เณรน้อยกลายเป็แสงสีม่วงทองพริบตาเดียวก็หายลับไปบนฟ้า
ฟางเส้าไป๋เพิ่งรู้สึกตัวะโโบกมือไปมาราวกับเขา้าจะะโอะไรสักอย่างแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ได้เพียงยกมือสุดแขนเป็เวลานาน
แม้จะมีขึ้นมีลงแต่ก็จบได้ด้วยดีทั้งสองคนปลอดภัยแล้ว แต่ไม่รู้เหตุใดทั้งสองถึงรู้สึกหดหู่เป็อย่างมาก
พักใหญ่ฟางเส้าไป๋ถึงสภาพแวดล้อมเละเทะรอบๆแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาหยวน ข้าจะต้องเป็เซียนให้ได้! ข้าอยากเป็เหมือนเณรเทพคนนั้น ใช้แค่มือและเท้าสังหารปีศาจ บินได้เหมือนแสง...”
“อืม” เซียวจิ่งหยวนพยักหน้าเล็กน้อยมองเผินๆ เหมือนเขาสงบนิ่ง ทว่าในใจร้อนระอุดุจไฟลุกโชน
“ออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะแล้วค่อยคุยกันเมื่อถึงอาราม”
“ได้เลย...”
ฟางเส้าไป๋พยักหน้าหนักแน่น
จากนั้นพี่น้องคู่ทุกข์คู่ยากก็ประคองกันค่อยๆเดินกลับไป ทั้งสองออกมาแต่เช้า แต่กลับถึงอารามเต๋าอีกทีก็เกือบมืดค่ำดวงอาทิตย์แดงก่ำอ้อยอิ่งอยู่ทีู่เา สะท้อนแสงยามอัสดงย้อมนภาให้เป็สีแดงราวกับถูกคลุมด้วยผ้าหลากสี
ระหว่างทางทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเลยหลังจากเข้าไปในอารามก็แยกกันนั่งเหม่อลอยอย่างเงียบๆ
แต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาก็มักจะได้ยินเื่เล่าของนักพรตหรือเทพเซียนอยู่บ่อยๆ ทว่ายังไม่เคยเห็นนักพรตหรือเทพเซียนที่แท้จริงมาก่อนวันนี้ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้แล้ว ว่าผู้บำเพ็ญนั้นมีพลังเช่นไรกันแน่
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
ทั้งสองไม่มีพลังที่จะต่อต้านแรงกดดันของตะขาบั์ทำได้เพียงนั่งรอความตาย แต่เมื่ออยู่ในเงื้อมมือของเณรน้อย ตะขาบตัวมหึมาก็เป็เฉกเช่นมดปลวกในกำมือ
เมื่อเปรียบเทียบด้วยความแตกต่างเช่นนี้เป็ธรรมดาที่พวกเขาจะรู้สึกะเืใจเป็เท่าตัว
หลังจากที่เงียบอยู่นานเซียวจิ่งหยวนก็ถอนหายใจเบาๆ“เฮ้อ เมื่อครู่ข้ามึน เลยลืมถามที่มาของผู้ช่วยชีวิต”
“ไม่จำเป็ต้องถามหรอก ข้าว่าข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ใด” ฟางเส้าไป๋คิดแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ดูจากรูปแบบของจีวรแล้วน่าจะเป็เซียนวัดจินซานแห่งเกาะเจียงซินในเจิ้นเจียง”
“เจิ้นเจียง...วัดจินซาน!” ดวงตาของฟางจิ่งหยวนเป็ประกายครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “ก็คือหนึ่งในสามที่ในเขตเจียงหนานที่มีเทพเซียนที่เ้าเคยบอกไว้อย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว”
ใบหน้าของฟางเส้าไป๋สว่างเป็ประกาย “สามสำนักเซียน ข้าสรุปมาจากเบาะแสต่างๆ ที่เคยได้ยินมามีความเป็ไปได้สูงกว่าเจ็ดส่วนเลยทีเดียว ก่อนอื่นเลยคือวัดจินซานไม่มีฝาไห่[1]แบบที่เ้าเคยพูดถึงยิ่งกว่านั้นหางโจวก็ไม่มีเจดีย์เหลยเฟิง[2]...”
