ที่บริษัทยังมีงานอีกมากมายกำลังรอให้ลู่เป๋าเหยียนเข้าไปจัดการหลังลงมาข้างล่าง เขาจึงหยิบกุญแจรถเตรียมตัวออกจากบ้านทันที
“แม่ครับวันนี้ผมคงกลับดึก ไม่ต้องรอนะครับ”
ถังอวี้หลันรู้ดีว่าลูกชายของตนงานเยอะจึงพยักหน้าตอบรับ
“ไปเถอะจ้ะเดี๋ยวแม่อยู่เป็นเพื่อนเจี่ยนอันเอง”
แต่ในขณะนี้สมองของซูเจี่ยนอันมีเพียงคำว่า คืนนี้ คืนนี้...นอนห้องเดียวกัน...เตียงเดียวกัน...
ถังอวี้หลันเห็นสีหน้าซูเจี่ยนอันดูแปลกไปจึงถามอย่างสงสัย
“เจี่ยนอันช่วงนี้เป๋าเหยียนกลับดึกบ่อยงั้นเหรอจ๊ะ”
“อะไรนะคะ?”ซูเจี่ยนอันส่ายหน้าหลังเรียกสติตัวเองกลับคืนมาได้
“เปล่าคะเขาตรงกลับบ้านทันทีที่เลิกงานทุกวันค่ะ เว้นแต่งานเยอะจริงๆ”
“งั้นก็แล้วไปพวกลูกเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน เป๋าเหยียนทำโอทีแบบนี้บ่อยๆ คงไม่ดีเท่าไรพวกลูก...”
เห็นได้ชัดว่าถังอวี้หลันมีเรื่องอยากจะถามซูเจี่ยนอันแต่ก็อ้ำอึ้งอยู่นานเพราะไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี ซูเจี่ยนอันจึงยิ้มก่อนจะเอ่ย
“แม่อยากถามอะไรหนูหรือเปล่าคะถามมาได้เลยค่ะ”
ถังอวี้หลันยิ้มก่อนจะถาม“ที่จริงแม่อยากจะถามว่า พวกลูกได้วางแผนว่าจะมีลูกเมื่อไรกันบ้างหรือยังหนูยังเด็ก เป๋าเหยียนก็ยังไม่อยู่ในวัยที่ต้องรีบร้อนอะไร แม่เองก็ไม่อยากเร่งแค่อยากจะถามหนูว่าได้คิดเรื่องนี้เอาไว้บ้างแล้วหรือเปล่า”
ช่วงก่อนที่ถังอวี้หลันยังไม่คิดจะถามเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะอยากรอให้ความสัมพันธ์ของลู่เป๋าเหยียนกับซูเจี่ยนอันมั่นคงเสียก่อน ซึ่งตอนนี้เธอเห็นแล้วว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดีแค่ไหนถ้ามีลูกตอนนี้ ครอบครัวน้อยๆ ก็จะสมบูรณ์สักทีความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนก็จะยิ่งมั่นคงหนักแน่นขึ้นอีก
แต่ในความเป็นจริงซูเจี่ยนอันไม่เคยกล้าคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
เธอกับลู่เป๋าเหยียน...จะไปมีลูกด้วยกันได้อย่างไร?
