จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 35: โลกที่แท้จริง

    เถ้าถ่านจากกองไฟที่มอดดับในลานสังหาร ยังคงลอยอวลอยู่ในความทรงจำ แต่คำอินทร์ไม่ได้หันหลังกลับไปมองอีกแล้ว 


    เขาทิ้งซากศพและความแค้นที่เพิ่งชำระสะสางไว้เบื้องหลัง แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า


    เขาเพิ่งตัดสินใจได้ว่าการเดินทางในอนาคต เขาจะเริ่มจากตรงไหน


    ช่วงแรกที่เขาสูญเสียหลวงปู่แก้วและเพื่อนๆพี่น้องในหมู่บ้านลับแล เขารู้สึกเคว้งคว้างไม่มีที่ไป ในใจมีแต่คำว่าล้างแค้น แต่ในระยะเวลาที่เขาตามล้างแค้นทหารพม่าเขาได้ครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง


    เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ สัมผัสของแข็งสองชิ้นที่เก็บไว้อย่างดี...พระคัมภีร์อสุรา และ แหวนทองคำขาว


    คัมภีร์คือหนทางสู่พลัง...ส่วนแหวนวงนี้...คือหนทางสู่อดีต แหวนอาจจะนำเข้าไปค้นหาอดีตที่เริ่มต้น


    "ล้านนา..." เขาพึมพำกับตัวเอง "ข้าต้องไปที่นั่นก่อน...กลับไปยังบ้านเกิดของท่านแม่ ข้าอาจจะได้เบาะแสอะไรหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาของแก่นอาคมหรือสาเหตุของความแค้นในอดีต"

    “และที่สำคัญข้าต้องการกองกำลังที่เพียงพอที่จะต่อกรทัพพม่าและตามหาราชครูมินจอส่วยเพื่อล้างแค้น เมืองล้านนาของท่านตาและท่านแม่อาจจะให้ข้าได้” คำอินทร์คิดในใจ เจ้าพระยาอินทร์คือตาของเขา เมืองล้านนาก็เป็นที่ปกครองของท่านตา ญาติพี่น้องของท่านตาและแม่อาจจะหลงเหลืออยู่ 


    เขาต้องไปตามหาอดีตของเขา……


    ที่นั่นคืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง...และอาจเป็นที่ที่มีคำตอบของทุกอย่างซ่อนอยู่


    เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน คำอินทร์ก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือทันที เขาใช้เวลาเดินทางหลายวัน รอนแรมอยู่ในป่าเขาที่เริ่มมีความลาดชันและสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 


    จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็ออกมาสู่พื้นที่ราบที่กว้างขึ้น และได้เห็นภาพที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก


    เบื้องหน้าของเขาคือแนวกำแพงเมืองโบราณที่ทำจากศิลาแลงสีน้ำตาลแดงเข้ม สูงตระหง่านและทอดยาวไปไกลสุดสายตา 


    คูเมืองกว้างใหญ่ที่บางช่วงแห้งขอดแต่บางช่วงยังมีน้ำขังอยู่ สะท้อนเงาของป้อมปราการที่ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปี 


    เขาจำได้ลางๆ ว่าหลวงปู่เคยชี้ให้ดูจากบนยอดเขาสูงเมื่อนานมาแล้ว...พร้อมกับบอกว่านั่นคือเขตเมืองหน้าด่านที่สำคัญยิ่งของอยุธยา...เมืองชากังราว


    ในวินาทีนั้นเอง เขาก็ตระหนักรู้ความจริงอันน่าตกตะลึง...หมู่บ้านลับแลที่เขาเติบโตมาตลอดสิบปี แท้จริงแล้วไม่ได้ซ่อนตัวอยู่กลางป่าลึกที่ห่างไกลจากผู้คน แต่กลับซ่อนอยู่ภายใต้อาคมกำบังอันซับซ้อน...ในเขตป่ารกชัฏที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งนี้นี่เอง 



    หลวงปู่แก้วเลือกที่ซ่อนสำหรับเขาในที่อันตรายที่สุด...แต่ก็เป็นที่ที่ไม่มีใครคาดคิดที่สุดเช่นกัน



    คำอินทร์ตัดสินใจเข้าเมืองเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี...มันทำให้เขารู้สึกประหม่า


    บรรยากาศที่ชายขอบประตูเมืองนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทหารสยามในชุดรบที่ดูเหนื่อยล้ากำลังเร่งเสริมความแข็งแกร่งของกำแพงและประตูเมือง สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังคนเดินทางทุกคนด้วยความหวาดระแวง 


