“ช่วยด้วย!” ภูเขาด้านหลังของสำนักในที่เงียบสงัดมีเสียงกรีดร้องอันโหยหวนดั่งภูตผีดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหมีสองเป็นเหมือนลูกชิ้นเนื้อที่กลิ้งไปมาวิ่งไปด้วย ร้องตะโกนไปด้วย สภาพล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า
ส่วนพวกเย่เฉินก็ได้วิ่งหนีกันไปแล้ว
ทำไมต้องวิ่งหนีด้วย?
ไม่ใช่เพราะเจ้าหมีสองหลอกล่อคนมามากเกินไปแต่เมื่อกวาดสายตามองแล้ว มีคนอยู่ราวๆ ร้อยคนผู้นำของคนกลุ่มนี้มีเจดีย์สีเงินที่แขวนลอยอยู่เหนือศีรษะเมื่อมองดูแล้วดูเหมือนจะเป็นฉีหยางศิษย์ลำดับที่แปดในบรรดาศิษย์เก้าคนที่แท้จริงของสำนักเหิงเยว่
วิ่งหนี? จะไม่ให้วิ่งหนีได้อย่างไรล่ะ?
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเย่เฉินได้รู้ดีแก่ใจว่าจะต้องหนีไป หากไม่พูดถึงฉีหยางแค่คนที่ตามหลังเขามาจำนวนเป็นร้อยคน ถ้าถูกดักล้อมขึ้นมาคงจะต้องถูกทำร้ายแน่นอน
“ช่วยด้วย!” เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านหลังบิดร่างอ้วนของเขาเขาใช้ความเพียรพยายามมาตลอดทางจนตามพวกเย่เฉินทัน
“เจ้ามันเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้าอ้วน เจ้ามันเป็นพวกคนหลอกลวง” เย่เฉินเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงต่างสบถขณะที่พวกเขาวิ่งไปทางภูเขาด้านหลัง
“ข้าก็แค่ล่อหยางเว่ยมาคนเดียวใครจะไปรู้ว่าจะมากันหมด” เจ้าหมีสองรีบร้องออกมาด้วยความอยุติธรรม
“ไสหัวไปข้าไม่อยากสนใจเจ้าอีก” พวกเย่เฉินทั้งสามคนต่างตะโกนด่าจนทำให้เจ้าหมีสองรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบคอ
โดยเฉพาะฮั่วเถิงและเซี่ยอวิ๋นซึ่งกำลังรู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก เย่เฉินจะไปล่อคนมาทีละคน แต่เจ้านี่ช่างดีจริงๆเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ล่อคนมาร้อยกว่าคนเป็นการล่อลวงคนเหมือนกันแต่เจ้านี่ก็ไม่มีหลักการใดๆ
“ศิษย์น้องทั้งสี่รีบร้อนขนาดนี้ จะไปไหนกัน!”เสียงหัวเราะยียวนของฉีหยางก็ดังขึ้นทางด้านหลัง
จากนั้นก็มีแสงสีเงินสายหนึ่งตัดผ่านท้องฟ้าเมื่อมองดูดีๆ มันคือเจดีย์สีเงินของฉีหยาง
เวิง!
เจดีย์สีเงินสั่นสะท้านส่งเสียงดังเวิงวังและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว รัศมีลำแสงสีเงินสุกสกาวใสร่วงหล่นลงมาและพลังนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ความกดดันและความหวาดกลัวก็ได้ครอบงำพวกเย่เฉินทั้งสี่คนทันทีกดดันจนเหมือนถูกก้อนหินขนาดใหญ่บดขยี้อยู่ตรงนั้น
เช้ง!
เสียงกระบี่ดังขึ้นในทันทีเซี่ยอวิ๋นซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาพวกเขาสี่คนที่อยู่ขั้นพลังหยางได้เริ่มเคลื่อนไหวที่คิ้วของเขาก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์วาบขึ้นกระบี่ยาวอาวุธวิญญาณของเขาได้พุ่งทะยานออกไปปกป้องทั้งสี่คน
“ไม่เจียมตัว”ฉีหยางที่ไล่ตามมายิ้มขบขัน จากนั้นใช้เจดีย์สีเงินของเขาฟาดลงมาทันที
ปัง!
