(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก

    บทที่ 36 มิตรภาพยืนยาว (รีไรต์)

    บทที่ 36 มิตรภาพยืนยาว (รีไรต์)


    เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวัน เจิ้งฮุ่ยเจวียนและพรรคพวกก็กลับมา พวกเธอเดินเข้ามาพร้อมกวาดตาสอดส่องพื้นที่รอบ ๆ เป็นอันดับแรก ก่อนจะนั่งลงเมื่อแน่ใจว่าไม่เห็นเจิ้งหยวน


    เจิ้งฮุ่ยเจวียนยิ้มพลางพูด “ฉันคิดว่าถ้าเจอไอ้คนน่ารำคาญนั่นอีก พวกเราจะแกล้งทำเป็นมาซื้อของแล้วรีบกลับ น่าเสียดายที่จะไม่ได้ลิ้มรสฝีมือคุณ”


    เจียงอี้อิ่นเบ้ปาก “ฉันก็ไม่ชอบเขาเหมือนกันค่ะ ดูถูกผู้หญิงขนาดนั้น แต่ยังมาเหยียบร้านของฉันอีก ฉันน่าจะไล่เขาไปเร็วกว่านี้”


    “คนจากฐานชางซิ่งล้วนเลวร้าย พี่ต้องระวังเขากลับมาแก้แค้นนะคะ” จิ้งจิ้งพูดขึ้นมา 


    “ฉันรู้แล้วจ้ะ ขอบใจนะจิ้งจิ้ง”


    เธอหยิบขนมโก๋ถั่วเขียวมาวางบนโต๊ะให้ทุกคนกินเล่น กำลังจะเรียกเจิ้งฮุ่ยเจวียนมากินด้วย แต่พบว่าเธอยืนอยู่หน้าร้านเจียนปิ่งมองพื้นที่สะอาดเอี่ยมอ่อง


    เจียงอี้อิ่นรู้สึกสะท้อนใจ เธอยิ้มแล้วพูดว่า “พี่เจิ้ง แสดงฝีมือหน่อยสิ”


    เจิ้งฮุ่ยเจวียนทำท่าไม่อยากเชื่อ แล้วถามว่า “ได้จริง ๆ เหรอ”


    “แน่นอนสิ พี่เป็นรุ่นพี่ในวงการเจียนปิ่งนะ ฉันจะได้ถือโอกาสขโมยวิชาด้วย”


    เจิ้งฮุ่ยเจวียนรู้ว่าเธอกำลังล้อเล่น แต่ก็รู้สึกดีใจเช่นกัน เธอจึงพับแขนเสื้อทันทีโดยไม่พูดอะไร “งั้นฉันจะลองดู นานแล้วที่ไม่ได้ทำอาหาร มือไม้คงจะไม่ค่อยคล่องแคล่วเท่าแต่ก่อน”


    เมื่อกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ กลับมา พวกเขาก็เห็นเหล่าสาว ๆ กำลังหัวเราะคิกคักล้อมวงกันอยู่หน้าร้านเจียนปิ่ง พยายามเรียนรู้วิธีทำเจียนปิ่ง เจิ้งฮุ่ยเจวียนดูเหมือนจะเปล่งประกาย ในขณะที่สอนทุกคนวิธีพลิกแผ่นแป้ง เธอก็เล่าเรื่องลูกค้าที่เจอในอดีต


    “มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นเลย ทุกครั้งที่ฉันออกร้าน เขามาจะมาเวลาเดิมแทบทุกวัน และจะสั่งแต่เจียนปิ่งเนื้อวัวเท่านั้น ทุกครั้งเขาจะจ่ายเงินเพิ่มสองหยวนเพื่อเพิ่มเนื้อวัว หนุ่มน้อยคนนั้นหล่อมาก แค่เห็นหน้าเขาก็อารมณ์ดีไปทั้งวัน ทุกครั้งฉันจะใส่เนื้อวัวให้เขาเป็นสองเท่า สามีฉันรู้เข้าก็หึงหวงนิด ๆ นะ”


    “ฉันยังจำเด็กน้อยคนหนึ่งได้ด้วย อายุประมาณสี่ห้าขวบ ทุกวันแม่ของเขาจะอุ้มมาซื้อเจียนปิ่ง เขามักจะเรียกฉันว่าป้า ท่าทางน่ารักท่าชัง ดวงตาโต ๆ คู่นั้นน่ารักมาก ๆ เลย…”


    “เอ้า… พลิกด้านเร็วเข้า แป้งจะไหม้แล้ว”


    พวกเด็กสาวฟังจนเคลิบเคลิ้ม แต่ถูกเสียงตะโกนของเจิ้งฮุ่ยเจวียนปลุกให้ตื่นจากภวังค์ พวกเธอรีบพลิกแผ่นแป้งอย่างลนลาน แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ไหม้ไป


    แม้จะเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็ยังตื่นเต้น ถึงขนาดแย่งกันชิมรสชาติของ ‘แผ่นแป้งไหม้’


    ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก อาหารที่เจียงอี้อิ่นเตรียมไว้ก็ถูกยกเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง มีเนื้อวัว ขาหมู ริมฝีปากหมู และหางหมูที่ทำเป็นอาหารตุ๋นสี่อย่าง แค่ได้กลิ่นก็น้ำย่อยทำงานแล้ว


    ซุปซี่โครงมันฝรั่ง มีต้นหอมสีเขียวโรยหน้า ช่างเป็นความเพลิดเพลินทางสายตา

     

    หมูสามชั้นผัดพริกจานนี้ใช้พริกเขียวพริกแดงผัดรวมกัน แค่มองก็เพลิดเพลินอย่างบอกไม่ถูก


    หมูตงพัวชิ้นหนาถูกจัดเรียงอย่างสวยงาม เนื้อเนียนเด้งสั่นไหวเป็นจังหวะเมื่อสัมผัสเพียงเล็กน้อย


    หมูผัดเห็ดหอมรสชาติกลมกล่อม สันในหมูชุบแป้งทอดสีเหลืองทอง ขาหมูตุ๋นน้ำผึ้งก็ชวนน้ำลายสอ... อาสยงร้องถามอย่างอดใจไม่ไหว “จะกินข้าวกันได้ยัง ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ!”


    เจียงอี๋อิ่นเห็นท่าทางเหมือนกำลังข่มความอยากของเขา ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “อีกเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”


    อาหารทุกอย่างถูกยกขึ้นโต๊ะจนหมด เจียงอี้อิ่นเปิดฝาหม้อใบสุดท้าย กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งกำจาย ท่ามกลางกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดบนโต๊ะ กลิ่นหอมอ่อน ๆ นี้กลับโดดเด่นกว่าใคร จนดึงดูดความสนใจของทุกคน


    “กลิ่นอะไรเนี่ย ถึงจะหอมอ่อน ๆ แต่ทำไมยิ่งรู้สึกหิวขึ้นนะ”


    เธอตักข้าวใส่ถ้วย เผยให้เห็นโฉมหน้าของอาหารในหม้อ


    เมล็ดข้าวที่เปล่งประกายราวกับไข่มุกเรียงรายอยู่ในถ้วย เมล็ดข้าวกลายพันธุ์นั้นมีขนาดใหญ่ ตักเพียงแค่สิบกว่าเมล็ดก็เต็มถ้วยแล้ว


    อาสยงอ้าปากค้าง “ข้าวกลายพันธุ์เหรอ ทำไมแค่ข้าวธรรมดา เถ้าแก่ถึงทำออกมาได้หอมขนาดนี้”


    “จะไม่ให้หอมได้ยังไงล่ะ” เจิ้งฮุ่ยเจวียนมองออกตั้งแต่แรก “ข้าวหุงเตาถ่าน ร้านอาหารทั่วไปสมัยนี้หากินยากจะตาย”


    “พี่เจิ้งนี่ตาดีจริง ๆ” เพื่อข้าวหม้อนี้ฉันลงทุนลงแรงไปเยอะมาก เพราะข้าวกลายพันธุ์กว่าจะต้มสุกนั้นยากเย็นเหลือเกิน ฉันต้องแช่น้ำไว้ทั้งคืน จากนั้นก็ต้มต่ออีกสี่ชั่วโมง ถึงจะได้ข้าวสวยแวววาว กลิ่นหอมฟุ้งแบบนี้

     

    กู้ไฮว่ถิงอาสาช่วย ในไม่ช้าทุกคนก็ได้ข้าวคนละถ้วย


    เธอขอให้อาสยงช่วยยกหม้อข้าวไปวางที่โต๊ะ เพื่อความสะดวกในการตักข้าว


    โต๊ะปิกนิกถูกนำมาต่อกัน ทุกคนนั่งเบียดเสียดกันพร้อมเพรียง มองมาที่เธอเป็นตาเดียว


    ร้านค้าระบบยังคงไม่ขายเหล้า เธอจึงยกน้ำเต้าหู้ขึ้นมาแล้วพูดเสียงดัง “วันนี้พวกเรามาอยู่ร่วมกันตรงนี้ได้ นับเป็นวาสนา ขอให้มิตรภาพเรายืนยาว“


    “มิตรภาพยืนยาว!” ทุกคนเปล่งเสียงพร้อมกันและยกแก้วขึ้น


    เจิ้งฮุ่ยเจียนพูดเสริม “ขอให้ทุกคนปลอดภัย”


    “ปลอดภัย!”


    กู้ไฮว่ถิงยิ้มน้อย ๆ ”ขอให้วันสิ้นโลกจบลงโดยเร็ว”


    “จบลงโดยเร็ว!”


    ทุกคนดื่มน้ำเต้าหู้และถั่วเขียวต้มน้ำตาลหมดแก้วในอึกเดียว แล้วเจียงอี้หยินก็หยิบตะเกียบขึ้นมา “ทุกคนกินเลย ไม่ต้องเกรงใจ”


    พูดยังไม่ทันขาดคำ อาสยงก็ใช้ ‘วิชาฝ่ามือเงา’ ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาตะเกียบวูบวาบอยู่บนโต๊ะ ถ้วยข้าวของเขามีอาหารกองสูงเป็นภูเขาในพริบตา


    เขาคีบข้าวใต้ภูเขาอาหารเข้าปากอย่างชำนาญ เคี้ยวสองคำก็เบิกตากว้าง “อร่อยเหาะ!”


