บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 ระดับตำนาน

            ยังไม่ทันเริ่มประลองตระกูลเสินเซิ่งก็สูญเสียความมั่นใจไปเสียแล้ว

            อย่างไรก็ตาม ตระกูลเสินเซิ่งไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อีกแล้วต่อให้ต้องเสียหน้าเสียเกียรติก็ไม่มีความหมายนั่นเป็นเงินถึงสามร้อยล้านเหรียญจิตอสูรเชียวนะ!

            เวลานี้ผู้ชมบนอัฒจันทร์พากันวิพากษ์วิจารณ์

            “ต่อให้มีโชคระดับท้ายสวรรค์ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะชนะแล้ว!”

            “ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองหนึ่งดาวและยังกินยาเสริมพลังจิตอสูรไปอีกตั้งสองเม็ด เนี่ยหลีแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยแน่ๆ!”

            เวลานี้ กระทั่งเนี่ยไห่ เนี่ยเอินและคณะต่างก็ไม่คาดหวังกับเนี่ยหลีแล้วไม่ว่าอย่างไร คู่ต่อสู้ก็แข็งแกร่งเกินไป

            “ข้าพนันข้างตระกูลเสินเซิ่งทั้งสามรอบในที่สุดก็จะสามารถชนะได้สักตาแล้วกระมัง?”

            “การประลองสองรอบแรกน่าเจ็บใจเกินไปจริงๆ รอบนี้ข้าจะต้องเอาคืนได้แน่ๆ!”

            “ข้ายังคงพนันข้างเนี่ยหลีดีกว่าข้ายังรู้สึกอยู่ว่าเนี่ยหลีจะสามารถชนะได้! เด็กคนนี้ประหลาดจริงๆ! ถึงหากรอบนี้จะแพ้ แต่สองรอบแรกข้าก็ได้กำไรมาแล้ว!”

            บนลานประลอง เสิ่นเซี่ยวเตรียมตัวพร้อมแล้ว เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ทรงอานุภาพกระจายตัวออกมารายล้อมรอบตัว

            ตูม ตูม ตูม!

            พื้นลานประลองถูกฤทธิ์ของเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ทรงอานุภาพชุดนี้กระทบเข้าบังเกิดรอยแตกร้าวกระจายตัวออกไปตามพื้นราวกับใยแมงมุม

            เสิ่นเซี่ยวย่างสามขุมทีละก้าวๆ เข้าหาเนี่ยหลี

            เวลานี้ เนี่ยหลียิ้มบางๆ หลอมรวมกับแพนด้าเขี้ยวเสือของตน “หากพวกเจ้าละเลยพลังของแพนด้าเขี้ยวเสือของข้าแล้วละก็ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์แล้ว!”

            พื้นที่ควบคุมแรงโน้มถ่วง!

            เนี่ยหลีร้องฮึเย็นชาคำหนึ่งพื้นที่แรงโน้มถ่วงไร้รูปเริ่มก่อตัวขึ้นโดยรอบ ห่อหุ้มรอบตัวเสิ่นเซี่ยว

            เสิ่นเซี่ยวพลันรู้สึกถึงแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าก้าวย่างแต่ละก้าวกลับกลายเป็นความยากลำบากเพิ่มขึ้นเป็นอันมากใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลังของเนี่ยหลีที่แท้ไม่ธรรมดาเลย

            ที่แท้เขามีเคล็ดวิชาควบคุมแรงโน้มถ่วงที่หาได้ยากยิ่งเสิ่นเซี่ยวเก็บความดูแคลนในใจคืนกลับ สีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

            ตูม! ตูม! ตูม!

            สองเท้าของเสิ่นเซี่ยวจมลึกลงไปในพื้นลานประลองพลังน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้ผู้คนพากันตกตะลึงในทันทีที่เห็น

            “ช่างแข็งแกร่งนัก! พลังของผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองหนึ่งดาวผู้หนึ่งมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้เชียว!” ผู้ชมมากมายบนอัฒจันทร์พากันอุทานออกมา

            มีเพียงเสิ่นเซี่ยวที่อยู่กลางพื้นที่ควบคุมแรงโน้มถ่วงเท่านั้นจึงรู้ว่าที่แท้แล้วกำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ยากที่จะพูดออกไปได้เขาเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าเหตุใดเสิ่นหนิงจึงพ่ายแพ้ไม่กล้าดูแคลนศัตรูอีกต่อไป รีบรวมร่างเข้ากับอินทรีมังกรเพลิงปีกขนาดใหญ่คู่หนึ่งงอกออกมาบนแผ่นหลังปีกที่แข็งแกร่งทรงพลังคู่นั้นขยับกระพือและบินขึ้นไป

