หลังจากที่หลี่ซวนก้าวออกจากเรือลำหลักซึ่งเป็นที่พักของเหล่าผู้อาวุโส ผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณท่านหนึ่งก็รับหน้าที่เดินนำทาง พาเขาไปยังเรืออีกลำซึ่งเป็นจุดรวมพลของเหล่าศิษย์ผู้เข้าร่วมการประลอง หลี่ซวนจึงประสานมือรับคำและเดินตามไปอย่างนอบน้อม
เมื่อมาถึงหน้าเรือ แม้ขนาดและความโอ่อ่าจะเทียบไม่ได้กับเรือลำยักษ์สามลำแรก แต่ก็ยังดูหรูหราประณีตกว่าเรือสามลำที่รั้งท้ายขบวน ตัวเรือสร้างจากไม้ปราณสีขาวบริสุทธิ์ สลักลวดลายเกลียวคลื่นและสายลมอันเป็นเอกลักษณ์ ยอดเสากระโดงมีธงตราสัญลักษณ์สายลมโบกสะบัด บ่งบอกถึงเกียรติภูมิของสำนักเฟิงหยวน รอบตัวเรือมีม่านพลังอาคมคุ้มกันส่องแสงจาง ๆ คลุมไว้ทั่วบริเวณจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ทันทีที่สองเท้าเหยียบขึ้นไปบนเรือ หลี่ซวนก็พบกับศิษย์ร่วมสำนักกว่าสามสิบคนกระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ บางกลุ่มยืนคุยกันอย่างออกรส ขณะที่บางคนเลือกปลีกวิเวกยืนสงบนิ่งอยู่ลำพัง หนึ่งในสามของคนบนเรือลำนี้คือตัวแทนผู้เข้าแข่งขัน ส่วนที่เหลือคือศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายที่ติดตามมาชมการประลองและคอยคุ้มกันเรือ
การปรากฏตัวของหลี่ซวนดึงดูดสายตาหลายคู่ให้หันมามอง ศิษย์บางคนที่ไม่คุ้นหน้า เมื่อสัมผัสได้ถึงไอวิญญาณอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ก็พยักหน้าทักทายอย่างเป็นมิตรแล้วหันกลับไปสนใจธุระของตน ขณะเดียวกัน ศิษย์บางคนที่จำเขาได้ ต่างเห็นว่าบัดนี้ระดับพลังของหลี่ซวนก้าวขึ้นมาทัดเทียมพวกตนแล้ว อีกทั้งกลิ่นอายยังเข้มข้นไม่ต่างจากศิษย์หลัก จึงยกมือประสานคารวะด้วยรอยยิ้ม หลี่ซวนก็ประสานมือตอบกลับไปตามมารยาท ทว่าก็ยังมีบางส่วนที่เพียงแค่ปรายตามองอย่างเย็นชาและไม่ใส่ใจ
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ สิ่งที่ทำให้มุมปากของหลี่ซวนยกยิ้มขึ้นมาได้โดยไม่รู้ตัว คือภาพของบุรุษคุ้นตาที่ยืนถือกระบี่สงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งของเรือ
หลี่ซวนไม่รอช้า สาวเท้าเดินตรงเข้าไปหา ชายผู้นั้นเมื่อรับรู้ถึงสายตาที่มองมาก็เงยหน้าขึ้น พอสบตากัน เขาก็เผยรอยยิ้มกว้างแล้วเดินเข้ามาหาหลี่ซวนเช่นกัน
"พี่จาง ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านสบายดีสินะ?" หลี่ซวนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงยินดี
"เห... สหายหลี่ เพียงไม่กี่เดือนดูเหมือนว่าศิษย์ใหม่ในตอนนั้น จะแข็งแกร่งกว่าข้าไปแล้วแฮะ?" จางเหว่ยเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
"เป็นเรื่องบังเอิญน่ะที่ข้าเข้าสู่ระดับนี้ได้ไว แต่ว่าท่านเรียกข้าตามสบายเถอะพี่จาง ท่านเป็นคนที่ข้าเคารพ หากท่านมาเรียกข้าอย่างงั้น ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่"
"อืม..." จางเหว่ยทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก "ในเมื่อเจ้าว่ามาเช่นนั้น งั้นข้าจะไม่เกรงใจล่ะนะ ฮึ ๆ
แต่ว่าอีกไม่นาน ข้าคงต้องเปลี่ยนไปเรียกเจ้าว่า 'ผู้อาวุโสหลี่' แล้วกระมัง?" จางเหว่ยเอ่ยหยอกล้อด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
ชายหนุ่มตรงหน้าคือ จางเหว่ย ศิษย์พี่ที่เป็นดั่งสหายและเคยพาเขาเดินชมสำนักและคอยชี้แนะเรื่องราวต่าง ๆ ความช่วยเหลือเหล่านั้นทำให้หลี่ซวนรู้สึกซาบซึ้งและสนิทใจกับคนผู้นี้อย่างแท้จริง
หลี่ซวนส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มถ่อมตน "พี่จางก็ล้อข้าเล่นเกินไปแล้ว การจะทะลวงระดับต่อไปนั้นจะง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร ข้าสามารถเลื่อนขั้นมาถึงขั้นปลายได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว... ว่าแต่ พี่จางก็มาลงแข่งด้วยเช่นกันหรือ?"
