ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่ 127 ประกาศโควต้า 4 สำนักรอง

    ยามอรุณเพิ่งแตะขอบฟ้า ยอดเขาเมฆาคล้อยก็ถูกคลุมด้วยหมอกบางชั้นหนึ่ง


    หมอกยามเช้ามิได้หนาทึบจนบดบังสายตา หากลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามไหล่เขา ประหนึ่งผ้าแพรสีขาวที่ฟ้าดินทอดคลุมลงมา แสงตะวันแรกส่องผ่านม่านเมฆ ทาบประกายสีทองจาง ๆ ลงบนหลังคากระเบื้องหยกของตำหนักน้อยใหญ่ ทำให้ทั้งยอดเขาดูราวภาพวาดโบราณที่เพิ่งถูกคลี่ออกจากม้วนผ้า


    ทว่าวันนี้ ความสงบงดงามเช่นนั้นกลับแฝงไว้ด้วยบรรยากาศบางอย่างที่ยากจะอธิบาย


    ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ ศิษย์หลักจากแต่ละยอดเขาก็ทยอยออกจากที่พำนัก บ้างสะพายกระบี่ บ้างเหยียบอาวุธวิเศษเหินข้ามสะพานหินที่ทอดเชื่อมระหว่างยอดผา เสียงฝีเท้าและบทสนทนาที่เคยคึกคักกลับแผ่วเบากว่าทุกวัน ราวกับทุกคนต่างเก็บงำความคิดของตนไว้ภายใน


    ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่า การเรียกประชุมในครั้งนี้หาใช่เรื่องปกติ


    อีกสามเดือนข้างหน้า การประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้จะเปิดฉากขึ้น


    เวทีแห่งนั้นมิใช่เพียงสถานที่ให้ศิษย์รุ่นเยาว์ประชันฝีมือ หากยังเป็นเครื่องตัดสินศักดิ์ศรีของแต่ละสำนัก สิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากร และโควต้าเข้าสู่มิติลับแดนใต้ซึ่งสี่สำนักต่างแย่งชิงกันมาหลายชั่วรุ่น


    ยิ่งร่องรอยของเงามารที่เคยปรากฏในเมืองซูไห่ยังเลือนหายไปอย่างไร้เหตุผล ความหมายของการประลองครั้งนี้ก็ยิ่งไม่อาจวัดได้ด้วยผลแพ้ชนะเพียงอย่างเดียว


    เพราะฉะนั้น... การคัดเลือกตัวแทนของตำหนักมังกรเมฆาในวันนี้ จึงไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนแม้แต่น้อย


    เหนือยอดผาอัสนี ตำหนักอัสนีสยบเมฆายังคงตั้งตระหง่านท่ามกลางร่องรอยอสนีบาตที่สลักไว้ตามหน้าผา


    ประตูศิลาสีเทาเข้มค่อย ๆ เปิดออก


    อวี้เหวินก้าวออกมาจากภายในอย่างสงบนิ่ง


    เขายังคงสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่ายเช่นเดิม เรือนผมดำสนิทรวบไว้ด้านหลังอย่างลวก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดุจหยกเย็น ไม่มีเเม้เเต่เศษเสี้ยวของความยินดีจากการทะลวงขอบเขต


    หากแต่ผู้ที่สัมผัสกลิ่นอายของเขาได้ ย่อมมองเห็นความแตกต่างในทันที


    กลิ่นอายที่เคยคมดุจคมกระบี่กลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด


    มิใช่เพราะอ่อนแอลง...


    แต่เพราะมันถูกเก็บซ่อนไว้ลึกยิ่งกว่าเดิม


    ประหนึ่งอัสนีบาตที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนพิภพ ภายนอกเงียบสงัดไร้พิษภัย ทว่าเพียงปลุกมันให้ตื่นขึ้น ก็พร้อมระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวในชั่วพริบตา


    ศิลาอัสนีที่ปูอยู่ใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นสะเทือนแผ่วเบา ประกายอสนีที่หลับใหลอยู่ในเนื้อศิลาเรืองวาบขึ้นชั่วขณะ ราวกับรับรู้การปรากฏตัวของผู้เป็นนายคนใหม่