ฟางเส้าไป๋พูดอย่างฉะฉาน “จากการสันนิษฐานของข้า เจิ้นเจียงน่ะ...เมื่อร้อยปีก่อนไม่ได้เรียกว่าเจิ้นเจียงหรอกเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ แต่จู่ๆวันหนึ่งมีสัตว์อสูรโผล่มาในแม่น้ำแล้วเริ่มทำร้ายชาวบ้าน ปีศาจน้ำสร้างคลื่นขนาดใหญ่หลายร้อยจั้งหวังจะถล่มเมืองและทำลายล้างผู้คนแต่ใน่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ไต้ซือเทพองค์หนึ่งก็ลงมาจากฟากฟ้า แล้วปราบปีศาจที่กลางแม่น้ำนั่นเสีย”
“กล่าวกันว่าร่างของสัตว์อสูรนั่นกองอยู่ในแม่น้ำเหมือนูเาเล็กๆเนื่องจากความดุร้ายของปีศาจน้ำ ทำให้แม่น้ำที่เงียบสงบเอ่อท่วม เพื่อให้แม่น้ำสงบลงไต้ซือเทพผู้นั้นจึงยกเขาสีทองลูกหนึ่งมาทับร่างของปีศาจน้ำนั่นจนจมลงกลางแม่น้ำกลายเป็เกาะกำจัดภัยอันตรายที่แฝงอยู่ไปจนหมด หลังจากนั้นไต้ซือก็สร้างวัดไว้บนเกาะแห่งนั้นเพื่อเผยแพร่และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา”
ดวงตาของฟางเส้าไป๋เป็ประกายแล้วพูดว่า“ได้ยินคนพูดว่าตอนนี้ไต้ซือฝ่าิแห่งวัดจินซานครองตำแหน่งมานานกว่าสามสิบปีทว่ารูปร่างหน้าตาของเขายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงเป็เหตุผลที่ข้าเดาว่าในวัดจินซานแห่งนั้นจะต้องมียอดฝีมือที่มีพลังเหนือธรรมชาติซ่อนอยู่เป็แน่และเมื่อรวมเณรน้อยที่เราเพิ่งเจอไปแล้ว ข้าก็มั่นใจสิบส่วนเลยว่านี่เป็เื่จริงไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน”
ฟางเส้าไป๋เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่เซียวจิ่งหยวนยังสงสัย “เ้ามั่นใจได้อย่างไร ว่าผู้ที่ช่วยชีวิตเราเป็เณรจากวัดจินซานไม่ได้มาจากวัดอื่น โลกนี้กว้างใหญ่นัก วัดวาอารามก็ไม่น้อย”
จีวรมีสีฟ้าแดง เหลืองฟ้า ดำขาว และสีอื่นๆอยู่ไม่น้อย ถึงแม้แต่ละวัดมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ทว่าก็ไม่ได้ต่างกันชัดเจนจะเรียกว่าเหมือนกันก็ไม่แปลก ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็เณรจากวัดใดด้วยรูปแบบของจีวร
ถึงกระนั้นฟางเส้าไป๋ก็ยังพูดไปเรื่อย “ในพื้นที่ของเจียงหนานมีวัดวาอารามมากมายนับไม่ถ้วนก็จริง แต่ที่มีตำนานเทพเซียนมีเพียงสองสามแห่งเท่านั้นแห่งแรกคือวัดจินซาน แห่งที่สองคือตำหนักซ่างชิงแห่งเหมาซานและแห่งที่สามคือนิกายหลิงกุยแห่งเขาเยี่ยนตั้ง!”
ฟางเส้าไป๋แจกแจงต่อ “ตำหนักซ่างชิงมีแต่นักพรตเต๋า ส่วนนิกายหลิงกุยที่ผู้นำนิกายเรียกตนเองว่าเ้าแห่งหลิงกุยปลีกวิเวกออกจากทางโลกผู้คนในเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงต่างมองว่าเขาเป็เทพเซียนหลิงกุยในนิกายมีศิษย์สามพันคนและผู้ศรัทธานับไม่ถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือคนมักเห็นว่าสาวกของนิกายหลิงกุยเรียกลมฝนได้ราวกับทวยเทพ...”
ฟางเส้าไป๋ครุ่นคิด “สิ่งเหล่านี้มิอาจปลอมแปลงได้ จึงฟังดูน่าเชื่อถือ เพียงแต่เ้าแห่งหลิงกุยไม่ใช่ทั้งพระหรือนักพรตฉะนั้นสาวกของนิกายหลิงกุยจึงถูกจัดอยู่นอกเหนือจากนี้ ดังนั้นก็เหลือเพียงวัดจินซานแล้ว”
ฟางเส้าไป๋ถูมือไปมาแล้วแนะว่า “อาหยวน บุญคุณต้องทดแทนนะ พรุ่งนี้เราไปวัดจินซานด้วยกันเป็อย่างไร ไปหาเณรน้อยคนนั้นแล้วขอบคุณต่อหน้าเลยดีหรือไม่”
“หืม?”