"หืม? เจ้าก็ลงแข่งด้วยงั้นรึ?" จางเหว่ยเลิกคิ้วประหลาดใจ "แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้เข้าร่วมการประลองคัดเลือกหรอกหรือ?"
"อืม ข้าเพิ่งถูกผู้อาวุโสเรียกตัวให้มาลงแข่งแทนศิษย์หลักผู้หนึ่งน่ะ ดูเหมือนว่าเขาจะมีเหตุให้มาไม่ได้ ผู้อาวุโสจึงสั่งให้ข้ามาทำหน้าที่แทน"
"เช่นนี้นี่เอง..." จางเหว่ยพยักหน้าช้า ๆ รอยยิ้มดูกว้างขึ้น "มีน้องหลี่ร่วมลงแข่งด้วย ข้าก็เบาใจขึ้นเยอะ ขนาดตอนที่เจ้ายังอยู่แค่ขั้นกลางสูงสุด เจ้ายังเอาชนะหลินเซวียนที่ชอบทำตัวกร่างหาเรื่องคนไปทั่วได้ บัดนี้เจ้าทะลวงสู่ขั้นปลายแล้ว คงจะแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ฮึ ๆ"
"ตอนนั้นสหายหลินเพียงแค่ออมมือให้ข้าเท่านั้น หากเขาเอาจริงตั้งแต่ทีแรก ข้าคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว" หลี่ซวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จางเหว่ยฟังแล้วก็ถอนหายใจยาว ส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความถ่อมตนของสหาย "เจ้าเนี่ยนะ ถ่อมตัวเกินไปแล้วจริง ๆ... แต่จำไว้นะหลี่ซวน ชนะก็คือชนะ ไม่มีใครในยุทธภพนี้มาสนหรอกว่าศัตรูออมมือให้หรือไม่"
จู่ ๆ รอยยิ้มขี้เล่นของจางเหว่ยก็จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าและแววตาจริงจัง "ในโลกของผู้บำเพ็ญ เมื่อถึงการต่อสู้จริงนั้น หากเจ้า 'พ่ายแพ้' ย่อมหมายถึง 'ความตาย' เพราะฉะนั้น ในคราใดที่ต้องสู้ เจ้าห้ามประมาทเด็ดขาด! และหากประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้จริง ๆ... การหนีเพื่อเอาชีวิตรอดก็ไม่ใช่หนทางของคนขี้ขลาดหรอกนะ"
หลี่ซวนได้รับฟังคำเตือนที่ออกมาจากใจจริงก็พยักหน้ารับ รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นในใจ
‘ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่โหดร้ายเช่นนี้ จะมีสักกี่คนกันที่คอยชี้แนะและหวังดีต่อข้าอย่างพี่จาง?’