“เอ่อ แม่คะ...เรื่องนี้พวกเราคงรออีกสักสองปีค่อยคุยกันน่ะค่ะ”พูดจบเธอก็หน้าแดงขึ้นมา
“ยังจะเขินอยู่อีกหนูแต่งงานแล้วนะจ๊ะ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องอายไปหรอกลูก” ถังอวี้หลันยิ้มขำ“คราวที่แล้วเป๋าเหยียนก็บอกแม่เหมือนกันว่าคงรออีกสองปีค่อยคิดดูท่าพวกลูกคงปรึกษากันไว้แล้ว งั้นแม่จะไม่ถามอีกเรื่องมีลูกแม่ตามใจพวกเราแล้วกันตอนนี้แม่ขอแค่พวกลูกใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขก็พอ”
คนแก่มักจะอยากได้หลานมาอุ้มเล่นคลายเหงาถังอวี้หลันเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เรื่องนี้ซูเจี่ยนอันรู้ดี แต่ถึงอย่างนั้นถังอวี้หลันเองก็ไม่อยากเอาเรื่องนี้มาผูกมัดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของเธอกับลู่เป๋าเหยียนเอาไว้
นอกจากจะซาบซึ้งในความเมตตาของถังอวี้หลันแล้วซูเจี่ยนอันก็หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม เธอยกมือสัมผัสใบหน้าตัวเองที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนั้นเองชุดราตรีของซูเจี่ยนอันก็ถูกส่งมาที่บ้าน ถังอวี้หลันรีบเดินไปดูอย่างตื่นเต้นเธอแกะชุดออกมาดูอย่างละเอียดพลางยิ้ม
“เหมาะกับหนูมาก”พูดจบถังอวี้หลันก็หันไปถามผู้ช่วยดีไซเนอร์
“นี่เป็นชุดสั่งตัดพิเศษเพราะฉะนั้นมันควรจะมีแค่ชุดเดียวในโลก คุณมั่นใจนะว่าจะไม่ไปซ้ำกับของใคร”
ผู้ช่วยดีไซเนอร์อดคิดถึงหานรั่วซีแต่เมื่อพิจารณาจากแบบและดีไซน์ที่ไม่เหมือนกันเลย เธอจึงพยักหน้า
“ใช่ค่ะ คุณนาย”
ถังอวี้หลันหยิบชุดไปทาบตัวซูเจี่ยนอัน
“คืนวันพรุ่งนี้ลูกสะใภ้ของฉันจะต้องสวยจนคนตะลึงทั้งงานแน่ๆ”
พูดจบถังอวี้หลันก็ยื่นชุดให้ป้าหลิวนำไปแขวนไว้ในห้องของซูเจี่ยนอัน
คนรับใช้ในบ้านทุกคนต่างรู้ดีว่าลู่เป๋าเหยียนกับซูเจี่ยนอันมีเรื่องบางอย่างที่กำลังปิดบังถังอวี้หลันอยู่เพื่อไม่ให้ความแตก ป้าหลิวจึงนำชุดไปแขวนไว้ที่ห้องของลู่เป๋าเหยียน
ซูเจี่ยนอันไม่ได้ว่าอะไรอย่างมากพรุ่งนี้เธอแค่เข้าไปเอาชุดในห้องเขาก็เท่านั้น
และแล้วลู่เป๋าเหยียนกลับมาไม่ทันกินข้าวเย็นอย่างที่บอกหลังมื้อเย็นซูเจี่ยนอันและถังอวี้หลันก็นั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันในห้องรับแขกจนกระทั่งสามทุ่มกว่าลู่เป๋าเหยียนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา
ซูเจี่ยนอันรู้ดีว่าถังอวี้หลันเป็นคนนอนเร็วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“แม่ไปนอนก่อนเถอะค่ะ”
“ถ้าแม่เห็นเป๋าเหยียนออกจากบ้านไปแต่ไม่เห็นตอนเขากลับมา แม่รู้สึกไม่วางใจยังไงก็ไม่รู้ตอนที่บริษัทเพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ เป๋าเหยียนมักจะโหมงานยันดึกดื่นแม่เองก็นอนไม่หลับเลยทั้งคืน...” ถังอวี้หลันพูดพลางถอดแว่นสายตาออก“นี่แหละสาเหตุที่แม่ไม่ยอมมาอยู่บ้านนี้กับเขา เจี่ยนอัน หนูลองโทรถามเขาสิว่าจะกลับมาเมื่อไร”
ซูเจี่ยนอันนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาลู่เป๋าเหยียน
เสียงสัญญาณดังขึ้นไม่นานเขาก็รับสายซูเจี่ยนอันพูดอ้ำอึ้ง