    คนอื่น ๆ ทยอยชิมข้าวเป็นอันดับแรก ซุนเฮาอุทาน ”ข้าวกลายพันธุ์นี่รสชาติเยี่ยมจริง ๆ!”


    เจียงอี้อิ่นก็ตักข้าวเข้าปาก รสชาติหอมหวานของข้าวทำให้เธอหลับตาลงอย่างพึงพอใจ


    ไม่ได้กินข้าวสวยมานาน ในที่สุดท้องของเธอซึ่งคุ้นเคยกับอาหารทางใต้ก็อิ่มเอมเสียที


    กู้ไฮว่ถิงลองชิมอาหารทุกอย่างอย่างละคำ “ถ้าผลิตอาหารพวกนี้ได้เป็นจำนวนมากละก็ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ ๆ”


    อาสยงเห็นด้วยทันที “ใช่เลย ๆ รสชาติแบบนี้ ต่อให้แพงแค่ไหนผมก็ซื้อ”


    น่าเสียดายที่วัตถุดิบเหล่านี้หาได้ไม่ง่าย เธอจึงตั้งใจทำร้านอาหารในเมืองให้ดีที่สุดไปก่อน


    หลังจากเปิดร้านบะหมี่มาได้ระยะหนึ่ง ร้านก็มีโอกาสขยายกิจการอีกครั้ง แต่เธอยังไม่รีบร้อน หลังจากปิดร้านในวันนั้น เธอก็เริ่มนวดแป้ง


    เธอเริ่มจากนวดแป้งจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะปั้นเป็นเส้นยาว ๆ แล้วใช้มือฉีกเป็นก้อนกลม ๆ วางเรียงกันไว้ด้านข้าง 


    โรยแป้งนวลไว้บนโต๊ะเล็กน้อย เธอใช้มือซ้ายหยิบก้อนแป้งขึ้นมาหนึ่งก้อน กดเบา ๆ ด้วยฝ่ามือ แล้วใช้มือขวาคลึงแป้งไปมา พร้อมกับใช้มือซ้ายคอยปรับตำแหน่งแป้งไปด้วย เพียงพริบตาเดียว แป้งแผ่นบางขนาดเท่า ๆ กันก็ปรากฏขึ้น 


    มือของเธอเคลื่อนไหวไม่หยุด แป้งแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกวางซ้อนกันขึ้นมา 


    หลังจากคลึงแป้งทั้งหมดเป็นแผ่นบางแล้วก็เริ่มห่อเกี๊ยว 


    มือซ้ายของเธอวางแผ่นแป้งลงบนฝ่ามือ ขณะที่มือขวาตักไส้เนื้อมาวางไว้ตรงกลาง จากนั้นจึงรวบขอบแป้งขึ้นจับเป็นจีบสวยงาม เกี๊ยวตัวอ้วน ๆ น่ากินก็เป็นอันเสร็จ 


    เธอห่อเกี๊ยวด้วยความเร็ว ใช้เวลาเพียงสองถึงสามวินาทีต่อชิ้นเท่านั้น เมื่อแสงสุดท้ายของวันลาลับฟ้า เกี๊ยวห้าร้อยชิ้นก็ถูกห่อเสร็จเรียบร้อย 


    เธอหยิบเกี๊ยวหกสิบชิ้นพักไว้ นอกนั้นนำไปแช่แข็งในตู้เย็น 


    ตั้งหม้อน้ำบนเตา อีกเตาหนึ่งตั้งซึ้งนึ่ง เตรียมไว้สำหรับนึ่งและต้มเกี๊ยวอย่างละครึ่ง 


    พอน้ำเดือด เธอก็ค่อย ๆ หยิบเกี๊ยวใส่ลงหม้อทีละชิ้น เกี๊ยวลอยตุ๊บป่องขึ้นมาพร้อมกับฟองอากาศ 


    หลังจากเติมน้ำเย็นลงไปสามครั้ง เธอก็ตักน้ำซุปกระดูกหมูที่ทำไว้เมื่อมื้อเที่ยงใส่ลงไปสองทัพพี จากนั้นจึงตักเกี๊ยวที่สุกแล้วใส่ชามเตรียมพร้อม 


    จากนั้นปรุงน้ำจิ้ม โดยใส่เกลือ น้ำซีอิ๊ว น้ำมันพริก และน้ำส้มสายชูลงในถ้วยเล็กน้อย สุดท้ายเติมน้ำต้มเกี๊ยวหนึ่งช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน น้ำจิ้มสีแดงสดก็พร้อมแล้ว


    เธอตั้งใจลากโต๊ะปิกนิกไปยังที่ที่เด็กน้อยมักจะปรากฏตัว ครึ่งโต๊ะอยู่ด้านนอกเขตพื้นที่ปลอดภัย และวางเก้าอี้ไว้ข้างนอกตัวหนึ่ง จากนั้นจึงวางอาหารทั้งหมดลงบนโต๊ะ 




    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน