บทที่2 พบเจอ
เมืองเฉิงซาน ทางตอนใต้ของแคว้นหนาน มีหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากชายทะเลมากนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรและประมง
ครอบครัวตระกูลลู่ เป็อีกหนึ่งครอบครัวที่เลี้ยงชีพด้วยการหาของป่าและจับสัตว์ทะเลตามชายฝั่งขาย ต้นยามเหม่า(5.00-6.59 น.) ลู่คงชายวัย35ปี และบุตรชายวัย14หนาว นามว่าลู่เหวิน กำลังตระเตรียมความพร้อมของเรือ ก่อนที่จะออกเดินเรือ เฉกเช่นทุกวัน
่นี้ชาวบ้านต่างพากันเร่งมือหาตุนเสบียงอาหารเข้าบ้าน เนื่องจากอีกไม่ถึง2เดือนก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว การจัดหาข้าวของเครื่องใช้จำเป็ ที่ต้องใช้ในฤดูหนาวอันโหดร้าย จึงเป็เื่เร่งด่วนของทุกบ้านในตอนนี้
“ท่านพ่อ ข้าว่าวันนี้คลื่นลมสงบมาก น้ำทะเล ก็ดูนิ่ง เราลองพายเรือไปแถวแนวเขตใต้หน้าผาสูง ที่อยู่ติดชายหาดอีกฝั่ง ดีหรือไม่ขอรับ”
บริเวณนั้นชาวบ้านไม่นิยมเข้าไปมากนักด้วยยามที่คลื่นลมแรง เรืออาจถูกคลื่นซัดไปกระแทกหินโสโครกที่มีอยู่มากมายในบริเวณนั้น ทำให้ตัวเรือพังเสียหายได้
“ข้าว่าจะลองเสี่ยงดำลงไปงมกุ้ง ดูสักหน่อย แถวนั้นพวกเรายังไม่เคยลองไปกันเลย ข้ามีลางสังหรณ์ว่า วันนี้เราอาจโชคดีพบเจอกุ้งัตัวโตๆหรือหอยเป๋าฮือก็เป็ได้”
“พ่อว่าก็ดีเหมือนกัน เลยหน้าผาแถบนั้นไปยังไม่มีชาวบ้านเข้าไปรบกวนพวกสัตว์น้ำมากนัก เราอาจพบโชคดีอย่างเ้าว่าก็เป็ได้ พ่อเองก็ว่าจะลองเหวี่ยงแห จับปลาแถบแถวนั้นดูบ้าง”
หลังจากทั้งสองพายเรือลัดเลาะมาจนถึงบริเวณใต้หน้าผา เมื่อลองเหวี่ยงแหจับปลาไปในครั้งแรก พบว่าได้ปลาขึ้นมาเป็จำนวนมากทีเดียว คาดว่าเหวี่ยงอีกไม่เกิน4รอบคงเต็มลำเรือพอดี วันนี้คงได้กลับบ้านเร็วขึ้น
“ท่านพ่อเราพายเข้าไปใกล้ฝั่งอีกสักหน่อยเถอะ ข้าอยากลองดำน้ำดู ตรงบริเวณนั้นมีกระแสน้ำอุ่นทำให้น้ำไม่เย็นมาก ข้าอยากลองดำลงไปหากุ้งสักหน่อย”
เด็กหนุ่มลงไปดำผุดดำว่ายอยู่สักพัก จึงพบเ้ากุ้งัตัวใหญ่ั์ กำลังว่ายน้ำหนีไปยังซอกของโขดหินริมชายฝั่ง เขาจึงดำตามลงไปเพื่อคว้าตัวมัน ท้ายที่สุดเขาก็จับมันขึ้นมาได้ ครั้นเมื่อโผล่ออกมาสู่ผิวน้ำเพื่อหายใจอีกครั้ง เขาต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
บนโคนหินที่เขาพบเ้ากุ้งัั์ กลับมีร่างของดรุณีน้อยนางหนึ่ง นอนคว่ำหน้าสลบไสล ริมฝีปากซีดขาวราวกับกระดาษ ตามเนื้อตัวพบรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วนอยู่หลายแห่ง บนศีรษะมีโลหิตสีแดงไหลซึม จนอาบชโลมเปรอะเปื้อน ไปจนถึงใบหน้าและลำคอ
“ท่านพ่อออออ! ทางนี้ ข้าพบศพคนตาย”
ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องะโของบุตรชาย ลู่คงจึงรีบพายเรือเข้าไปหาโดยทันที เมื่อเขาลองทดสอบโดยการเอาหลังมืออังไว้ที่ปลายจมูก พบว่านางยังมีลมหายใจอยู่ จึงเอ่ยกับบุตรชายว่า
“เ้านี่ก็กระไร โวกเวกโวยวายเฉกเช่นกระต่ายตื่นตูมไปได้ นางยังไม่ตายและยังมีลมหายใจอยู่ เพียงแค่สลบไปเท่านั้น นางได้รับาเ็อยู่หายแห่ง เห็นทีเราคงต้องรีบพานางกลับไปพักรักษาตัวไปที่บ้านเสียก่อน”
..............................................