กระบี่วิญญาณและเจดีย์สีเงินต่างกระทบกันและกระเด็นออกไปแม้แต่พวกเซี่ยอวิ๋นทั้งสี่คนล้วนก็ต่างสั่นสะเทือนจนกระเด็นออกไปเช่นกัน
“เจ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งธรรมดา!” เซี่ยอวิ๋นเช็ดเลือดที่มุมปาก และพวกเย่เฉินต่างก็มึนงงจนตาลายนี่เป็นช่องว่างระหว่างขั้นพลังธาตุและขั้นพลังหยางอาวุธวิญญาณชิ้นเดียวก็พอที่จะปราบปรามคนจำนวนมาก
ในขณะนี้ทั้งสี่คนจึงตระหนักขึ้นได้ และรู้สึกว่ากลอุบายเล็กๆ น้อยๆของคนร้ายของพวกเขาถูกรู้ทันแล้วไม่อย่างนั้นศิษย์สำนักในจำนวนมากมายขนาดนี้คงจะไม่บังเอิญมาปรากฏตัวอยู่ที่ภูเขาด้านหลังของสำนักในในเวลาเดียวกัน
นี่เป็นแผนการที่วางเอาไว้แล้วว่าจะต้องกวาดล้างพวกเขาให้สิ้นซาก
ไปกันเถอะ!
ทั้งสี่คนหันไปรอบๆโดยไม่หยุดพัก
ฉีหยางไล่ตามอยู่ด้านหลังราวกับภูตผีข้างหลังของเขามีฝูงชนจำนวนเกือบร้อยคนต่างพุ่งเข้ามา
“แยกกันไปอย่าอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน” เมื่อเย่เฉินหันไปมองด้านหลังเขาก็พูดขึ้นทันที
ทั้งสามคนรับรู้และเปลี่ยนทิศทางทันที
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เย่เฉินตกตะลึงก็คือ แม้ว่าพวกเขาทั้งสี่จะแยกกันแต่ก็แทบไม่มีใครติดตามพวกเซี่ยอวิ๋นไปเลยมีแต่ฝูงชนจำนวนมากที่มุ่งแต่จะไล่ล่าเขา ซึ่งฉีหยางก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
หลังจากเหลียวหลังไปมองในใจของเย่เฉินก็สะดุ้งขึ้น และพบว่าศิษย์สำนักในที่ไล่ตามเขาอยู่ข้างหลังนั้นเป็นคนที่ถูกส่งไปยังป่าร้างเมื่อสองสามวันก่อนหยางเว่ยเองก็อยู่ในนั้นด้วยหรือแม้แต่จั่วชิวหมิงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็มาด้วยเช่นกัน
“เจ้าบ้าเอ๊ยตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือ” เย่เฉินสบถและเร่งฝีเท้าทันที
เขาดูออกทั้งหมดแล้วว่าคนเหล่านี้ล้วนตามเขามาเหมือนกับพวกเซี่ยอวิ๋นก็ล้วนแต่ไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น
เห็นได้ชัดว่าพวกเซี่ยอวิ๋นทั้งสามคนสังเกตเห็นว่ามีคนจำนวนราวร้อยกว่าคนกำลังไล่ตามเย่เฉินอยู่และด้านหลังของทั้งสามไม่มีใครไล่ตามพวกเขาเลย
“แบบนี้นี่เอง!” เซี่ยอวิ๋นกลอกตาไปมา และหยุดนิ่งลง
เจ้าหมีสองและฮั่วเถิงที่อยู่อีกสองทิศทางต่างก็หยุดเช่นกันเมื่อเห็นคนจำนวนมากวิ่งมาทางเย่เฉิน พวกเขาก็กระแอมขึ้นเบาๆโดยเฉพาะเจ้าหมีสองที่ขยี้คิ้วของตนเองอย่างรุนแรง “ทำไมข้ารู้สึกว่าข้าทำให้เย่เฉินติดกับเข้าเสียแล้ว”
“งงอะไรอยู่รีบมุ่งกลับไปกันเถอะ” เซี่ยอวิ๋นเป็นคนแรกที่กระตุ้นและก่นด่าขึ้นมา“อย่ามาตามข้า ข้าจะอยู่ด้านหลังคอยกวนพวกเจ้าเอง”
ตูม!