    เมื่อคำอินทร์เดินผ่านเข้าไป เขารู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมายังเสื้อผ้าของเขาที่ทำจากผ้าฝ้ายธรรมดาและย่ามเก่าๆ ของเขาอย่างประเมินค่า


    ภายในเมืองชากังราวในตอนนี้...เป็นภาพของชีวิตหลากหลายที่ดำเนินไปภายใต้เงาของสงคราม


    ตลาดที่ควรจะคึกคักกลับดูบางตาและซบเซา ผู้คนต่างมีสีหน้าอมทุกข์ เขามองเห็นขบวนผู้อพยพที่อิดโรยนั่งพักอยู่ตามร่มไม้ชายคา พวกเขาคือชาวบ้านที่หนีตายมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ถูกทัพพม่ารุกราน


    ร่างกายที่อ่อนล้าจากการเดินทางและการต่อสู้ที่ผ่านมาเริ่มส่งเสียงประท้วง ท้องของคำอินทร์ร้องด้วยความหิวโหย ราตรีกำลังจะมาเยือน และเขาต้องการที่พักพิง เขาเดินเข้าไปถามชายชราคนหนึ่งที่กำลังหาบน้ำอยู่ริมทาง


    "ท่านลุง...พอจะทราบหรือไม่ว่าคนเดินทางเช่นข้า จะหาที่พักค้างแรมได้ที่ใดในเมืองนี้"


    ชายชรามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่เหนื่อยอ่อน ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง "คนจรอย่างเราๆ ก็มีแต่ที่เดียวเท่านั้นแหละพ่อหนุ่ม...ศาลาคนเดินทาง...หลังใหญ่ที่อยู่ท้ายตลาดนั่น"


    คำอินทร์ขอบคุณแล้วเดินไปตามทางที่ชายชราบอก ไม่นานนักเขาก็มาถึงศาลาหลังใหญ่นั้น 


    ศาลานี้เป็นเหมือนโรงโถงขนาดใหญ่ ปลูกสร้างอย่างแข็งแรงด้วยเสาไม้แก่นท่อนมหึมา หลังคามุงกระเบื้องดินเผาอย่างดี มีกำแพงศิลาแลงเตี้ยๆ สูงเพียงพอเอื้อมถึงล้อมรอบไว้  มันดูโอ่โถงและน่าจะเป็นที่พักพิงที่ดีได้


    แต่เมื่อก้าวเข้าไป...เขาก็พบกับโลกอีกใบหนึ่ง


    ภายในศาลานั้นแออัดและวุ่นวายไปด้วยผู้คนหลากชนชั้น พื้นไม้ที่ควรจะสะอาดกลับเต็มไปด้วยฝุ่นดินและเศษฟาง มีกลิ่นอับของเหงื่อไคลและอาหารบูดปะปนกันจนน่าเวียนหัว


    คำอินทร์กวาดตามองจนพบมุมหนึ่งที่ดีที่สุด...มีลมโกรกและดูสะอาดสะอ้าน มันถูกจับจองโดยกลุ่มพ่อค้าที่ดูมีฐานะ 


    พวกพ่อค้ากางมุ้งเล็กๆ และมีคนรับใช้คอยพัดวีให้

    ถัดมาอีกมุมหนึ่ง...กลุ่มทหารนอกราชการกลุ่มใหญ่กำลังล้อมวงเล่นการพนัน ส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายและดื่มเหล้ากันอย่างไม่เกรงใจใคร


    ส่วนพื้นที่ที่เหลือ...ถูกจับจองโดยครอบครัวผู้อพยพและคนเดินทางที่ยากไร้ พวกเขานอนเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นแข็งๆ ใช้ห่อผ้าเก่าๆ หนุนต่างหมอน


    คำอินทร์ในชุดผ้าฝ้ายมอมแมม เดินหาที่ว่างอย่างเงียบเชียบ เขาพยายามหาเพียงมุมเล็กๆ ที่พอจะให้เขานั่งพิงเสาเพื่อพักเอาแรงได้บ้าง


    เขาเดินเข้าไปใกล้บริเวณที่เหล่าทหารกำลังล้อมวงกันอยู่ เพราะเห็นว่ายังมีที่ว่างข้างเสาต้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทรุดตัวลงนั่ง...