‘โอ๊ยยยยย! เจ็บชะมัดเลย ปวดร้าวทั้งตัวเลยแฮะ’
ดาวนึกบ่นอยู่ในใจ จำได้ว่ากำลังขับรถไปส่งของให้ลูกค้า แล้วก้มมองกำไลของแม่ที่เกิดรอยร้าว จากนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างจ้า โผล่ออกมาจากกำไลพร้อมกับเสียง โครม! จากนั้นก็จำไม่ได้แล้ว
เธอพยายามขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก นึกในใจเบาะนอนของโรงพยาบาลทำไมมันแข็งเหมือนไม้กระดานขนาดนี้นะ แต่เมื่อลืมตามองออกไป เธอพบว่าภายในห้องมีสภาพเหมือนในซีรีส์จีนโบราณ แถมสภาพห้องก็ดูเก่าทรุดโทรมอยู่มาก
เตียงที่เธอนอนก็เป็เตียงไม้ สภาพเก่า ขยับตัวไปมาแต่ละที จะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ก้มมองผ้าห่มผืนบางที่เธอห่มอยู่ พบว่ามีรอยปะชุนจนเต็มผืน
แต่ยังไม่ทันได้คบคิดสิ่งใดต่อ ประตูห้องที่เธอนอนพักอยู่ก็ถูกเปิดออก เธอพบกับชายหญิงและเด็กชายตัวป้อมเดินตรงเข้ามา
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
หญิงสาวเดินเข้ามานั่งข้างเตียงที่เธอนอน จากนั้นก็นำมือมาแตะหน้าผากและจับตามเนื้อตามตัวของดาว
“ดูเหมือนไข้จะลดลงแล้วนะเ้าคะท่านพี่”
หญิงสาวนางนั้นหันกลับไปมองหน้าส่งยิ้มให้กับชายหนุ่มตัวโต
“พวกคุณเป็ใครคะ? แต่งตัวเหมือนธีมปาร์ตี้แฟนซีแนวย้อนยุคจีนเลย”
“แล้วที่นี่มันคือที่ไหนหรือคะ ดูไปไม่น่าจะใช่โรงพยาบาล แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
แม่หนู เ้าพูดอะไรของเ้ากัน ข้ายิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ สามีและบุตรชายคนโตของข้า ไปพบเ้านอนหมดสติอยู่ที่โขดหินใต้หน้าผาติดชายทะเล ั้แ่เมื่อวานตอนเช้า เนื้อตัวของเ้าพบร่องรอยาแหลายแห่ง จึงพาเ้ากลับมากลับมาพักรักษาตัวที่บ้านของพวกเรา”
‘อย่าบอกนะ ว่าเป็อย่างที่คิด ข้ามภพย้อนเวลา สลับร้างจะเกิดขึ้นกับเรา’
ดาวขบคิดขึ้นในใจ ถ้าฟังจากคนพวกนี้พูดคุย มันก็เป็ภาษาจีนนี่น่า ดีที่เธอรู้ภาษาจีนเพราะแม่สอนให้พูดอ่านเขียนมาั้แ่จำความได้ ขอยืนยันอีกอย่างล่ะกัน
“พวกท่านมีกระจกไหม ข้าขอยืมดูสักหน่อย”
“กระจกคืออะไรหรือขอรับพี่สาว”
เด็กชายตัวป้อมโผล่ใบหน้าออกมาจากด้านหลังของมารดา เพื่อเอ่ยถามเธออย่างสงสัยใคร่รู้
“เออ..มันคือที่ใช้สำหรับส่องมองใบหน้าและลำตัวของเราน่ะ เวลาพวกท่านแต่งตัวแต่งหน้าท่านใช้อะไรดูกันล่ะ”
“เ้าคงหมายถึงคันฉ่องสินะ บ้านข้าไม่มีหรอก ถ้าอยากเห็นใบหน้า ก็อาศัยดูจากเงาสะท้อนในน้ำนะ”
ชายหนุ่มตัวโตตอบ พร้อมหันไปหยิบกะละมังน้ำที่วางอยู่ในห้องยื่นให้เธอ เมื่อเธอรับมันมาส่องดูเงา พบว่า….
‘ก็ตัวเราเองนี่หว่า ไม่ได้ข้ามภาพข้ามชาติมาอาศัยร่างใคร’ เธอจ้องมองตนเองในน้ำ แต่พอมองอย่างตั้งใจเธอพบว่า ใบหน้าของเธอทำไมถึงดูเด็กลงเทียบเคียงสมัยที่เธออายุเพียง10ขวบเห็นจะได้ พอยกมือทั้งสองข้างของตนเองดู ก็ยิ่งใมากขึ้น มันทั้งเรียวเล็ก และผอมบางเป็อย่างมาก
“โอ๊ยยยยย ปวดหัวมาก ข้าเป็ใคร ทำไมข้าจำอะไรไม่ได้เลย”
เธอแอบคิดในใจ ไม่ได้การล่ะ ต้องเริ่มเปิดประเด็นตีเนียน ชิงบอกว่าตัวเองเป็โรคยอดฮิตในซีรีส์และนิยายแทบทุกเื่ก่อนดีไหม แสร้งทำเป็ความจำเสื่อมไปก่อน เพราะถ้าเกิดพวกเขาถามอะไรมา จะได้ตอบไปว่าไม่รู้ จำไม่ได้ แล้วอาศัยตามน้ำไปก่อนละกันยัยดาวเอ๋ย
“แม่หนู เ้าจำอะไรไม่ได้เลยรึ ว่าตนเองเป็ใครมาจากไหน ช่างน่าสงสารแท้ เวรกรรมอะไรของเ้ากัน ข้าและสามีปรึกษากันว่าหากเ้าไม่มีที่ไปจริงๆ จะอยู่กับครอบครัวของเราก็ได้ หากเ้าไม่รังเกียจ ”
หญิงสาวตรงหน้าดึงเธอเข้ามากอดใช้มือตบที่หลังของเธอเบาๆอย่างอ่อนโยนคล้ายมารดาที่ปลอบประโลมลูกน้อยด้วยความรัก ทันใดนั้น น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาเองแบบไม่ตั้งใจ ภายในใจกำลังตื้นตันและอุ่นซ่านจนหน้าแปลก
“ข้าไม่รังเกียจเลยเ้าค่ะ ข้ากลับยิ่งขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือคนแปลกหน้าเช่นข้า ขอบคุณจริงๆเ้าค่ะ”
เธอกอดตอบหญิงสาวตรงหน้า พร้อมสะอื้นไห้ตัวโยน เธอยอมรับว่ารู้สึกกลัวมาก ตอนนี้โลกที่เธออยู่มันไม่ใช่โลกใบเดิมอีกแล้ว เธอจะใช้ชีวิตเองคนเดียวตามลำพังกับโลกที่เธอไม่รู้จักได้อย่างไรกัน
แถมตอนนี้สภาพร่างกายของเธอก็เหมือนกับเด็ก10ขวบ ยิ่งคิดยิ่งหดหู่ เมื่อได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นแสนจะคุ้นเคยกับท่าทีที่อ่อนโยนของสตรีตรงหน้า ดาวหวนคิดถึงอ้อมกอดของแม่ในโลกเก่าเป็อย่างมาก ทำให้เธอปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมา มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเผลอหลับไปในอ้อมกอดนั้นอย่างไม่รู้ตัว