            “เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ลองชิมระเบิดเพลิงมังกรของข้าดูหน่อยเป็นไร!” เสิ่นเซี่ยวเงยหน้าขึ้นส่งเสียงร้องแหลมออกมา อ้าปากพ่นลูกไฟร้อนแรงออกมาลูกหนึ่งลำเพลิงต้นหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่เนี่ยหลี

            คลื่นความร้อนพุ่งเข้าปะทะหน้าเนี่ยหลีรู้สึกได้ว่าทั่วทั้งร่างราวกับกำลังถูกแผดเผา

            จิตอสูรอินทรีมังกรเพลิงนี้มีสายเลือดมังกรอยู่ส่วนหนึ่งดังนั้นจึงสามารถพ่นไฟออกมาได้ เปลวเพลิงของมันยังแฝงไว้ด้วยพลังมังกรทรงพลังอย่างยิ่ง

            “ดูซิว่าจะเป็นระเบิดเพลิงมังกรของเจ้าร้ายกาจหรือว่าระเบิดหยินหยางของข้าร้ายกาจกว่ากัน!” เนี่ยหลีโก่งตัวไปด้านหลังอ้าปากพ่นลูกกลมแสงสีดำและลูกกลมแสงสีขาวออกมาลูกกลมแสงทั้งสองลูกพุ่งหมุนเป็นเกลียว พันกันไปในอากาศ วาดเป็นลำแห่งแสงและเงา

            ตูม!

            ลูกกลมแสงสีดำและสีขาวเริงร่ายไป ปะทะเข้าใส่ลำเพลิงสายนั้น

            เสียงระเบิดน่าสะพรึงกลัวดังสนั่นขึ้นหลังจากที่พลังงานทั้งสองสายระเบิดตัว พลังงานอันน่าสะพรึงกลัวชุดนั้นเกิดการทำลายล้างขึ้นอย่างต่อเนื่องกวาดตัวออกไปไม่หยุด กวาดทำลายพื้นผิวลานประลองออกไปทั่วบริเวณเศษหินเศษดินปลิวกระจาย

            เนี่ยหลีล่าถอยหลบออกจากบริเวณที่เกิดการระเบิด ยืนมั่นอย่างสงบส่วนเสิ่นเซี่ยวกลับถูกแรงระเบิดอันทรงอานุภาพอัดกระเด็นออกไปไกลหลายสิบหมี่(เมตร) กว่าจะสามารถทรงตัวไว้ได้

            ทั่วทั้งอัฒจันทร์เงียบสนิท

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            “ข้าดูผิดไปหรือไม่? การปะทะระหว่างสองฝ่ายเนี่ยหลีเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือ?”

            “เสิ่นเซี่ยวเป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลเสินเซิ่งผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองหนึ่งดาว และยังกินยาเสริมพลังจิตอสูรไปตั้งสองเม็ดขนาดนี้แล้วยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเนี่ยหลีอีกหรือ?” พวกเขาพากันตะลึงงัน

            การประลองรอบนี้เนี่ยหลีทั้งสงบทั้งสุขุม ทั้งยังมีท่วงท่าแข็งแกร่งแตกต่างจากการแข่งขันที่ผ่านมาทั้งสองรอบอย่างสิ้นเชิง

            หยางซินจ้องมองแผ่นหลังของเนี่ยหลี ดวงตาเป็นประกายเพิ่งอายุเพียงสิบสามปีก็มีพลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองได้แล้วดูเหมือนว่าข้ายังคงประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ!

            เนี่ยไห่ เนี่ยเอิน หลังจากตะลึงจังงังกันไปครู่ใหญ่ต่างก็พากันตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองอายุสิบสามปีเชียวนะแม้แต่ท่านเยี่ยโม่ในเวลานั้น ก็ยังไม่มีพรสวรรค์โดดเด่นถึงเพียงนี้กระมัง? หลังการประลองในวันนี้ เนี่ยหลีจะต้องกลายเป็นดาวจรัสแสงแห่งเมืองกวงฮุยแล้วได้รับความคุ้มครองจากจวนเจ้าเมือง หลังจากวันนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ครอบครัวไหนหากคิดแตะต้องเนี่ยหลี คงต้องคิดให้ดีเสียก่อนแล้ว!

            อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ปานนี้จะต้องกลายเป็นสุดยอดบุคคลสำคัญผู้หนึ่งของเมืองกวงฮุยอย่างแน่นอนหลังจากที่ฐานะแน่นิ่งมาหลายปี ในที่สุดยุคทองของตระกูลเทียนเหินก็มาถึงแล้วกระมัง?