    อวี้เหวินก้มมองฝ่ามือตนเอง


    หลังผ่านการทะลวงขอบเขต ร่างกายของเขาราวกับถูกหลอมขึ้นใหม่ เตาอัสนีวิบัติไหลเวียนสงบนิ่งอยู่ในส่วนลึกของร่าง เส้นเอ็น กระดูก และโลหิตล้วนแฝงพลังอันหนักแน่นกว่าเดิม กลิ่นอายทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้จนแทบไม่รั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย


    อวี้เหวินมิได้หยุดอยู่กับที่ เขาเก็บฝ่ามือลง ก่อนก้าวลงจากบันไดศิลา มุ่งหน้าไปยังโถงมังกรทะยานตามคำสั่งเรียกประชุม


    ระหว่างทาง ศิษย์หลักที่มุ่งหน้าไปยังโถงมังกรทะยานต่างหันมองอวี้เหวินเป็นระยะ


    บางคนเคยเห็นเขาบนเวทีประลองเมื่อเดือนก่อน


    บางคนเคยได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับสมาคมการค้าฟ่าน


    ขณะที่บางคนรู้จักเพียงชื่อ แต่เพิ่งได้เห็นตัวจริงเป็นครั้งแรก


    ทว่าเมื่ออวี้เหวินเดินผ่านไป หลายคนกลับนิ่งเงียบโดยไม่รู้ตัว


    ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก


    หากสายตาที่ทอดตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มกลับแฝงความระแวดระวังมากกว่าที่เคย


    “กลิ่นอายของเขา... เปลี่ยนไปแล้ว”


    เสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา


    “เมื่อคืนตำหนักอัสนีสยบเมฆา...”


    เจ้าของเสียงยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ถูกสหายข้างกายแตะข้อศอกเบา ๆ


    ทั้งสองสบตากัน ก่อนพร้อมใจกันเงียบลง


    อวี้เหวินมิได้แม้แต่จะชายตามอง


    เขาเพียงก้าวเดินต่อไป


    ราวกับสายตาของผู้คนทั้งโถง ไม่ต่างจากสายลมที่พัดผ่านไหล่


    ย่อมมิอาจหยุดยั้งผู้ที่มุ่งหน้าไปข้างหน้าได้


    เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่ทอดผ่านป่าสนพันปี ร่างสีขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏอยู่ใต้เงาสน


    เซี่ยชิงหลัว


    นางสวมอาภรณ์สีขาวดุจหิมะแรกฤดู ผ้าแพรบางปิดบังใบหน้าท่อนล่างไว้ดังเดิม เหลือเพียงดวงตาคู่เย็นกระจ่างที่ลึกล้ำราวแอ่งน้ำแข็งใต้แสงจันทร์ เรือนผมดำสนิททอดยาวพลิ้วตามแผ่นหลัง ขับให้ทั้งร่างแลดูประหนึ่งเทพธิดาแห่งเหมันตฤดู


    นางมิได้เอ่ยคำใด เพียงทอดสายตามองเขาเงียบ ๆ


    ครั้นอวี้เหวินเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่นั้นพลันไหววูบหนึ่ง แม้เพียงชั่วขณะ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขา


    “เจ้าสัมผัสได้แล้วหรือ” อวี้เหวินเอ่ยถาม


    เซี่ยชิงหลัวพยักหน้าเบา ๆ


    “เจ้าเก็บกลิ่นอายได้ดีกว่าเดิม”


    นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ


    “แต่ยิ่งเก็บ... ก็ยิ่งอันตราย”


    อวี้เหวินยิ้มบาง


    “ก็แค่ก้าวข้ามคอขวดเล็ก ๆ”


    เซี่ยชิงหลัวนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยขึ้น


    “สำหรับเจ้าอาจเล็ก...”


    “แต่สำหรับคนอื่น คงไม่ใช่”


    อวี้เหวินหัวเราะเบา ๆ


    เสียงหัวเราะนั้นทำให้บรรยากาศเย็นเยียบรอบกายนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว


    “เจ้าได้รับคำสั่งประชุมเช่นกันหรือ”


    “อืม” นางพยักหน้า “เกี่ยวกับการประลองสี่สำนักรอง”


    “ดูท่าวันนี้คงไม่สงบนัก”


    เซี่ยชิงหลัวเหลือบมองเขา ก่อนตอบเรียบ ๆ


    “ตั้งแต่เจ้าก้าวเข้าสำนัก... เคยมีวันไหนสงบบ้าง”


    อวี้เหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างจนใจ


    นางเป็นคนพูดน้อย แต่ทุกคำที่เอ่ยออกมา กลับตรงประเด็นเสียจนเขาเถียงไม่ออก


    ทั้งสองจึงมิได้สนทนาต่อ เพียงเดินเคียงกันไปตามทางหินหยกขาว ท่ามกลางหมอกยามเช้าและเสียงลมที่พัดผ่านยอดสน


    ระหว่างทาง ศิษย์หลักที่พบเห็นต่างอดหันมามองมิได้


    สายตาบางคู่เต็มไปด้วยความชื่นชม


    บางคู่แฝงความอิจฉา


    บางคู่ระแวดระวัง


    และบางคู่... เปี่ยมด้วยความท้าทาย


    อวี้เหวินไม่ใส่ใจ


    เซี่ยชิงหลัวก็ยิ่งไม่ใส่ใจ


    ไม่นาน โถงมังกรทะยานก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า


    โถงใหญ่ตั้งอยู่กลางลานศิลากว้างบนยอดเขา หลังคาซ้อนชั้นแผ่กว้างดุจปีกมังกร เสาหินมหึมาสิบสองต้นตั้งเรียงสองฟากทาง แต่ละต้นสลักลายมังกรเมฆาอย่างวิจิตร เกล็ดมังกรนูนเด่นราวกับมีชีวิต ครั้นแสงอรุณส่องผ่านม่านหมอก ลวดลายเหล่านั้นก็สะท้อนประกายสีทองอ่อน ราวกับมังกรโบราณกำลังลืมตาตื่น


    ภายในโถง บรรยากาศเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง


    แท่นประทับของเจ้าตำหนักตั้งอยู่เบื้องหน้า ด้านข้างเป็นที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโส ส่วนศิษย์หลักต่างยืนเรียงตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ สิบอันดับแรกอยู่ด้านหน้า อันดับสิบเอ็ดถึงยี่สิบถัดลงมา ส่วนศิษย์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ทำเนียบยืนอยู่ด้านข้าง


    เพียงมองภาพตรงหน้า ก็ทำให้ผู้คนเข้าใจทันทีว่า


    ในตำหนักมังกรเมฆา...


    อันดับ มิใช่เป็นเพียงตัวเลข


    แต่มันหมายถึงทรัพยากร อำนาจ และศักดิ์ศรีที่ผู้ฝึกตนพร้อมเดิมพันด้วยชีวิต


    เมื่ออวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวก้าวเข้าสู่โถง เสียงสนทนาโดยรอบพลันเบาลงหลายส่วน


    หลัวเทียนอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลพยักหน้าให้อวี้เหวินอย่างสุภาพ แววตายังคงเปี่ยมด้วยความนับถือจากศึกครั้งก่อน


    จูซงเทียนในชุดม่วงดำยืนนิ่งประหนึ่งเงาวิญญาณ เพียงเหลือบมองอวี้เหวินครู่หนึ่งก็หลับตาลงดังเดิม


    ส่วนไป๋หยุนเซิงยังคงสง่างามดุจคุณชายตระกูลใหญ่ เขาคลี่ยิ้มบาง ๆ เป็นการทักทาย


    อีกฟากหนึ่ง มู่หรงเซียวกอดอกยืนเงียบ ดวงตาคมกริบจับจ้องอวี้เหวินไม่วาง


    หลังสัมผัสกลิ่นอายของอีกฝ่ายในวันนี้ เขายิ่งมั่นใจว่า สัญชาตญาณของตนเมื่อเดือนก่อนมิได้ผิดพลาด


    เด็กคนนี้...


    แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว


    ส่วนซ่งมู่ ผู้มีกายกำยำดุจเหล็กหล่อ กลับกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเร่าร้อนดุจเปลวเพลิง


    “แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว...”