เสียงกัมปนาทก็ดังขึ้นจากระยะไกลฉีหยางจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไล่ตามเย่เฉินไปจากนั้นเจดีย์สีเงินก็กวาดลำแสงสายหนึ่งออกมาตัดต้นไม้โบราณที่สูงตระหง่านออกเป็นแผ่นๆก้อนหินขนาดใหญ่ก็ถูกบดขยี้จนละเอียดเป็นเม็ดๆ
เมื่อเห็นลำแสงสีเงินกวาดเข้ามาเย่เฉินก็พลิกมือและหยิบกระบี่เทียนเชวียออกมา และขวางไว้เบื้องหน้า
ปัง!
เสียงของโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นความแข็งแกร่งของกระบี่เทียนเชวียยังคงทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมากแต่ทว่าเขาก็ยังคงถูกแรงสั่นสะท้านจากการปะทะจนกระเด็นลอยออกไปเมื่อเทียบกับพวกจั่วชิวหมิงแล้ว ฉีหยางยิ่งน่าหวาดกลัวกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าจะหนีไปไหนได้อีก”เสียงหัวเราะอันเจ้าเล่ห์ของฉีหยางดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆลำแสงรัศมีของเจดีย์สีเงินที่ส่องสว่างก็ยิ่งพร่างพราว
ไม่เลวเขาวางแผนไว้แล้วและได้ดำเนินการตามแผนนี้และคนกลุ่มนี้ที่พามาด้วยก็มาจากการวางแผนของเขาฉีเฮ่าลูกพี่ลูกน้องของเขาถูกเย่เฉินเล่นงานไปไม่เบา ทำให้ตระกูลฉีแห่งหนานเจียงของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียงและชื่อเสียงของตระกูลฉีจะต้องได้รับการกอบกู้กลับคืนมา
ความจริงชัดเจนแล้วว่าแผนการของเขายังคงประสบความสำเร็จอย่างน้อยก็ได้ต่อสู้จนพวกเย่เฉินรับมือไม่ทัน
ตูม!
ตูมตาม!
เสียงระเบิดดังสนั่นอย่างต่อเนื่องเย่เฉินไม่กล้าที่จะผ่อนคลายเลยแม้แต่นิดและทุกครั้งที่เขาก้าวออกไปจากสถานที่ที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ที่ตรงนั้นก็จะถูกถล่มจนเป็นหลุมลึก
เขาต้องหนีเขาต้องหนีไปให้ได้ไม่ต้องพูดถึงเขาที่ตอนนี้ยังคงถูกยับยั้งพลังด้วยกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราเลยแม้แต่ฉีหยางเพียงคนเดียวนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถต่อกรได้และยิ่งไม่ต้องพูดถึงทางด้านหลังซึ่งยังมีศิษย์สำนักในจำนวนมากมายที่ต้องการแก้แค้นเขา
หากมองจากมุมสูงลงมาด้านหลังของเขามีคนจำนวนราวร้อยกว่าคนที่กำลังตามไล่ล่าเขา พวกเขาเหล่านั้นดูราวกับแหขนาดใหญ่ที่กำลังต้อนเย่เฉินเอาไว้ตรงกลาง
นี่คือภูเขาด้านหลังของสำนักในแม้ว่ามันจะอยู่ในอำนาจของการร่ายมนตร์สะกดห้อมล้อมเอาไว้ของสำนัก แต่หากถูกไล่ตามแม้ว่าจะไม่ถูกฆ่า ก็คงจะพิการเป็นแน่
ขณะที่คิดอยู่ในใจเย่เฉินเหลือบมองไปที่เจดีย์สีเงินของฉีหยางที่โผล่ออกมาจากฟากฟ้าเจดีย์นั่นไม่ได้เก่งกาจธรรมดาแม้แต่กระบี่ของเซี่ยอวิ๋นที่อยู่ในขั้นพลังหยางก็ถูกฟาดจนกระเด็นลอยออกไปนับประสาอะไรกับเขาที่อยู่ในขั้นรวมพลัง
“จะอย่างไรก็ต้องไม่ถูกเจดีย์นั่นกดเอาไว้ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาใหญ่ได้” เย่เฉินเร่งความเร็วฝีเท้าขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่ขณะที่เขาเพิ่งก้าวออกมากำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราบนข้อมือของเขาก็ส่งเสียงดังและสั่นสะท้านขึ้นทันทีทันใดนั้นดาวดวงที่สองบนกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราก็สว่างขึ้น
ให้ตายเถอะ!