เซียวจิ่งหยวนใจเต้น จู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างได้
อันที่จริงเณรน้อยผู้นั้นจะเป็สาวกของวัดจินซานหรือไม่นั้นไม่สำคัญแต่ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้ฟางเส้าไป๋มีข้อแก้ตัวและมีเหตุผลเหมาะสมที่จะไปวัดจินซานแล้วหากว่าเณรน้อยเป็คนของวัดจินซานจริงก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
แต่ถ้าไม่ใช่...ก็ไม่เป็ไร
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจเบาๆรู้ว่าหลังจากที่ได้เห็นเทพเซียนด้วยตาตนเอง ฟางเส้าไป๋ก็ไม่สามารถระงับความปรารถนาที่จะเป็เซียนมีพลังวิเศษในใจของเขาได้อีกต่อไปเมื่อเข้าใจเจตนาของฟางเส้าไป๋ เซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกลำบากใจ
คงเป็เื่โกหกถ้าบอกว่าเขาไม่อยากกราบไหว้เข้าสู่สำนักใหม่และฝึกเป็เซียนปัญหาคือการจะกราบไหว้เข้าสู่สำนักใหม่นั้นจำเป็จะต้องละทิ้งสำนักเก่า ซึ่งสำหรับเขาแล้วมิอาจเลือกไปที่อื่นได้
หลังจากเงียบไปนาน เซียวจิ่งหยวนจึงเลี่ยงที่จะตอบและเปลี่ยนเื่พูด “เมื่อครู่เณรน้อยที่เก่งกล้าผู้นั้นกล่าวว่าสระกระบี่เนินพยัคฆ์กำลังจะเปิดในเร็วๆนี้ ไม่รู้ว่ามีหมายความว่าอะไรกันแน่”
“สระกระบี่เนินพยัคฆ์?”
ฟางเส้าไป๋ใ กุมศีรษะกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่สุสานแห่งกษัตริย์เหอลู่ว์แห่งแคว้นอู๋ในยุคาชุนชิวหรอกหรือได้ยินว่าหลังจากกษัตริย์เหอลู่ว์ตายก็ถูกฝังอย่างลับๆ ไว้ทีู่เาเนินพยัคฆ์ตอนที่เขาตายได้ถูกฝังไปพร้อมกับสมบัติและดาบมีค่าจำนวนมาก เดิมทีบนูเาเนินพยัคฆ์ไม่มีบ่อน้ำทว่าคนรุ่นหลังได้ยินเกี่ยวกับสมบัติและดาบมีค่าก็พากันไปขุดหาไม่ขาดสายจนเกิดเป็สระน้ำขนาดใหญ่ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่าสระกระบี่!”
ฟางเส้าไป๋มุ่นคิ้วแล้วกล่าวว่า “สระกระบี่เปิดหมายถึงว่ามีคน้าปล้นสุสานงั้นหรือ”
“เปล่าหรอก...” เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะและครุ่นคิด“เื่มันไม่ง่ายขนาดนั้นแน่ ลองคิดดูนะ พวกเขาเ่าั้เป็เซียนจะสนใจเงินทองทั่วไปด้วยเหตุใดสมบัติมีค่าและดาบมันน่าสนใจงั้นหรือ”
“ไม่อยู่แล้ว” ดวงตาของฟางเส้าไป๋เป็ประกาย“บาตรใบนั้นเป็สมบัติล้ำค่าที่ประเมินและแลกไม่ได้ด้วยด้วยเงินทอง”
“ใช่เพราะงั้นถ้าเ้าลองวิเคราะห์ดูก็จะรู้ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่เล่นๆ” เซียวจิ่งหยวนกระซิบด้วยเสียงอันแ่เบา “พวกมนตร์ดำอาคมอันตรายฝูงสัตว์ปีศาจร้าย และลมพายุที่ปั่นป่วนนี่แสดงว่าตะขาบที่เห็นในศาลเ้าร้างนั่นน่าจะเพิ่งมาทำรังได้เมื่อไม่นานมานี้และเ้าก็บังเอิญเจอเข้ากับมันพอดี..”
“อืมๆ ...”
ฟางเส้าไป๋พยักหน้าและกล่าว “แม้ศาลเ้าร้างจะอยู่ห่างไกล แต่บางครั้งก็มีคนไปเลี้ยงวัวที่นั่นถ้าก่อนหน้านี้มีตะขาบปีศาจอยู่จริงก็ต้องเกิดเื่ขึ้นตั้งนานแล้วไม่ต้องรอจนถึงตอนนี้หรอก”
“ดังนั้น เกรงว่า่นี้จะไม่สงบเสียแล้ว”
เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็เตือนว่า “เส้าไป๋ พรุ่งนี้เ้ากลับไปที่เมืองจำไว้ว่าต้องบอกเหล่าพี่น้องของเ้าให้พวกเขาคอยระวังตัวให้มากๆอย่าแส่หาเื่กับคนที่ไม่อาจหาเื่ได้”
“เข้าใจแล้ว” ฟางเส้าไป๋ลุกขึ้นแล้วเอ่ยอย่างร้อนรนว่า“ข้าจะรีบกลับไปเตือนพวกเขา...”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไป”
เซียวจิ่งหยวนใรีบเตือนเขาให้อยู่ต่อก่อน
“วางใจเถอะ ข้าไม่ดวงซวยขนาดนั้นหรอกข้าจะตรงกลับเมืองและไม่แวะที่ใด ไม่เกิดเื่ขึ้นแน่” เสียงของฟางเส้าไป๋ลอยมาจากนอกอารามเต๋าพริบตาเดียวก็หายไป
เซียวจิ่งหยวนถอนใจพลางส่ายศีรษะเขารู้ดีว่าฟางเส้าไป๋กำลังรีบกลับบ้านเพื่อไปเตือนเหล่าพี่น้องของเขานั้นเป็เื่หลอกลวงทั้งเพกลับกันเขาจะไปบอกเหล่าพี่น้องให้ไปหาความลับแห่งสระกระบี่เนินพยัคฆ์ด้วยกันต่างหาก
แน่นอนว่าจะดียิ่งกว่า หากเขาสามารถสอบถามถึงที่อยู่ของเณรน้อยผู้นั้นได้โดยตรง อย่างไรก็ตามความคิดนี้ก็เป็ของเซียวจิ่งหยวนเขาถึงได้ไม่รั้งฟางเส้าไป๋ไว้
เมื่อเห็นฟางเส้าไป๋จากไปแล้ว เขาที่นั่งอยู่คนเดียวในอารามเต๋าก็ถอนหายใจออกมาด้วยความละเหี่ยใจ
“ตาเฒ่า ท่านช่างทำให้ข้าลำบากเสียจริง”
เซียวจิ่งหยวนพึมพำกับตนเอง ถกถียงภายในใจอยู่คนเดียวสองความเชื่อที่ต่างกันกำลังทะเลาะกันอย่างกับฟ้าจะถล่มดินทลายหมื่นพันความคิดไม่จบไม่สิ้น
เวลาเดินดุจสายน้ำเขานั่งเหม่อลอยไม่รู้ตนว่านั่งอยู่นานเท่าใด
แสงจันทร์สว่างไสวสะท้อนผ่านหน้าต่างเข้ามายามนี้เงาพร่ามัวเงาหนึ่งปรากฎตัวพร้อมกับแสงจันทร์เย็นะเืที่ลานอารามเต๋า
เซียวจิ่งหยวนไม่ได้สังเกตในทีแรก แต่เมื่อได้ยินเสียงนุ่มนวลสดใสก็แปลกใจนัก
“หยวนเป่า หยวนเป่า!”
เสียงนี้เบาแต่คมชัดเหมือนกับลมพัดกระดิ่ง ฟังแล้วรื่นหูนัก
เซียวจิ่งหยวนได้ยินก็ทั้งงงทั้งใรีบลุกออกไปมองที่หน้าต่าง เพียงแรกเห็นใจเขาก็เต้นรัว ดวงตาพร่ามัว
ที่อารามอันว่างเปล่า เขาเห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งคิ้วของเขาดำขลับ ดวงตาราวกับคลื่นน้ำสงบนิ่งในฤดูใบไม้ร่วงท่าทีน่าหลงใหลและไร้เดียงสา ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป ผิวขาวเจือสีแดงระเรื่อ
มองดูแล้วราวกับไข่มุกและหยกงามชั้นดีแวววาว นุ่มนวลและละเอียดอ่อน...
[1]ฝาไห่เป็ชื่อของตัวละครนักบวชในวรรณกรรมเื่ นางพญางูขาว
[2] เจดีย์เหลยเฟิง คือเจดีย์ที่ผนึกนางพญางูขาว