    เขาพึมพำพลางแสยะยิ้ม


    “ดี... ข้ายิ่งอยากแลกหมัดกับเจ้าสักครั้ง”


    ด้านเยี่ยหลิวซวงเพียงเหลือบมองอวี้เหวินแวบหนึ่ง ก่อนรีบเบือนสายตา ใบหน้านวลขึ้นสีจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว


    แม้นางจะเก็บอาการได้รวดเร็วเพียงใด แต่ศิษย์สตรีข้างกายก็ยังทันสังเกตเห็น จึงอดลอบยิ้มอย่างมีนัยมิได้


    ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน ฟางมู่เฉินยืนอยู่แถวหน้าฝั่งขวาอย่างสงบ


    อาภรณ์สีนวลปักลายเมฆาเงินยังคงไร้ที่ติ พัดหยกในมือคลี่ออกเพียงครึ่ง รอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าราวกับคุณชายสูงศักดิ์ผู้เปี่ยมด้วยมารยาท หากมิใช่ผู้ที่เคยเห็นธาตุแท้ของเขา มาก่อน ย่อมยากจะเชื่อว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นซุกซ่อนพิษร้ายไว้ลึกล้ำเพียงใด


    เขามิได้เอ่ยวาจาทักอวี้เหวินแม้แต่คำเดียว


    รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับเหตุการณ์เมื่อวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


    เพียงแต่...


    ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นกลับเย็นเยียบกว่าปกติอยู่หลายส่วน


    อวี้เหวินสบตาเขาเพียงครู่เดียว


    สายตาของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศอย่างเงียบงัน


    ไร้วาจา ไร้แรงกดดัน


    ทว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจดีว่า อีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด


    เพียงชั่วอึดใจ อวี้เหวินก็ละสายตาออกอย่างสงบนิ่ง ราวกับการเผชิญหน้าครั้งนั้นไม่คู่ควรให้เขาใส่ใจ


    รอยยิ้มบนใบหน้าของฟางมู่เฉินยังคงเดิม


    แต่ปลายนิ้วที่คีบพัดหยกกลับเกร็งแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    ด้านหลังเขา เหลยจั้นยืนกอดอกอยู่เงียบ ๆ ร่างสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายดุดันดุจสัตว์ร้ายที่กำลังสะกดกลั้นโทสะ สายตาที่จับจ้องอวี้เหวินเต็มไปด้วยความอาฆาตและดูแคลน หากมิใช่เพราะอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโส เกรงว่าเขาคงพุ่งเข้าไปลงมือแล้ว


    อวี้เหวินก้าวไปยืนประจำตำแหน่งของศิษย์หลักอันดับที่สิบเอ็ด


    ส่วนเซี่ยชิงหลัวก็ยืนอยู่ในตำแหน่งอันดับที่สิบห้าไม่ไกลกัน อาภรณ์สีขาวของนางพลิ้วไหวแผ่วเบาท่ามกลางสายลม ขณะที่ดวงตาเย็นใสใต้ผ้าแพรบางยังคงสงบนิ่งดังเดิม


    ในขณะที่ทั้งโถงยังคงเงียบงัน...


    เสียงฝีเท้าเนิบช้าพลันดังมาจากหน้าประตู


    “โอ้... มากันเกือบครบแล้วหรือ ข้านึกว่าตนเองยังมาเร็วเสียอีก”


    น้ำเสียงเกียจคร้านเจือรอยหัวเราะดังขึ้น ทำให้ศิษย์หลักหลายคนพร้อมใจกันหันไปมอง


    ซูเทียนหลงเดินเข้ามาในโถงด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน มิใช่กำลังเข้าร่วมการประชุมใหญ่ของสำนัก เขายังคงสวมอาภรณ์สีเขียวใบไม้เช่นเดิม เรือนผมรวบไว้อย่างลวก ๆ รอยยิ้มซื่อ ๆ ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับเรื่องวุ่นวายในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเขา


    ทว่าเพียงเขาก้าวเข้าสู่โถง เสียงพูดคุยที่แผ่วเบาก็พลันเงียบลงหลายส่วน สายตาของศิษย์จำนวนไม่น้อยหันไปจับจ้องเขาแทบพร้อมกัน


    ศิษย์หลักสิบอันดับแรกหลายคนต่างพยักหน้าทักทายเขาโดยไม่ได้นัดหมาย แม้แต่ผู้อาวุโสบางท่านยังชายตามองมาพร้อมรอยยิ้มที่ทั้งเอ็นดูและจนปัญญา


    ซูเทียนหลงกวาดตามองรอบโถงครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงมาหยุดข้างอวี้เหวินราวกับเป็นเรื่องธรรมดา


