ตอนที่ 16 ข้ายังเป็นต้นไม้เล็ก เป็นไม้ผุคงไม่ได้ (1)
ไม่ถูกต้อง ผู้ที่เกลียดชังเจียวเจียวไม่ควรเป็นซ่งหว่านเจิน แต่ควรเป็นสตรีคนนั้น มีเพียง ‘มารดา’ แสนดีผู้ซึ่งฉลาดปราดเปรื่องและจิตใจกว้างขวางของเขาที่ควรจะรู้สึกเช่นนั้น ตัวเขาเองเป็นเด็กผู้ชาย มีหลายเรื่องที่นางดูแลไม่ทั่วถึง และไม่กล้าเข้ามาก้าวก่าย ทว่าเจียวเจียวอยู่ข้างกายนาง รูปโฉมยังละม้ายคล้ายคลึงกับอี๋เหนียงเป็นที่สุด จะไม่ให้นางรู้สึกเกลียดชังได้อย่างไร
แต่ไหนแต่ไรอวี๋จือรุ่นไม่เคยคิดโกรธแค้นอวี๋ฮูหยิน ต่อให้ถูกรังแกอย่างเงียบๆ เขายังรู้สึกเสมอว่านั่นเป็นเพราะความผิดพลาดของอี๋เหนียง เขาได้กำเนิดมาอย่างแข็งแรง ได้ร่ำเรียนตำราอย่างสงบ ก็รู้สึกพอใจมากแล้ว ใช่ว่าเขาดีขนาดนั้น แต่เขาเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถก้าวออกไปยังโลกภายนอก และจะไม่ถูกกักขังอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดไป
ทว่าวันนี้เขาเพิ่งได้รู้ว่า เหตุผลที่เขายังไม่รู้สึกโกรธแค้นนั้น เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามยังไม่เคยกระตุ้นโทสะและกระทำการล้ำเส้นต่อเขาเช่นนี้ วันนี้มันทำให้เขารู้สึกโกรธแค้นสุดขีด!
เจียวเจียวของเขาชื่อเสียงป่นปี้เช่นนี้แล้ว บุรุษคนใดจะยอมแต่งกับสตรีที่ถูกอาจารย์ตราหน้าว่าเป็นไม้ผุ แต่งเข้าเรือนไปเพื่ออะไร เพื่อให้กำเนิดลูกหลานที่เป็นไม้ผุอย่างนั้นหรือ
เมื่อคิดว่าเจียวเจียวที่ตั้งอกตั้งใจเขียนคำว่าไม้ผุสองคำนี้ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของผู้คน อวี๋จือรุ่นพลันรู้สึกโกรธแค้นเสียจนอยากปลิดชีพตนเองทิ้งเสีย เขามิควรไปขอร้องให้บิดาช่วยเหลือ สุภาษิตใดกันที่ว่าผู้อดทนต่อความยากลำบากจะได้ดีในที่สุด น้องสาวของเขาอายุเพิ่งจะสิบเอ็ดปี ยังไม่รู้ประสีประสา แต่ในวันนี้กลับถูกหญิงชั่วช้าสองคนนั้นทำลายขนาดนี้ ถูกพวกนางทำลายจนไม่มีชิ้นดี!
เมื่อเห็นนายน้อยโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ สั่นเทาไปทั้งตัว ปลายเล็บกลมมนที่ถูกตัดเล็มได้รูปถูกม้วนเข้าไปในฝ่ามือจนแน่น เต๋อลี่จึงรีบพูดออกมาว่า “นายน้อยขอรับ เวลานี้หาใช่เวลาที่ควรโมโหไม่ ท่านควรไปหาคุณหนูสี่ไม่ใช่หรือ ตอนนี้นางคงจะรู้เรื่องแล้วเป็นแน่ ท่านควรไปหาคุณหนูสี่ก่อนนะขอรับ”
อวี๋จือรุ่นได้สติกลับมาในทันใด “ใช่ เจ้าพูดถูกแล้ว ข้าควรไปเยี่ยมเจียวเจียว ข้าจะต้องไปหาเจียวเจียว” เรื่องเรียนในช่วงเที่ยง เรื่องอาจารย์ที่จะมาสอน ล้วนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง หากเจียวเจียวมีอันเป็นไป เขาจะมีหน้าไปพบอี๋เหนียงในยมโลกได้เช่นไร
…
อวี๋จือรุ่นคิดว่า เมื่อตนไปถึงสวนเหมยสิ่งที่เห็นตรงหน้าคงหนีไม่พ้นฉากแห่งความโศกเศร้า อย่างเบาที่สุดเจียวเจียวคงกำลังร้องไห้ และมีสาวใช้ทั้งสองคนกำลังปลอบนางอยู่ ร้ายแรงไปกว่านั้นเจียวเจียวคงกำลังหาทางปลิดชีวิตตัวเองเพื่อหนีความอัปยศที่ได้รับ ในเรือนคงจะวุ่นวายกันไปหมด แต่คิดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เห็นคือ สาวใช้คนหนึ่งกำลังปักผ้าอยู่ด้านนอกห้อง ส่วนอีกคนกำลังช่วยเจียวเจียวฝนหมึกอยู่ในห้อง น้องสาวของตนนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้เรียบกำลังเขียนตัวอักษรอยู่ บรรยากาศสงบเงียบเป็นปกติ
เมื่อเห็นตัวอักษรคำว่าไม้ผุที่เจียวเจียวเขียนซึ่งดูไม่ประณีตสวยงามเท่าใดนัก เขาพลันรู้สึกว่าตนเองน่าจะมาทันเวลา ดูท่าทางแล้วเจียวเจียวคงจะยังไม่รู้เรื่อง ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งอก อย่างไรเสียคำพูดที่ออกมาจากปากของตนเอง ย่อมต้องดีกว่าได้ยินจากปากของสาวใช้หรือคนนอกเป็นแน่
เมื่อนึกถึงจุดนี้ เขาจึงโบกมือให้กับเซียงฉี่ที่ย่อตัวคำนับตนได้ถอยออกไป จากนั้นจึงก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ยกมุมปากยิ้มพลางถามว่า “เจียวเจียว เจ้ากินมื้อเที่ยงแล้วหรือ” คำพูดเหล่านั้น ควรพูดออกไปอย่างไรดี
“พี่รอง เหตุใดจึงมาถึงที่นี่” อวี๋เจียวตกตะลึงเป็นลำดับแรก แล้วจึงได้สติในฉับพลัน นี้คงเป็นเพราะได้ยินข่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจจึงรีบมาเป็นแน่ พอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา นางจึงแย้มยิ้มพลางลุกขึ้นยืน “ข้ากินแล้ว พี่รองกินหรือยังเจ้าคะ” รีบเร่งมาเสียขนาดนี้ คงจะยังไม่ได้กินมาแน่ๆ
“ข้ากินมาแล้ว” อวี๋จือรุ่นพยักหน้าอย่างลวกๆ ในใจยังคงกังวลว่าควรจะกล่าวสิ่งใดออกไป
อวี๋เจียวไม่อาจฝืนทนเห็นใบหน้าอมทุกข์ของพี่ชายอีกต่อไป จึงได้เอ่ยด้วยรอยยิ้มขึ้นมาก่อน “พี่รอง วันนี้อาจารย์สอนสองคำนี้ สอนเพิ่มเติมจากเมื่อวานอีกหนึ่งคำ มีคำว่าไม้และคำว่าผุ พี่รองช่วยเจียวเจียวดูหน่อยเจ้าค่ะ สองคำนี้ข้าเขียนเป็นอย่างไรบ้าง”