห็นภาพนั้นก็รู้สึกโมโหไม่แพ้กัน จนต้องกำหมัดแล้วกัดฟันแน่น
ตอนนั้นเองมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งในห้องเดินเข้ามาหา
“นี่มีอะไรงั้นหรอ?”
“หือ?..เอ่อ..ก็ดูนี่สิ”
เมลฟี่ยื่นโทรศัพท์ให้ดู
ตอนนั้นเองเพื่อนในกลุ่มนั้นก็เืขึ้นหน้าไม่แพ้กัน
“นะ…นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ!”
“เห็นไหมล่ะ..เพราะงี้ฉันถึงบอกแต่แรกไงว่าไม่ควรไปให้ค่าพวกสลิ่มมันมาก สำหรับคนที่ไม่เห็นค่ามนุษย์ในความเป็มนุษย์ คนพวกนั้นก็ไม่ควรถูกเรียกว่ามนุษย์หรอก เพราะจิตใจพวกนั้นมันคือปีศาจยังไงล่ะ”
“นายก็พูดเกินไปไหม…ถ้าเป็แบบนั้นจริงๆคำพูดของนายก็ไม่ให้เกียรติความเป็มนุษย์เหมือนกันไม่ใช่หรอ ถ้างั้นนายก็ควรถูกเรียกว่าปีศาจด้วยน่ะสิ”
“พูดเกินไปงั้นหรอ? ถ้าหากพ่อแม่พี่น้องญาติ หรือคนที่รักของเธอถูกยิงตายข้างถนนแบบนี้บ้าง แล้วมีพวกสลิ่มมา Big Cleaning ทำลายหลักฐาน พร้อมกับยิ้มเริงร่าอยู่แบบนี้ เธอจะยืนยันคำพูดเดิมไหม?..เอแคร์”
“อะ..เอ่อ..เื่นั้นมันก็…”
เด็กสาวที่ชื่อเอแคร์ทำหน้าลำบากใจแล้วหลบหน้าไมเนอร์เล็กน้อย
“เอาเถอะ..เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและวันนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ เพราะพวกเรามันก็แค่มดตัวเล็กๆในอาณาจักรนี้เท่านั้น ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
เวสต้ากล่าวแบบนั้นด้วยใบหน้าเศร้าสลด
เมื่อบรรยากาศเริ่มหดหู่มากขึ้น เด็กผู้หญิงที่ชื่อเอแคร์ก็พยายามพูดเปลี่ยนบรรยากาศ
“เอ่อ..จะว่าไปพวกเราแต่ละคนยังไม่ค่อยรู้จักกันดีเลยสินะ ถ้าไงลองแนะนำตัวกันดีไหม? ฉันชื่อเอแคร์แล้วพวกเธอ2คนชื่ออะไรงั้นหรอ?”
“ฉันชื่อเวสต้า”
“ส่วนฉัน..เมลฟี่ ยินดีที่ได้รู้จักละกันนะ”
เพราะปัญหาเื่อาจารย์สลิ่มเมื่อวานทำให้เพื่อนในห้องยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย จึงทำให้คนที่รู้จักกันมีไม่ค่อยทั่วถึงและไม่ค่อยมากเท่าที่ควร
ตอนนั้นเองมีคนๆหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
“เอาล่ะ..สวัสดีนักเรียนที่น่ารักทุกคน…เอ่อไม่สิ..สวัสดีไอพวกสามกีบทั้งหลาย”
ใช่แล้วล่ะ…ถ้าสไตล์การแนะนำตัวที่คุ้นหูแบบนี้แค่ไม่ต้องมองหน้าก็รู้แล้วล่ะว่าเป็ใคร
เวสต้ากับเมลฟี่หันหน้ากลับไปทางกระดาน ส่วนนักเรียนคนอื่นๆก็กลับไปนั่งที่ของตัวเอง
เพราะคนๆนั้นคืออาจารย์ประจำชั้นหรืออาจารย์ที่ปรึกษาห้องเรายังไงล่ะ
“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ”
ทุกคนยืนขึ้นแล้วทำความเคารพด้วยปณิธานแห่งการ #อยู่เป็#