    ภาพนั้นทำให้ศิษย์หลักไม่น้อยอดมองหน้ากันไม่ได้


    ทุกคนล้วนรู้ดีว่า ซูเทียนหลงแม้จะวางตัวเป็นกันเอง แต่กลับไม่ค่อยสนิทกับผู้ใดนัก ยิ่งเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่เขตศิษย์หลัก ยิ่งแทบไม่เคยเห็นเขาเดินเข้าไปพูดคุยก่อน


    “ศิษย์น้องอวี้” ซูเทียนหลงยิ้มกว้าง “เมื่อคืนคงนอนหลับสบายดีสินะ”


    อวี้เหวินเหลือบมองเขา


    “ก็พอใช้”


    “พอใช้?”


    ซูเทียนหลงเลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะออกมา


    “ข้านึกว่าเจ้าจะรื้อยอดเขาเสียแล้ว ศิลาอัสนีสั่นอยู่เกือบทั้งคืน ทำเอาคนแถวนั้นเเทบไม่มีใครได้นอน”


    สิ้นคำ เสียงฮือฮาแผ่วเบาก็ดังขึ้นทั่วโถง


    สายตาหลายคู่หันกลับมามองอวี้เหวินอีกครั้ง


    เซี่ยชิงหลัวยังคงยืนนิ่ง หากดวงตาใต้ผ้าแพรกลับสั่นไหวเพียงน้อย คล้ายรู้ดีว่าซูเทียนหลงหาได้พูดเกินจริงไม่


    ฟางมู่เฉินยังคงยิ้มละไมเช่นเดิม


    ทว่าแววตากลับเย็นลึกลงอีกหลายส่วน


    ส่วนเหลยจั้นเพียงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนเบือนหน้าไปอีกทาง แม้ในใจจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดต่อหน้าผู้อาวุโส


    อวี้เหวินส่ายหน้าเบา ๆ


    “ศิษย์พี่ซู ท่านชอบพูดเกินจริง”


    “ข้าพูดเกินจริงหรือ?”


    ซูเทียนหลงหัวเราะร่า พลางชี้นิ้วไปทางยอดเขาอัสนี


    “ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวลองไปถามคนแถวนั้นดูสิ เมื่อคืนได้ยินเสียงครืน ๆ กันทั้งยอดเขา นึกว่าเจ้าจะทะลวงไปถึงขอบเขตพลังปราณเสียแล้ว”


    ครานี้แม้แต่อวี้เหวินก็จนคำพูด ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ


    คำหยอกล้อของซูเทียนหลงทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดภายในโถงผ่อนคลายลงหลายส่วน แม้ผู้คนยังคงเฝ้ารอการประชุมที่จะเริ่มขึ้น แต่ความกดดันที่อัดแน่นอยู่ก่อนหน้านั้นก็เบาบางลงไม่น้อย


    ทว่าความผ่อนคลายนั้นเป็นเพียงชั่วครู่


    ทุกคนต่างรู้ดีว่า การประชุมในวันนี้มิใช่เพื่อพูดคุยเรื่องทั่วไป หากแต่เป็นการคัดเลือกผู้แทนของตำหนักมังกรเมฆาสำหรับการประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้


    ครู่ต่อมา...


    ระฆังสำริดหน้าตำหนักพลันกังวานขึ้นสามครั้ง


    ก้อง...


    ก้อง...


    ก้อง...


    เสียงระฆังหนักแน่นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งยอดเขา


    เพียงชั่วพริบตาเดียว เสียงสนทนาทั้งหมดภายในโถงใหญ่ก็พลันดับลง เหลือเพียงความเงียบสงัด ขณะที่สายตาของศิษย์ทุกคนพร้อมใจกันทอดมองไปยังแท่นประธานเบื้องหน้า


    บนแท่นสูงเบื้องหน้า เงาร่างของชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีขาวขลิบทองค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน


    เขามิได้แผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมา หากเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็ให้ความรู้สึกราวกับขุนเขาใหญ่ตั้งตระหง่านระหว่างฟ้าดิน จนทั้งโถงตกอยู่ในความสงบโดยไม่รู้ตัว


