ตอนที่ 132
น้ำเสียงตำหนิที่ ลั่วชิงเหอกล่าวออกมาไปแสดงท่าทีวางก้ามคุกคามอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ทั้งสองคนเพิ่งจะเคยพบกันครั้งแรกส่วนหนึ่งอาจเพราะ ลั่วชิงเหอ ที่ยิ่งสืบค้นเรื่องราวของ เหยาซาน มากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่สบอารมณ์กับความสามารถที่เกินขอบเขตทั้งด้านปราณธาตุและด้านศาสตรา อีกทั้งด้วยข่าวลือภายในสำนักที่ปรากฏก็เต็มไปด้วยคำติฉิน จนหมู่ศิษย์หวาดกลัว...
ตนที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะเหนือว่าเจี่ยโย่วเทียน ถึงขั้นที่ว่าหากอายุเท่าเทียมกัน เจี่ยโย่วเทียนคงไม่มีทางเอาชนะได้ ยามนี้จึงรู้สึกเหมือนถูกกลบรัศมีที่กำลังเจิดจรัสโดย เหยาซานผู้นี้อีกทอดหนึ่ง... สองผู้อาวุโสสูงสุด ยังให้ความสำคัญกับ เหยาซาน ถึงขั้นมอบสิทธิ์ต่างๆ ให้มากมาย รวมไปถึงศาสตราและโอสถอีกด้วย
ผนวกกับการยั่วยุปลุกปั่นของเจี่ยโย่วเทียน จึงส่งผลให้ ลั่วชิงเหอ รู้สึกไม่ชอบ เหยาซาน ตั้งแต่ที่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำเป็นอคติของผู้แข็งแกร่ง ที่กำลังจะถูกแทนที่โดยคลื่นระลอกหลัง ยิ่งมอง เหยาซานมากเท่าไหร่ ลั่วชิงเหอ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเห็นตนเองในอดีต...
ซวงฉวี่ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อยกับท่าทีของ ลั่วชิงเหอ... เพราะการชิงดีชิงเด่นภายในสำนักถือเป็นเรื่องสามัญและ ซวงฉวี่ เองก็ข้ามผ่านในจุดนั้นมาแล้ว จนกลายเป็นจุดสูงสุดของสำนักบุปผาประจิม...ในเวลานี้มีเพียง เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง เท่านั้นที่ภายภาคหน้าอีกไม่กี่ปี ก็คงจะมีโอกาสแทนที่นางได้
ทว่าในเวลานี้ยังมีระยะห่างอยู่มากนักและตัวของ ซวงฉวี่ ก็อยู่ในวัย 20 ปีแล้ว ปีนี้จึงจะเป็นปีสุดท้ายที่สามารถอยู่ในสถานะของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ดังนั้นการมีศิษย์น้องมากความสามารถมาสืบทอดตำแหน่งภายในสำนัก ย่อมถือเป็นเรื่องดีกับทางสำนักบุปผาประจิมผนวกกับที่ทั้งสองมีความเคารพต่อ ซวงฉวี่ อย่างนอบน้อม นางจึงไม่รู้สึกเป็นปรปักษ์กับศิษย์น้องทั้งสองคน...
สำหรับลั่วชิงเหอ ยามนี้เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 18 ปี แน่นอนว่าอายุน้อยกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้ง7 คนในรุ่นปัจจุบัน ต่อให้การประลองในวังหลวงครั้งนี้จะมีผลงานไม่โดดเด่นทว่าปีหน้าก็คงถูกวางตัวในตำแหน่งเป็นที่แน่นอนแล้ว
แต่ด้วยความทะเยอทะยานของลั่วชิงเหอ จึงอยากจะก้าวล้ำและผงาดตนขึ้นเสียตั้งแต่ในปีนี้ เนื่องด้วยลั่วชิงเหอ มีเป้าหมายที่สูงยิ่งกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาวแต่เพ่งเล็งไปถึงระดับ มังกรรุ่นเยาว์ และราชันย์รุ่นเยาว์ จุดสูงสุดของชนชั้นอายุต่ำกว่า20 ปี ในทวีปมังกรฟ้า... ถือเป็นความมุ่งมั่นทะเยอทะยานที่น่าชื่นชม ในเส้นทางของยุทธภพ...