เขาเคยผ่านการเฉียดความตายจากการถูกลอบสังหารมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งดีว่า 'ความประมาทเท่ากับความตาย' คำเตือนสติด้วยความจริงใจของจางเหว่ย ยิ่งทำให้สายใยมิตรภาพระหว่างพวกเขากระชับแน่นขึ้นไปอีกขั้น
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ยืนพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ กันอย่างเป็นกันเอง
คุยกันได้ไม่นานนัก ผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณอีกท่านหนึ่งก็เดินนำขึ้นมาบนเรือ พร้อมกับกลุ่มศิษย์ที่เดินตามหลังมาอีกเจ็ดแปดคน ขุมพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของคนกลุ่มนี้ ล้วนอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั้งสิ้น
เมื่อคนกลุ่มนั้นก้าวขึ้นมาบนเรือ พวกเขาก็กวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ ทว่าในบรรดาศิษย์กลุ่มนั้น มีสองคนที่สายตาบังเอิญมาหยุดอยู่ที่ร่างของหลี่ซวนพอดี ปฏิกิริยาของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
คนแรก เมื่อเห็นหลี่ซวน ใบหน้าก็พลันสว่างวาบ เผยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจและรีบเดินตรงเข้ามาหาทันที เขาคือ 'อวี่ฟ่าน' ศิษย์หลักผู้อัธยาศัยดีที่เคยพบกับหลี่ซวนตอนไปเช่าถ้ำฝึกตนนั่นเอง
ส่วนอีกคนหนึ่ง... ทันทีที่สบตากับหลี่ซวน ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยว สีหน้าเปลี่ยนไปจนดูไม่ได้ เขาแทบจะผงะถอยหลัง ก่อนจะรีบหันขวับเดินหนีไปหลบมุมเงียบ ๆ อย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... เขาคือ 'หลินเซวียน' คนที่เคยพ่ายแพ้การประลองเดิมพันให้กับหลี่ซวนเมื่อครั้งที่เพิ่งเข้าสำนักเมื่อครึ่งปีก่อนเช่นกัน
เมื่ออวี่ฟ่านเดินเข้ามาใกล้ หลี่ซวนก็ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร ทว่าจางเหว่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
"นะ... หนึ่งในศิษย์หลักของสำนัก! แถมยังเป็นศิษย์พี่อวี่ที่เก่งกาจติดอันดับหนึ่งในสาม! เหตุใดศิษย์พี่ถึงเดินมาทางนี้...แล้วดูเหมือนรู้จักกับเจ้าด้วยงั้นรึ?"
แม้จะอยู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายเหมือนกัน แต่ศิษย์หลักนั้นล้วนอยู่ห่างจากระดับฐานวิญญาณเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะพวกเขากำลังพยายามขยาย 'ห้วงลมปราณ' ของตนเองให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็คงทะลวงระดับกันไปหมดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์หลักจึงแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันมาก เพราะเพียงแค่ขนาดของห้วงลมปราณต่างกันแค่ห้าจั้ง พลังก็แตกต่างกันอย่างชัดเจนแล้ว... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์หลักจากสำนักอันดับต้นๆของพันธมิตรเมฆา ที่มีห้วงลมปราณขนาดใหญ่กว่าศิษย์หลักของสำนักรั้งท้ายอย่างสำนักเฟิงหยวนเสียอีก
อวี่ฟ่านเดินเข้ามาใกล้ แผ่สัมผัสวิญญาณตรวจสอบหลี่ซวนเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
"ฮ่า ๆ น้องหลี่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอเจ้าที่นี่! ข้าได้ยินมาว่ามีศิษย์หลักคนหนึ่งมีปัญหาจนมาร่วมงานไม่ได้ ดูจากการที่เจ้ามายืนอยู่บนเรือลำนี้ แถมไอวิญญาณรอบตัวยังทะลักออกมาขนาดนั้น คงเป็นเจ้าสินะที่ถูกเลือกมาแทนเขาน่ะ"
หลี่ซวนเผยรอยยิ้มก่อนตอบกลับอย่างถ่อมตน "เป็นอย่างที่ท่านว่ามาเลย ผู้อาวุโสให้ข้ามาแทนศิษย์หลักผู้นั้นจริง ๆ ส่วนเรื่องไอวิญญาณรอบตัว เป็นเพราะข้าเพิ่งทะลวงระดับมาจึงยังควบคุมได้ไม่ดีนัก ระหว่างเดินทางข้าคงต้องรีบฝึกวิชาสะกดไอวิญญาณให้ได้ก่อนถึงที่หมาย"
อวี่ฟ่านได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "วิชานี้ง่ายมาก ฝึกเพียงไม่กี่วันก็สำเร็จแล้วล่ะ หากมีตรงไหนไม่เข้าใจระหว่างเดินทาง ข้าจะเป็นคนชี้แนะเจ้าเอง... เอ๊ะ คนข้าง ๆ เจ้านี่หน้าตาคุ้น ๆ แฮะ" อวี่ฟ่านหันไปมองจางเหว่ย