“นายจะกลับมาตอนไหน? แม่ไม่เห็นนายกลับมาสักทีท่านนอนไม่หลับ”
“ที่บริษัทยังมีงานต้องเคลียร์ประมาณเที่ยงคืนถึงจะกลับไปได้” ลู่เป๋าเหยียนตอบ “เธอบอกแม่ให้เข้านอนก่อนเลย”
“โอเค งั้น...นายทำงานต่อเถอะ”
ซูเจี่ยนอันวางสายก่อนจะบอกถังอวี้หลันไปตามจริง
ถังอวี้หลันถอนหายใจ“งานยุ่งแบบนี้ แม่ล่ะกลัวจริงๆ ว่าเป๋าเหยียนจะเหนื่อยจนป่วยไข้บางครั้งแม่ก็อยากให้เขาเป็นแบบพ่อ เปิดแค่สำนักงานเล็กๆหาเงินพอกินพอใช้ก็พอแล้ว”
“แม่คะตอนนี้ธุรกิจของเครือลู่มีขนาดใหญ่มาก เรื่องบางเรื่องเขาอาจจะทำตามใจมากไม่ได้”ซูเจี่ยนอันประคองถังอวี้หลันขึ้นบันไดไป
“อย่าเป็นห่วงไปเลยค่ะบริษัทใหญ่ขนาดนี้เขายังดูแลได้ เรื่องสุขภาพเขาก็ต้องดูแลได้ดีจริงไหมคะอีกอย่างยังมีหนูอยู่ทั้งคน เพราะฉะนั้นแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ เข้านอนเถอะค่ะ”
ถังอวี้หลันพยักหน้าอย่างภูมิใจในตัวลูกสะใภ้
“งั้นหนูก็รีบนอนเถอะนะ”
ซูเจี่ยนอันช่วยปิดประตูห้องให้ถังอวี้หลันก่อนจะเดินไปยังห้องนอนของตนแต่ระหว่างทางก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตนต้องไปนอนที่ห้องลู่เป๋าเหยียนจึงเปลี่ยนทิศเดินไปอีกทาง
ข้าวของของเธอที่ลู่เป๋าเหยียนช่วยหยิบมาให้เมื่อช่วงบ่ายยังคงอยู่ในตะกร้าซูเจี่ยนอันค่อยๆ นำพวกมันออกมา ก่อนจะนำไปวางไว้ตามที่ต่างๆ ที่ควรจะเป็นห้องนอนของลู่เป๋าเหยียนจึงเริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้าง
ห้องนอนของเขานอกจากผนังแล้วส่วนอื่นถูกตกแต่งโดยใช้โทนสีดำเป็นหลักขนาดของใช้ส่วนตัวบางอย่างของเขาก็ยังเป็นสีดำแต่เมื่อข้าวของขวดเล็กขวดน้อยของซูเจี่ยนอันถูกนำไปวางไว้ ก็ทำลายบรรยากาศทึมๆ เหล่านี้ไปจนหมด
เธอกับลู่เป๋าเหยียนช่างต่างกันเหลือเกิน
หลังจัดของเสร็จซูเจี่ยนอันก็หยิบชุดนอนเข้าไปอาบน้ำ
เพื่อไม่ให้ลู่เป๋าเหยียนเข้าใจผิดเธอจึงหยิบชุดนอนผ้าฝ้ายแสนมิดชิดออกมา แต่เพราะเธอใช้มือไม่ค่อยถนัดทำให้ถอดเสื้อผ้าได้อย่างยากลำบาก ถอดไปถอดมาก็เผลอไปโดนแผลเข้าให้จนเจ็บน้ำตาซึม
เธอหมดอารมณ์จะจัดเก็บเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยจึงโยนเข้าไปในตะกร้าผ้าที่ใช้แล้ว ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนไปหลังอาบน้ำเสร็จ
ห้องนอนของเขาดีไซน์ค่อนข้างเรียบง่ายในห้องมีเพียงเตียงขนาดใหญ่ราวสองเมตรตั้งตรงอยู่กลางห้องเท่านั้นที่เป็นจุดเด่นซูเจี่ยนอันเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะปีนขึ้นไปนอน
หมอนและผ้าห่มยังคงมีกลิ่นอายของเขาหลงเหลืออยู่ซูเจี่ยนอันไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นสาวโรคจิตไปตั้งแต่เมื่อไร เธอหยิบมันขึ้นมาดมก่อนหัวใจจะเริ่มเต้นแรง
และกอดผ้าห่มเอาไว้แน่นก่อนจะหลับตาลง
ส่วนเรื่องที่ว่าลู่เป๋าเหยียนจะกลับบ้านไหมจะเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่านั้นซูเจี่ยนอันไม่ได้คิดฟุ้งซ่านเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเธอคือสามีภรรยากันในสายตาคนนอก พวกเธอดูรักกันดี ถ้าไม่มีเรื่องขัดแย้งอะไรสักอย่าง...ก็คงจะแปลกเกินไปจริงไหม?
คิดได้ดังนั้นซูเจี่ยนอันก็หลับไปอย่างสบายใจ
กว่าลู่เป๋าเหยียนจะกลับมาก็เที่ยงคืนแล้วเมื่อเข้ามาในห้อง ก็เห็นซูเจี่ยนอันหลับอยู่บนเตียงของเขาน่าแปลกที่วันนี้เธอไม่เตะผ้าห่มออก แถมนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างเรียบร้อยมีเพียงศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา ลมหายใจของเธอเป็นจังหวะแผ่วเบานอนหลับปุ๋ยราวกับเด็กน้อย
ภาพดังกล่าวโจมตีหัวใจของลู่เป๋าเหยียนไม่น้อยเขาเดินเข้าไปจ้องเธอใกล้ๆ แพขนตางอนยาวที่อยู่บนเปลือกตาของเธอราวกับปีกนกที่ทำให้เธอสามารถโบยบินจากเขาไปได้ทุกเมื่อ
เขาค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกก่อนจะเห็นแขนขวาที่ถูกเธอล้างคราบยาไปจนหมดสิ้น
กะแล้วเชียวว่าเธอจะต้องลืมทายา...
คนซุ่มซ่ามไม่รอบคอบแบบนี้เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเธอใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกคนเดียวได้อย่างไร
ลู่เป๋าเหยียนหยิบยาที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงก่อนจะช่วยพ่นยาให้เธอ อาจเพราะยามีฤทธิ์เย็น ซูเจี่ยนอันจึงขยับแขนหนีเขาจึงดึงมือเธอกลับมา
“อยู่นิ่งๆ สิ”
เธอหยุดนิ่งในทันทีก่อนจะปล่อยให้เขาพ่นยาอย่างว่าง่าย
ลู่เป๋าเหยียนกำลังจะยกผ้าห่มคลุมตัวเธอดังเดิมแต่จู่ซูเจี่ยนอันกลับนอนดิ้นเตะผ้าห่มไปอีกทางพลางบ่นงึมงำราวกับกำลังฝันเรื่องอะไรสักอย่าง
ขาเรียวยาวที่โผล่ออกมาเมื่อค่อยๆ มองไล่ขึ้นไป ก็จะเห็นเรือนร่างอันงดงามของเธอ
ลู่เป๋าเหยียนลอบกลืนน้ำลายเขารีบห่มผ้าให้ซูเจี่ยนอัน ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว
ห้องน้ำของเขามีขนาดใหญ่ก็จริงแต่โดยปกตินอกจากของใช้และอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ในห้องน้ำแล้วเขาไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมายแต่วันนี้ในห้องน้ำแสนกว้างกลับมีข้าวของของซูเจี่ยนอันวางเอาไว้เต็มไปหมดของใช้หลากหลายสีสันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกับกลิ่นอายของเธอทำให้บรรยากาศของห้องน้ำนั้นดูสดใสขึ้นกว่าเดิม
ที่จริงเขาไม่ชอบสิ่งของสีสดๆและยิ่งไม่ชอบใจหากมีของมากมายวางระเกะระกะอยู่แบบนี้แต่น่าแปลกก็ที่วันนี้เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจมัน
หลังอาบน้ำเสร็จลู่เป๋าเหยียนก็เดินกลับมาในห้องนอน แล้วก็พบว่าซูเจี่ยนอันนอนดิ้นจนผ้าห่มมากองรวมกันอยู่ที่เอวเขาขึ้นไปนอนบนอีกฝั่งของเตียง และจะหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เธอราวกับซูเจี่ยนอันรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ เธอพลิกตัวเขยิบเข้าหาเขาในทันที
เธอขยับมาซบข้างกายเขาราวกับเด็กน้อยที่กำลังหลบพายุฝนลมหายใจของเธอดูสบายใจไร้กังวล
ไม่ว่าเธอจะคิดพึ่งพาเขาจริงหรือไม่แต่เมื่อเห็นภาพดังกล่าวความอบอุ่นก็แทรกซึมเข้ามาในจิตใจของลู่เป๋าเหยียนจนหัวใจอ่อนยวบ
เขาตะแคงตัวหันข้างเล็กน้อยซูเจี่ยนอันเขยิบเข้ามาในอ้อมกอดของเขาในทันที เขายื่นแขนโอบเอวบางของเธอพลางรู้สึกว่าคนตรงหน้าเขานี่แหละที่เข้ามาเติมเต็มโลกทั้งใบของเขา
ทำไมโลกใบนี้ถึงมีคนแบบนี้อยู่กันนะ? คนที่สามารถทำให้เขาโมโหในชั่วพริบตาแต่ในวินาทีต่อมาก็ทำให้เขาสงบลงได้ ทั้งที่เธอยังไม่ทันทำอะไรแต่ในบางครั้งเขากลับรู้สึกว่า เธอคนนี้คือคนที่ให้โลกทั้งใบกับเขา
ซูเจี่ยนอันเหมือนจะรู้ว่าลู่เป๋าเหยียนกำลังถอนหายใจเธอดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของเขาเล็กน้อยราวกับจะประท้วงลู่เป๋าเหยียนจึงกอดเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม
ทั้งที่รู้ดีว่าเธอกำลังนอนฝันอยู่ตรงนี้ ไม่มีทางหนีไปไหนได้แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้แรงกอดเธอเอาไว้แน่น
ในเมื่อเธอเป็นคนเข้ามาหาเขาก่อนงั้นก็อย่าหาว่าเขาไม่ยอมปล่อยมือจากเธอแล้วกัน
...
หลายชั่วโมงให้หลังพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ ขึ้นจากทางทิศตะวันออก ก่อนท้องฟ้าจะเริ่มส่องสว่าง
ซูเจี่ยนอันสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาโดยลืมเรื่องที่ตนกำลังนอนอยู่ในห้องของลู่เป๋าเหยียนและเรื่องที่ตนแขนเจ็บอย่างสิ้นเชิง เธอพลิกตัวอย่างไม่ระวังจึงเผลอไปโดนแผลของตัวเอง
“โอ๊ย!”เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นก่อนเจ้าตัวจะตื่นเต็มตา
“โง่จริงๆ” ลู่เป๋าเหยียนตลบผ้าห่มออก“ลุกขึ้น”
เดิมทีซูเจี่ยนอันกำลังทำท่าอยากจะร้องไห้แต่เมื่อได้ยินเสียงของลู่เป๋าเหยียนก็ตกใจจนลืมความเจ็บปวดไปจนหมดเธอหันหน้าไปหาเขาอย่างตื่นตระหนก
เขาจริงด้วย!
“นาย...”เธอกำลังจะถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ในห้องเธอแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานถังอวี้หลันมาที่นี่ จึงรีบเปลี่ยนคำพูดกลางคัน
“นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”