    "เฮ้ย!" เสียงตวาดห้าวๆ ก็ดังขึ้น ทหารร่างกำยำมีรอยบากที่ใบหน้าคนหนึ่งหันมามองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง "จะทำอะไรของมึงวะไอ้หนู!"


    คำอินทร์ชะงัก "ข้า...ข้าเพียงจะขออาศัยนั่งพักตรงนี้สักครู่"


    "พักรึ?" ทหารคนนั้นหัวเราะเสียงดังลั่น จนเพื่อนร่วมวงหันมามองเป็นตาเดียว "ที่ของกู...ไม่ใช่ที่สำหรับเด็กบ้านป่าเนื้อตัวสกปรกอย่างมึง! ไสหัวไปหาที่ซุกนอนที่อื่นไป๊!"


    สิ้นเสียงนั้น มันก็ใช้เท้าถีบเข้าที่สีข้างของคำอินทร์อย่างแรง!


    คำอินทร์ซึ่งยังคงอ่อนเพลียและไม่ทันตั้งตัว เซถลาไปสองสามก้าวจนเกือบล้มลง


    วินาทีนั้น...แววตาของเขาพลันเปลี่ยนไป!


    ความเย็นเยียบและจิตสังหารที่เขาเคยใช้กับทหารพม่าลุกวาบขึ้นมาในดวงตา มือของเขาขยับไปที่ด้ามดาบคู่กายโดยสัญชาตญาณ พลังจากแก่นอาคมเริ่มสั่นไหวพร้อมที่จะปะทุออกมา เขาจะฆ่ามัน...เขาจะหักคอมันเหมือนที่เคยทำ...


    แต่แล้ว...เขาก็หยุดชะงัก


    ภาพของหลวงปู่ที่ส่ายหน้าช้าๆ แวบเข้ามาในความคิด...'อย่าให้ความแค้น...กลืนกินความเป็นคนของเจ้า'


    เขาจะเปิดเผยพลังของตนเอง...จะก่อเรื่องนองเลือด...เพียงเพราะถูกสบประมาทอย่างนั้นรึ? 


    นั่นไม่ใช่สิ่งที่นักรบทำ แต่เป็นสิ่งที่อันธพาลทำ คำสอนของหลวงปู่ลอยเขามาในมโนสำนึกผุดขึ้นในใจ “มันไม่ใช่สิ่งที่วิญญูชนควรทำ”


    คำอินทร์ค่อยๆ ลดมือลงจากด้ามดาบ เขาข่มเพลิงโทสะที่ลุกโชนให้มอดดับลงอย่างยากลำบาก ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ไม่ใช่การยอมแพ้...แต่คือการอดทน


    คำอินทร์หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังไล่หลังมา


    เขาเดินไปยังมุมที่อับที่สุด มืดที่สุด และสกปรกที่สุดของศาลา...ที่ที่เหล่าผู้อพยพที่สิ้นหวังที่สุดนอนกองรวมกันอยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงศิลาแลงที่เย็นเฉียบ ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างสมเพชของคนรอบข้าง


    ความหิวและความเหนื่อยล้าทางกาย...ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับความอัปยศที่เพิ่งได้รับ


    ณ วินาทีนี้เอง...คำอินทร์ก็ได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในชีวิต


    เขาคือเจ้าฟ้า...คือผู้มีพลังแห่งแผ่นดิน...คือผู้สังหารยอดฝีมือ...แต่ในโลกที่แท้จริงใบนี้...หากปราศจากเงินตราและยศศักดิ์...เขาก็ไม่ต่างอะไรจากธุลีดินที่ใครๆ ก็สามารถเหยียบย่ำได้


    เขาหลับตาลง...ไม่ใช่เพื่อพักผ่อน...แต่เพื่อจดจำความรู้สึกนี้ไว้


    ความรู้สึกของความต่ำต้อย...ความรู้สึกของการถูกเหยียดหยาม...มันจะเป็นเครื่องเตือนใจ...ว่าหนทางข้างหน้าของเขานั้น….ในการแก้แค้น..เขาไม่ได้ต้องการเพียงพละกำลังเช่นพยัคฆ์...แต่ยังต้องการสติปัญญาและความอดทนแบบพรานป่าผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกด้วย


    การเดินทางสู่ล้านนายังไม่ทันได้เริ่มต้น...แต่บทเรียนบทแรกของคำอินทร์...ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว…


    ณ ศาลาคนเดินทางแห่งเมืองชากังราว