"ศิษย์พี่อวี่คงจำข้าไม่ได้ ตอนที่ท่านยังไม่ได้เป็นศิษย์หลักแต่ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อห้าปีก่อนข้าเพิ่งเข้าสู่ขั้นปลายจึงเคยขอท้าประลองกับท่านครั้งหนึ่ง แต่กลับพ่ายแพ้ให้ท่านในไม่กี่กระบวนท่า ท่านจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกขอรับ" จางเหว่ยตอบกลับอย่างเคารพ
เขาลูบคางครุ่นคิดก่อนกล่าว "อืม… อ้อ ข้าจำได้แล้ว! แม้ตอนนั้นดูเหมือนข้าจะชนะง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วข้าก็ใช้พลังไปมากอยู่เหมือนกันนะฮ่า ๆ ๆ" อวี่ฟ่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ในเมื่อเจ้าเป็นสหายของน้องหลี่ เจ้านับเป็นสหายข้าเช่นกัน ไม่ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่อะไรนั่นหรอก"
เมื่อจางเหว่ยได้ยิน ก็มีสีหน้าลังเลครู่หนึ่ง พอตัดสินใจได้จึงเอ่ยรับ "หากพี่อวี่กล่าวเช่นนี้ ข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว"
อวี่ฟ่านเห็นดังนั้นก็ยิ้มพอใจ "แบบนี้สิค่อยสบายหูหน่อย ข้าไม่ค่อยชอบให้ใครมาเรียกศิษย์พี่ศิษย์น้องอะไรนักหรอก ทำตัวเป็นกันเองดีกว่านะ แล—"
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงเข้มเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากหน้าเรือ เป็นเสียงที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณอันหนักแน่นและทรงอำนาจ ผู้พูดคือบุรุษหนุ่มใบหน้าหมดจด ท่าทางเข้มขรึม ระดับพลังของเขาอยู่ในลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย
คนผู้นี้คือ 'จินซวน' ศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนัก ผู้ซึ่งเคยเป็นที่พูดถึงอย่างมากในหมู่ศิษย์หญิง
"สหายทุกท่าน… ข้าขอกล่าวเอาไว้ตรงนี้ งานประลองพันธมิตรเมฆาครั้งนี้ พวกเราต้องทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ! หากผู้ใดทำผลงานได้ดีในการประลอง และสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักได้ ผู้อาวุโสของพวกเราจะตกรางวัลให้อย่างงาม!"
รางวัลอย่างงาม... ชื่อเสียงของสำนัก... ผู้ที่ได้ฟังต่างตื่นเต้นดีใจ มีกำลังใจฮึกเหิมและพร้อมจะสู้ศึกอย่างเต็มที่
"แต่… หากมีผู้ใดคิดจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ และทำให้สำนักต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงล่ะก็..." พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของจินซวนก็เข้มขรึมขึ้นไปอีกและแผ่แรงกดดันออกมาทันที "พวกท่านคงรู้สินะว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น?"
ทุกคนบนเรือเมื่อได้ยินคำขู่นี้ก็พากันขนลุกซู่ไปทั้งตัว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันนี้ ซึ่งกลุ่มของหลี่ซวนก็คือหนึ่งในนั้น
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของบุรุษวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีดังขึ้นทำลายความตึงเครียด
"เอาล่ะ ๆ พอได้แล้วเจ้าหนูจินซวน ขืนเจ้ายังแกล้งขู่เด็กพวกนี้ต่อไป เดี๋ยวพวกเขาก็พากันโดดเรือหนีไปก่อนจะได้ออกเดินทางกันพอดี"
เมื่อทุกคนหันไปมอง ก็รีบประสานมือโค้งคำนับคนตรงหน้าด้วยความเคารพทันที
"พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถิด ข้ามาเพียงเพื่อปกป้องและนำทางพวกเจ้าให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ข้ามีนามว่าชิงหยาง"
{ผู้อาวุโสชิงหยาง ระดับฐานวิญญาณขั้นปลาย} เอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี "หากมีเรื่องด่วนจริง ๆ ค่อยไปเรียกข้าที่ห้องในสุดของเรือลำนี้ก็แล้วกัน แต่หากมีเรื่องใหญ่จริง ๆ ผู้อาวุโสบนเรือลำหลักคงจัดการให้อยู่แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้พวกเจ้าพักผ่อนกันตามสบายเถิด เรือทั้งหมดของสำนักใกล้จะออกเดินทางแล้ว เมื่อถึงที่หมายข้าจะแจ้งให้ทราบอีกที"
"ขอรับ!"
ศิษย์ทุกคนล้วนเอ่ยตอบพร้อมเพรียงกันสุดเสียง พร้อมประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
และหลังจากนั้นไม่นาน เรือเหาะทั้งเจ็ดลำของสำนักเฟิงหยวนก็ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจากพื้นดิน ทะยานมุ่งหน้าออกไปสู่ท้องฟ้ากว้าง จนกระทั่งภาพของสำนักค่อย ๆ เล็กลงและหายลับไปจากสายตา