            เวลานี้ ผู้ชมจากตระกูลต่างๆ บนอัฒจันทร์พลันเข้าใจแล้วการประลองสองรอบที่ผ่านมา เนี่ยหลีปิดซ่อนพลังของตนไว้พวกเขาคิดว่าเนี่ยหลีโชคดีจึงชนะได้ ทว่าความจริงกลับมิใช่เช่นนั้น! สิ่งที่ยิ่งทำให้พวกเขาพากันตะลึงงันก็คือพรสวรรค์และพลังอันน่าสะพรึงกลัวของเนี่ยหลี

            ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองอายุสิบสามปี โอ้สวรรค์เอ๋ย!

            เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเช่นท่านเยี่ยโม่อีกคนหนึ่งกำลังจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว?

            “เนี่ยหลี! เนี่ยหลี! เนี่ยหลี!” ทั่วทั้งอัฒจันทร์เดือดพล่านขึ้นมาทันทีทุกคนพากันร้องตะโกน โห่ร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี

            ในหมู่พวกเขา หลายคนมีความรู้สึกสับสนซับซ้อนใจยิ่งพวกเขาลงเงินมากมายพนันข้างเสิ่นเซี่ยว ทว่าเวลานี้ พวกเขากลับกำลังส่งเสียงชื่นชมเนี่ยหลีอย่างจริงใจ

            เมืองกวงฮุยสามารถรอดพ้นผ่านจากยุคมืดมาถึงเวลานี้ได้มิใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ทุกครั้งที่สัตว์อสูรเข้าโจมตีเมืองกวงฮุยล้วนต้องอาศัยพลังของท่านเยี่ยโม่ขับไล่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดหลายตัวในฝูง เมืองกวงฮุยจึงรอดพ้นจากหายนะมาได้ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ท่านเยี่ยโม่ก็ชราภาพขึ้นทุกขณะชาวเมืองกวงฮุยทุกคนต่างมีความรู้สึกถึงภาวะฉุกเฉินที่รีบด่วนหากไม่มีผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานอีกต่อไปเช่นนั้นเมืองกวงฮุยก็คงต้องตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงแล้ว แม้จะมียอดฝีมือระดับทองดำหลายคนอยู่ในเมืองกวงฮุยทว่าผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองดำเหล่านั้นล้วนอยู่ในวัยสี่สิบเศษแล้วยากนักที่จะมีโอกาสทะลวงฝ่าถึงระดับตำนานได้

            ทุกคนต่างพากันตั้งตารอคอยการปรากฏตัวของอัจฉริยะคนใหม่ และเนี่ยหลีย่อมต้องเป็นคนที่เจิดจรัสที่สุดในเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัยผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองอายุสิบสามปีอายุช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการฝึกยุทธ์หลังอายุสิบสามปีไป พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์จะค่อยๆ ชะลอตัวช้าลงยังมีความเป็นไปได้ที่จะค่อยๆ ถดถอยลงจนกระทั่งเกิดปัญหาในการพัฒนาตนให้เกิดความก้าวหน้าได้เนี่ยหลีอายุน้อยเพียงนี้ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจปานนี้แล้วผู้ใดจะรู้ว่าเนี่ยหลีจะก้าวขั้นถึงระดับใดในอนาคตข้างหน้า? ไม่แน่ว่าอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเยี่ยโม่ก็เป็นได้!

            ดังนั้นต่อให้แพ้พนันก็จะเป็นไรไป สามารถเห็นอัจฉริยะผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นนับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดียิ่ง!

            เวลานี้ เสิ่นหมิงทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ สองตาเหม่อลอย พึมพำพูดขึ้น “เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?”

            ‘เหตุใดเนี่ยหลีเพิ่งจะอายุสิบสามปี ถึงมีพลังถึงระดับทองได้แล้วหรือ?’ สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือพลังวิญญาณของเนี่ยหลีเพิ่งเป็นเพียงระดับเงินสองดาวเท่านั้นเหตุผลที่เขาสามารถต่อสู้กับผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองได้ก็เป็นเพราะความสามารถในการใช้พลังวิญญาณของเนี่ยหลีก้าวถึงระดับสุดยอดแล้ว อีกด้านหนึ่งแพนด้าเขี้ยวเสือของเนี่ยหลีก็เป็นถึงจิตอสูรที่มีอัตราการเจริญเติบโตระดับเทพอีกทั้งมันยังมีพลังที่น่าสะพรึงกลัว ผู้ใดก็ตามที่ดูแคลนมันย่อมต้องจ่ายค่าโง่ให้แล้ว

            หากเสิ่นเซี่ยวพ่ายแพ้ เช่นนั้นเขาก็ต้องกลายเป็นคนบาปของตระกูลเสินเซิ่งจุดจบของเขาย่อมถูกกำหนดแล้ว

            “ไม่ เสิ่นเซี่ยวยังไม่แพ้!” ดวงตาของเสิ่นหมิงกลับปรากฏประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจ้องมองลานประลอง

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน