เรื่องราวความรักปลอมๆดังกะฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองหลวงในเวลาอันสั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความตื่นตระหนกสะเทือนขวัญให้เหล่าประชาชนเป็นอย่างมาก
แต่ทว่ากลับมีผู้คนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่รู้สึกไม่พึงพอใจ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่รู้สึกนับถือในความอดทน พากเพียร และพยายามของชายหนุ่มผู้เป็นสวามีขององค์หญิงเสียมากกว่า เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ผู้ฝึกตนคนธรรมดาจะก้าวไปยืนอยู่ในจุดที่ราชวงศ์ภูตราตรีให้การยอมรับ
อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นถึงราชองครักษ์ขององค์จักรพรรดินี ซึ่งก็นับว่าไม่ต่ำต้อยเลยสักนิดหากมองในมุมของบุคคลทั่วไป ถึงแม้ว่าจะพึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นมาสดๆใหม่ๆเลยก็ตามที
'นอกจากหน้าตาที่ค่อนข้างจะธรรมดาแล้ว คุณสมบัติอื่นๆก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี' นี่คือคำนิยามที่ชาวบ้านส่วนใหญ่กล่าวถึงเย่หยุนซี โดยมิได้รับรู้ถึงความจริงซึ่งถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใน
ตัดภาพกลับมายังห้องรับแขกของพระราชวังรัตติกาลอันสุดแสนจะหรูหราและกว้างใหญ่ บัดนี้เจ้าของเรื่องเล่ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงข้ามกับองค์จักรพรรดินีแห่งราตรีซึ่งกำลังได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดีจากองค์หญิงฮั่นผิงผู้เป็นหลาน
"ไม่ต้องนวดแล้วๆ เจ้ากลับตำหนักไปก่อนเถอะ ป้ากับราชองครักษ์มีเรื่องต้องพูดคุยกัน" นางเอ่ยปากกล่าวออกมาเช่นนั้น
องค์หญิงฮั่นผิงเมื่อสดับฟังก็หันไปมองเย่หยุนซีด้วยแววตาห่วงใย ก่อนที่จะโค้งศีรษะและเดินออกจากห้้องไปพร้อมกับสหายอย่างเกาเซียงเซียงที่ยืนรออยู่หน้าประตูอย่างคาดหวัง
"เอาล่ะ ไม่มีคนอื่นอยู่ที่นี่แล้ว ได้เวลาที่เจ้าต้องทำตามสัญญาบ้าง" องค์จักรพรรดินีกางม่านพลังปิดกั้นเสียงพลางกล่าว
เย่หยุนซีสบัดมือเบาๆ เบื้องหน้าของเขาปรากฏสิ่งที่ทำให้จิตใจของหญิงสาวเต้นระส่ำราวกับได้พบเจอพลังที่เหนือความรู้ความเข้าใจ
"หยดเลือดสีทองนี้มันคืออะไร?" นางเอ่ยถามเสียงสั่น
"มันคือโลหิตของจักรพรรดิมังกรโบราณที่ข้าบังเอิญได้มาจากมิติลับ ขอเพียงท่านได้ดูดซับก็จะก้าวข้ามกลายเป็นระดับเทพสวรรค์ในทันที"เย่หยุนซีตอบกลับ ทว่าไม่ได้บอกถึงที่มาแท้จริงของสมบัติชิ้นนี้
ทางด้านองค์จักรพรรดินีเมื่อได้ยินก็รีบยื่นมือเข้าไปรับหยดเลือดนั้นเอาไว้ ก่อนจะเบนสายตามองไปยังร่างของชายหนุ่มอย่างจริงจังแล้วเอ่ยถามอีกครั้งว่า
"มันต้องใช้เวลานานแค่ไหน? มีความเสี่ยงหรือเปล่า?"
เย่หยุนซียิ้มพลางส่ายศีรษะเบาๆ "สำหรับระดับเซียนสวรรค์อย่างท่านความเสี่ยงย่อมไม่มี ส่วนเรื่องเวลาเต็มที่ก็น่าจะใช้ประมาณ 1 เดือนเพียงเท่านั้น"
"หือ! รวดเร็วมาก" หญิงสาวอุทาน
'ฮ่าๆๆนั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะสมบัติชิ้นนี้มันคือสิ่งที่หอคอยหยินหยางมอบให้ข้านี่น่า' ชายหนุ่มหัวเราะร่าในใจอย่างขบขัน ซึ่งต่อมาหลังจากนั้น ตัวเขาก็ได้อธิบายวิธีการดูดซับที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดให้คนงามได้รับรู้เอาไว้
เมื่อเวลา 1 ชั่วยามผ่านไป การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการทะลวงขอบเขตก็เป็นอันจบสิ้นไร้ซึ่งข้อกังขา
"เอาล่ะ ตอนนี้พวกเรามาพูดเรื่องเกี่ยวกับเจ้าและฮั่นผิงกันดีกว่า" องค์จักรพรรดินีแห่งราตรีเริ่มเปิดประเด็นสนทนาหัวข้อใหม่
"ท่านมีอะไรจะชี้แนะงั้นหรือ?" เย่หยุนซีหรี่ตามองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถาม
ทางด้านคนงามเมื่อสดับวาจานั้นก็ยกยิ้มบางพลางส่ายศีรษะช้าๆ "ข้าเพียงอยากจะบอกเจ้าว่า ดูแลหลานสาวคนนี้ของข้าให้ดี.......ส่วนเรื่องปัญหาเกี่ยวกับว่าที่พ่อตาของเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าสามารถจัดการให้ได้"
"โอ่ว ท่านดูจะใจดีกว่าที่ข้าคิดไว้"
"หึ! นั่นเป็นเพราะข้อเสนอของเจ้ามันเย้ายวนใจมากเกินไป อีกทั้งข้ายังยอมรับในความพยายามอย่างหนักของเจ้าที่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อฮั่นผิงหลานสาวของข้า"
เย่หยุนซีโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วเผยรอยยิ้มออกมา "ข้าจะไม่ทำให้ท่านและองค์หญิงต้องผิดหวัง"
"อืมๆ อย่าได้ลืมคำพูดนี้ของเจ้าก็แล้วกัน เอาล่ะ! กลับไปหาฮั่นผิงเถอะ ส่วนเรื่องงานของราชองครักษ์เอาไว้พอข้าออกมาจากการปิดด่านแล้วจะบอกอีกที"
"ถ้างั้นข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับองค์จักรพรรดินี" เย่หยุนซีรีบลุกขึ้นโค้งศีรษะอีกเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปยังตำหนักขององค์หญิงคนงาม
ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาถูกทั้งสองสาวสอบถามในทันทีที่มาถึง ดังนั้นเขาจึงตอบพวกนางไปตามสถานการณ์ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงบ้างโกหกบ้าง แต่มันก็ทำให้พวกนางคลายความสงสัยลงได้
"ทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ข้าน้อยพูดไป คุณหนูดูเหมือนว่าข้าจะทำหน้าที่ติดตามท่านกลับตระกูลเกาไม่ได้เสียแล้วขอรับ" ชายหนุ่มกล่าวออกมา
เกาเซียงเซียงพยักหน้า "เรื่องนั้นข้าพอเดาได้อยู่แล้วก็เลยส่งสาส์นไปบอกท่านพ่อให้ส่งผู้ติดตามคนอื่นมารับข้ากลับเมื่อครู่นี้"
"เอ่อ.........ข้าทำให้ท่านลำบากหรือเปล่า?" องค์หญิงฮั่นผิงเอ่ยปากถามเย่หยุนซี สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ดึงอีกฝ่ายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยาก
"ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอกขอรับ นี่นับเป็นเกียรติของข้าที่ได้รับใช้ท่าน" บุรุษหนุ่มหัวเราะตอบกลับทันควัน สำหรับตัวเขานั้นการได้เข้ามาอยู่ในพระราชวงศ์ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันเป็นไปได้มากเลยว่าที่นี่อาจจะมีข้อมูลที่เขากำลังตามหา
'ภูติมารดาแห่งโลก เผ่ามาร เผ่ายักษา รอข้าก่อนเถอะ' เย่หยุนซีอุทานออกมาในใจ ขณะกำลังกำลังยิ้มให้ยอดสตรี
"อืม ถ้าท่านต้องการสิ่งใดก็บอกข้าได้เลยนะ หากข้ามีข้าย่อมมอบให้ท่านเป็นสิ่งตอบแทนแน่" สีหน้าของฮั่นผิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง
บุรุษหนุ่มเผยรอยยิ้มบาง "เมื่อถึงเวลานั้น ข้าย่อมต้องขอท่านโดยไม่เกรงใจ"