เย่เฉินก็อดที่จะระเบิดความหงุดหงิดออกมาไม่ได้“เจ้าจริงใจหรือเปล่านี่ จู่ๆ ดันมาเลือกเป็นอะไรเวลาแบบนี้”
ทันใดนั้นน้ำหนักของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราก็เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งพันชั่งเมื่อปรับเข้ากับน้ำหนักห้าร้อยชั่งได้แล้ว น้ำหนักของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเย่เฉินจึงรู้สึกได้ทันทีว่าแรงรั้งก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าความเร็วและพละกำลังก็ลดลงอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้เย่เฉินไม่ทันรับมือความเร็วในการหลบหนีของเขาจึงถูกจำกัด
เวิง!
เจดีย์ของฉีหยางที่อยู่บนท้องฟ้าก็กวาดลำแสงสีเงินลงมาอีกครั้ง
ตูม!
ตรงจุดนั้นก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งก็ถูกบดขยี้จนละเอียดเย่เฉินที่ถูกจำกัดความเร็วก็กระเด็นลอยออกไป
“ยังจะวิ่งอีกหรือ?” เสียงอันเจ้าเล่ห์ดังขึ้น ฉีหยางที่เข้ามาราวกับสายลมและเจดีย์ก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า
มังกรผยอง!
เย่เฉินส่งเสียงตะโกนเขาเหวี่ยงแขนฟาดลงมาจากฟากฟ้าพร้อมฝ่ามือมังกรผยองทันที
แม้ว่าเสียงคำรามของมังกรจะดังขึ้นอย่างรุนแรงแต่การระเบิดออกที่รุนแรงของเขาอยู่ภายใต้เจดีย์สีเงินซึ่งก็ไม่อาจจะต้านทานได้เงาร่างมังกรสีทองนั้นก็ได้ถูกบดขยี้และเขาที่ไม่ทันทรงตัวก็ได้กระเด็นลอยออกไปอีกครั้ง
“ช่างอ่อนแอเสียจริง”ฉีหยางเดินเข้ามาช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ เย่เฉินยังไม่ทันจะทรงตัวแต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนเหมือนกับว่าเขากำลังสนุกอยู่กับจุดจบของเย่เฉินที่น่าสังเวชใจนี้
“มีอาวุธวิญญาณอย่างหนึ่งที่ห้ามแตะต้องขั้นพลังหยางที่สง่างาม หากจะมาใช้อาวุธวิญญาณกับข้าที่อยู่ในขั้นรวมพลังละก็คงจะต้องไร้ยางอาย” เย่เฉินตะโกนและหนีไปอีกครั้ง
“คำพูดโน้มน้าวเหล่านั้นไม่มีประโยชน์สำหรับข้าหรอก”ฉีหยางแสยะยิ้ม และเคลื่อนไหวฝ่ามือเรียกเจดีย์สีเงินให้ลงมาจากฟากฟ้า
เวิง!
เจดีย์สีเงินส่งเสียงดังเวิงวังสะท้านไปทั่วพร้อมสาดแสงสว่างสีเงินพร่างพราว เย่เฉินรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวของเจดีย์สีเงินเขารู้สึกเพียงว่ามีก้อนหินขนาดใหญ่ที่หนักอึ้งราวหมื่นชั่งอยู่เหนือศีรษะของเขามันกดทับลงมาจนทำให้เขาหายใจไม่ออก