    เจ้าตำหนักมังกรเมฆา


    ไป๋เหวินเทียน


    เบื้องหลังเขา ผู้อาวุโสแต่ละตำหนักทยอยนั่งประจำที่อย่างเป็นระเบียบ สีหน้าของทุกคนเคร่งขรึมกว่าปกติ บ้างหลับตาสงบนิ่ง บ้างทอดสายตามองศิษย์เบื้องล่างด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์


    ไป๋เหวินเทียนกวาดตามองทั่วทั้งโถงอย่างเชื่องช้า


    สายตาของเขาหยุดลงที่อวี้เหวินเพียงชั่วอึดใจ ก่อนเลื่อนไปยังเซี่ยชิงหลัว ซูเทียนหลง ฟางมู่เฉิน และเหล่าศิษย์อันดับต้น ๆ ทีละคน


    ครั้นตรวจตราทุกคนเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากหนักแน่นจนก้องสะท้อนไปทั่วทั้งโถง


    “เหตุผลที่เรียกพวกเจ้ามาในวันนี้... เชื่อว่าหลายคนคงพอคาดเดาได้แล้ว”


    เสียงของเขามิได้ดัง หากกลับชัดเจนราวดังอยู่ข้างหูของทุกคน


    “อีกสามเดือนข้างหน้า...”


    “การประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้ จะเปิดฉากขึ้น”


    ทันทีที่คำว่า 'การประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้' ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในโถงก็พลันแปรเปลี่ยน


    ดวงตาของศิษย์หลักหลายคนลุกวาวขึ้นทันที


    บางคนเต็มไปด้วยความคาดหวัง


    บางคนเคร่งเครียด


    บางคนกลับเผยประกายทะเยอทะยานอย่างมิอาจปิดบัง


    ไป๋เหวินเทียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ


    “การประลองครั้งนี้ มิใช่เพียงเวทีประชันฝีมือของศิษย์รุ่นเยาว์ หากยังเกี่ยวพันถึงส่วนแบ่งทรัพยากร สิทธิ์เข้าสู่มิติลับแดนใต้ และเกียรติยศของทั้งสำนักในช่วงสิบปีข้างหน้า”


    ภายในโถงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง


    “ยิ่งไปกว่านั้น...” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “เหตุการณ์มารที่เมืองซูไห่ยังมีปริศนาอีกมาก ร่องรอยหลายอย่างเลือนหายรวดเร็วจนน่าผิดสังเกต ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่า การประลองครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างสงบราบรื่น”


    เมื่อเอ่ยถึงเมืองซูไห่ สายตาหลายคู่ก็หันไปหาอวี้เหวินโดยพร้อมเพรียง


    เจ้าตัวกลับยืนนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับเรื่องทั้งหมดมิได้เกี่ยวข้องกับตน


    “เพราะฉะนั้น...”


    ไป๋เหวินเทียนกวาดตามองศิษย์ทุกคนอย่างช้า ๆ


    “ตำหนักมังกรเมฆาจะส่งตัวแทนเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ทั้งหมดห้าคน”


    ทันทีที่คำว่า 'ห้าคน' ดังขึ้น บรรยากาศภายในโถงก็พลันตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


    ศิษย์หลักหลายคนลอบสูดหายใจ


    แม้แต่ผู้ที่วางตัวสงบนิ่งมาตลอด ก็ยังอดกำมือแน่นไม่ได้


    ไป๋เหวินเทียนปล่อยให้ความเงียบนั้นดำเนินอยู่ชั่วครู่ ก่อนยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย


    ผู้อาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลัง พร้อมม้วนหยกสีขาวในมือ


    สายตาของผู้คนทั้งโถงพลันรวมเป็นจุดเดียว


    ไป๋เหวินเทียนเอ่ยขึ้นช้า ๆ


    “ต่อไป...”


    “ข้าจะประกาศรายชื่อผู้ที่สำนักเห็นสมควรให้เป็นตัวแทนในเบื้องต้น”


    สิ้นเสียงนั้น โถงมังกรทะยานก็เงียบงันราวกับเวลาหยุดเดิน


    แม้แต่ซูเทียนหลงที่เมื่อครู่ยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย


    ส่วนฟางมู่เฉินยังคงคลี่พัดหยกในมืออย่างเชื่องช้า รอยยิ้มสุภาพยังไม่เลือนหาย


    เพียงแต่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น เงาเย็นเยียบสายหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน