ผู้เฒ่าลู่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรส่งท้าย จึงตอบเพียง ‘อืม’ และยืนส่งแขก
นางซุนกระซิบถามเหอจิ่วเหนียง “เจ้าพูดเรื่องอะไรกับเขาหรือ?”
“ข้าบอกเรื่องนักฆ่าเหล่านั้นให้เขาฟังเจ้าค่ะ”
ลู่จิ้งซวนที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินจึงเอ่ยเสียงเบา “หวังว่าคุณชายฉินผู้นี้จะเป็นคนดีเก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจ ไม่ปล่อยให้โจรใจเหี้ยมพวกนั้นทำลายแผ่นดินเป่ยเหยียนของเรานะ”
นางหยูเข้ามาสมทบ “ดูเขารีบร้อนกลับจิงโจวเช่นนี้ คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้หรอก”
คนอื่นเห็นครอบครัวลู่กระซิบกระซาบกันก็รู้สึกสงสัย แต่รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรรู้ จึงไม่มีใครเข้าไปขัดจังหวะ
ชายชรารู้สึกบางอย่างในใจ “คุณชายฉินผู้นี้ช่างเป็นคนดีจริง ๆ ทุกครั้งที่เจอเขาจะเกิดเรื่องดีกับพวกเราเสมอ!”
สองสะใภ้ใหญ่รองได้ยินพ่อสามีกล่าวเช่นนี้ก็หัวเราะเบา ๆ จริงดังที่ท่านพ่อว่า ครั้งแรกที่เจอคุณชายผู้นี้ก็ได้เงินมาจากเขาตั้งมากมาย เจอกันครั้งนี้เขาก็บอกข่าวสำคัญกับพวกตน ทั้งยังมอบป้ายหยกให้อีก เห็นได้ชัดว่านี่คือความโชคดีที่สะใภ้สามนำพามา!
“ท่านอาสาม เช่นนั้นเราจะเปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่จิงโจวใช่หรือไม่ขอรับ?”
ลู่ฟู่กุ้ยถามแทนทุกคน ชายชราพยักหน้า “หากพวกเจ้าไม่อยากเข้าร่วมกองทัพก็มีแค่ทางเดียวคือไปจิงโจวแล้ว ส่วนสถานการณ์ที่นั่นจะเป็นเช่นไร ไปให้ถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
หากไม่ได้ครอบครัวลู่ ชาวบ้านกลุ่มนี้คงไม่มีทางไปและทำได้แค่ตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดตาย แต่ตอนนี้ครอบครัวลู่มีหนทางรอดให้ พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมกองทัพแน่นอน แม้ตอนนี้จะติดหนี้ครอบครัวลู่ แต่ตราบใดที่ได้โอกาสตั้งตัว พวกเขาสามารถชดใช้คืนให้ได้ทั้งหมดแน่นอน
พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้าน และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว หากเข้าร่วมกองทัพแล้วคนในครอบครัวจะใช้ชีวิตอย่างไร
“พวกเราต้องร่วมทางไปกับครอบครัวอาสามอยู่แล้ว แต่พวกเราจะตบตาทหารเฝ้าประตูเมืองได้จริง ๆ หรือขอรับ?”
ลู่ฟู่กุ้ยไม่มั่นใจนัก เอ่ยจบก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่พูดไปไม่เหมาะสม จึงรีบอธิบายต่อ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อน้องสะใภ้สามนะขอรับ เพียงแต่ป้ายห้อยเอวที่คุณชายผู้นั้นมอบให้อาจจะใช้ได้แค่กับจิ้งซวนและเหอหรง แต่กับพวกเรากลุ่มใหญ่คงใช้ไม่ได้กระมัง…”
จิ้งซวนก็คือบุตรชายคนโต และเหอหรงก็คือบุตรชายคนรองของผู้เฒ่าลู่และนางซุนนั่นเอง เนื่องจากลู่ฟู่กุ้ยอายุมากกว่า จึงเรียกทั้งสองคนเพียงชื่อเท่านั้น
ผู้เฒ่าลู่นิ่งเงียบไป สิ่งที่ลู่ฟู่กุ้ยกังวลนั้นสมเหตุสมผล เขาเองก็ไม่รู้ว่าป้ายห้อยเอวนี่มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด พวกเขาเป็นคนพาทุกคนไป หากมีคนเข้าประตูเมืองไปกับพวกตนไม่ได้คงน่าปวดใจยิ่งนัก
เมื่อไม่อาจตัดสินใจได้ ชายชราจึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงทันที ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งครอบครัวยินดีให้สะใภ้สามเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่องแล้ว
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” เหอจิ่วเหนียวเอ่ย “ต่อให้ถูกจับได้ แต่หากเห็นแก่หน้าของเจ้าของป้ายห้อยเอวนี่ ทหารก็ไม่กล้าทำให้พวกเราลำบากใจหรอก”
สิ่งที่นางคิดคือ หากผ่านประตูเมืองเข้าไปไม่ได้จริง ๆ นางจะซื้อม้าให้พวกเขาสองตัวและส่งพวกเขาไปค่ายทหาร เช่นนี้นับว่าเป็นการขอโทษพวกเขาแล้ว อย่างไรเสียครอบครัวนางก็ไม่ได้ติดค้างอะไรคนพวกนี้
“นั่นสิ ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” นางซุนคล้อยตาม “พวกเจ้านี่จริง ๆ เลย เจ้าตัวไม่เห็นเป็นเดือดเป็นร้อน แต่ร้อนใจคิดแทนเขาไปเสียหมดแล้ว หากยินดีร่วมทางไปกับพวกข้าก็ไป หากไม่ไปพวกเจ้าจะเลือกไปไหนก็ไปเถอะ ตอนนี้พวกเรากำลังลี้ภัย ข้าแก่ปูนนี้แล้วไม่อยากเถียงกับพวกเจ้า!”
ด้วยอุปนิสัยของหญิงชรา ทันทีที่วาจาโผงผางถูกเปล่งออกมาจากปากนางก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก และทุกคนก็ตัดสินใจติดตามครอบครัวลู่ไป
“ท่านย่าดุมาก!”
โก่วเอ๋อร์เห็นผู้ใหญ่คุยกันก็เอามือป้องปากกระซิบกับถิงยาโถว เด็กหญิงเอามือป้องปากแอบหัวเราะ ทำเอาผู้ใหญ่หลายคนหัวเราะไปด้วย
แน่นอนว่าคนที่หน้าบูดบึ้งก็คือนางซุน หญิงชรายื่นนิ้วออกไปจิ้มศีรษะหลานชายจอมซนพลางเอ็ดไม่จริงจัง “ความรักความเอ็นดูที่ข้ามีต่อเจ้าทุกวันนี้มันสูญเปล่าจริง ๆ สินะ!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเช่นกัน นางซุนทำใจตำหนิหลานตัวเองไม่ได้จึงหันไปหาทางลง “หัวเราะอะไร เจ้าเองก็คิดว่าข้าดุอย่างนั้นหรือ?”
“เปล่า ข้าเปล่านะเจ้าคะ!” เหอจิ่วเหนียงรีบปฏิเสธ “อย่างท่านแม่เขาเรียกว่าฉลาดและไหวพริบดีเจ้าค่ะ! หากเมื่อครู่ท่านแม่ไม่พูดแบบนั้น คนเหล่านี้ก็คงเค้นถามท่านพ่อกับพวกพี่ใหญ่ไม่เลิกแน่ ท่านแม่เก่งที่สุดเจ้าค่ะ!”
คำประจบประแจงเพียงประโยคสองประโยคทำให้หญิงชรารู้สึกภูมิใจเล็กน้อย “นับว่าเจ้ารู้จักเอาตัวรอดเหมือนกันนะ!”
นางหยูและนางฉินเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะด้วย แม้แต่เหลียนฮวาเองก็เอามือป้องปากแอบหัวเราะ พลางคิดในใจ
…บรรยากาศของครอบครัวท่านอาเล็กดีมากจริง ๆ แม้นางจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ถูกเลือกปฏิบัติเลย นางชอบครอบครัวของท่านอาเล็กมาก วันข้างหน้าจะต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณพวกเขาอย่างดีที่สุดแน่นอน
.
ทุกคนเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าสู่จิงโจว นางหยูกล่าว “หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ บางทีฮูหยินเจียงอาจจะรอพวกเราอีกสองสามวันก็ได้! ตอนที่ฮูหยินเจียงไป ข้าเห็นนางรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนกันนะ”
เจียงรั่วหย่ากินอาหารรสมือครอบครัวลู่มาหลายมื้อ นางหยูรู้สึกปลาบปลื้มใจมาก แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา และไม่เคยพูดคุยกับฮูหยินเจียงเลย แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีคนโปรดปรานอาหารฝีมือนางมากขนาดนี้ นางหยูรู้สึกอิ่มใจจริง ๆ
“พอได้แล้ว คนสูงศักดิ์แบบนั้นไม่ใช่คนที่ชาวนาอย่างพวกเราจะปีนขึ้นไปหาได้ นางดูแลพวกเรามาตลอดทางก็มากพอแล้ว ความคิดใดที่ไม่สมควรก็อย่าคิดอีกเลย”
นางซุนตักเตือนลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่อยากให้นางทำเรื่องที่อาจก่อให้เกิดปัญหา
นางหยูพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มพลางอธิบาย “ท่านแม่ ข้ารู้ดีเจ้าค่ะ ข้าก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง”
ตลอดมานางซุนเป็นใหญ่ในครอบครัว จึงไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับนาง แต่หลังจากที่สะใภ้สามเอาชีวิตรอดกลับมาก็หยอกล้อหญิงชราอยู่เสมอ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่มีมาตลอดพลันเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น และทำให้นางหยูและนางฉินได้รู้ว่า แท้จริงแล้วแม่สามีของตนไม่ได้ดุอย่างที่แสดงให้เห็นภายนอก บางครั้งที่นางแสดงความร้ายออกมาก็เพื่อปกป้องครอบครัวเท่านั้น
ดังนั้นสองสะใภ้ใหญ่รองจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายขึ้น และเริ่มหยอกเย้าผู้เป็นใหญ่ในบ้านบ้างบางครั้ง
นางซุนพึงพอใจ และเดินหน้าต่อด้วยความภาคภูมิ สะใภ้ทั้งสามหันสบตากันและลอบหัวเราะ
.
หนึ่งเดือนผ่านเลยไป ในที่สุดชาวบ้าตระกูลลู่ก็เดินทางเข้าสู่เขตแดนจิงโจว
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างราบรื่น ระหว่างทางไม่พบเจอปัญหาใดเลย หากจะเจอก็เป็นกลุ่มคนที่อนาถและอ่อนแอกว่า เช่นแม่ม่ายและเด็กกำพร้าที่เห็นพวกเขาแล้วกลับกลายเป็นหวาดกลัว
ยิ่งเดินทางใกล้ถึงจิงโจวมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นความเขียวขจีของพืชพันธุ์ ทรัพยากรระหว่างทางก็มีไม่ขาดแคลน ส่งผลให้เหอจิ่วเหนียงสบโอกาสนำสิ่งของออกมาจากห้วงมิติแบ่งให้ทุกคนถึงสองครั้ง กระทั่งเดินทางมาถึงหุบเขาที่อยู่ห่างจากเมืองจิงโจวประมาณสิบลี้
ตลอดการเดินทางคนกลุ่มนี้ไม่เพียงไม่ซูบผอมเท่านั้น ใบหน้ากลับยังมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงให้ผู้เฒ่าลู่ประกาศกับทุกคนว่าจะพักค้างคืนกันที่หุบเขาแห่งนี้ เช้าวันรุ่งจึงจะเดินทางเข้าเมือง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อของที่จำเป็น กลับมาข้าจะปลอมตัวให้ทุกคน เช่นนี้ก็มั่นใจแล้วว่าทุกคนจะเข้าเมืองได้”
เหอจิ่วเหนียงส่งตัวบุตรชายให้นางซุน นางฉินและนางหยูขันอาสา “น้องสะใภ้สาม ให้เราสองคนไปเป็นเพื่อนเถอะ อย่างน้อยเจ้าจะได้มีคนช่วย”
“นั่นสิ พวกผู้ชายก็มีกันเยอะแยะจะให้ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าไปเสี่ยงอันตรายลำพังได้อย่างไร เรียกพวกผู้ชายไปกับพวกเจ้าด้วยเถอะ!”
นางซุนเองก็เป็นห่วงเช่นกัน แม้ตลอดการเดินทางจะไร้อุปสรรค แต่ใครจะรู้ว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ สตรีไปกันเพียงลำพังมีแต่อันตราย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ทั้งสองอยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่และเด็ก ๆ ที่นี่เถอะ ข้าไปคนเดียวสะดวกกว่า ท่านแม่ อย่าลืมสิเจ้าคะว่าข้าเคยบุกรังโจรคนเดียวมาแล้ว!”
ขณะเอ่ยสตรีห้าวหาญยังยืดอกเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ นางซุนไม่พอใจอย่างยิ่ง ยกมือตีไหล่คนอวดเก่งทันที “ยังมีหน้ามาพูดอีก! เจ้าเป็นผู้หญิงทำเรื่องเสี่ยงอันตรายคนเดียวเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ!”
.
.
.