กล่าวถึงทวีปมังกรฟ้าแน่นอนว่าเป็นจุดศูนย์รวมความแข็งแกร่งของยุทธภพจากทั้ง 4 ทวีป ดังนั้นทั้งระดับผู้เยาว์หรือแม้แต่ยอดฝีมือระดับแนวหน้า ทวีปมังกรฟ้าถือว่าเหนือล้ำกว่าทวีปอื่น ๆอย่างไม่ต้องสงสัย
เหยาซานที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย แต่จู่ ๆ มาถูก ลั่วชิงเหอ ระเบิดอารมณ์ใส่ตั้งแต่แรกเจอเช่นนี้ไหนเลยที่จะยินยอมถูกข่มเหง หากอีกฝ่ายแสดงความน่านับถือออกมาสักนิด ต่อให้อายุของทั้งสองจะไล่เลี่ยกันเหยาซาน ก็ยินดีที่จะเรียกศิษย์พี่อย่างไม่ติดขัด
กล่าวกับว่าความรู้สึกแรกพบนับเป็นสิ่งสำคัญระหว่างความสัมพันธ์... ทว่าเมื่อมันลงเอ่ยเช่นนี้แล้วรอยร้าวของ เหยาซาน และ ลั่วชิงเหอ ที่เกิดขึ้นก็ยากจะสมานฉันท์!!
“คิดลงโทษข้างั้นหรือ?! น่าขันยิ่งนักทั้งเจ้าทั้งข้าล้วนเป็นศิษย์สำนัก อายุเราทั้งคู่ก็ใช่ว่าจะแตกต่าง ข้าไม่ตบปากเจ้าที่ตะคอกใส่ข้าก็ดีถมไปแล้ว...”เหยาซาน กล่าวพลางสวมกอดอกเชิดหน้าสูง ทอดสายตาลงต่ำไร้ความกริ่งเกรง
ลั่วชิงเหอแม้เป็นอัจฉริยะ ทว่าร่างกายกลับมิได้สูงใหญ่องอาจเฉกเช่น เจี่ยโย่วเทียน ด้วยความที่เป็นคนรูปร่างเล็กจึงเกลียดสายตาที่ทอดต่ำเช่นนั้นอย่างที่สุด!! เมื่อได้ยินคำพูดของ เหยาซาน ดวงตาของ ลั่วชิงเหอ จึงแดงฉานขึ้นทันทีพร้อมกับความว่างเปล่ารอบกายที่บิดเบี้ยวพร่าเลือน จากไอร้อนของปราณอัคคีที่แผ่ล้น
“รนหาที่ตาย!!คิดว่าข้าไม่กล้าลงมือ งั้นหรือ!!”
“แล้วคิดว่าข้านึกกลัวเจ้าลงมืองั้นหรือ!!”
ทั้งสองแผ่ล้นอำนาจคุกคามพุ่งเข้าปะทะกันแม้ว่าพื้นฐานลมปราณของ ลั่วชิงเหอ จะสูงล้ำกว่าอย่างชัดเจน ครอบคลุมพื้นที่ประหนึ่งหมอกไอทว่ากลับไม่อาจสะกดข่มอำนาจคุกคามของ เหยาซาน ที่แม้ว่ารัศมีจะยังคับแคบ แต่ก่อตัวกันอย่างหนาแน่นดุจมวลน้ำที่คลุมกาย...
ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังเผยท่าทีคุกคามระหว่างกันซวงฉวี่ ที่อยู่ตรงนั้นด้วย พลันหัวเราะเสียงเย็นออกมา เต็มไปด้วยความดูแคลน... ซึ่งมันทำให้ทั้งเหยาซาน และ ลั่วชิงเหอ ที่ความฮึกเหิมกำลังก่อตัว และมิได้พิสมัยต่อความงามของนางอยู่แล้วหันมองนางพร้อมกับและเผยแววตาเย้ยหยั่นขึ้น
กลับกลายเป็นการปลุกปั่นให้นางที่ไม่พึงใจกับทั้งสองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเช่นกัน จนนางขยายอำนาจคุกคามแทรกแซงเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง!!กลับกลายเป็นการผลักดันอำนาจคุกคามระหว่างกันจากทั้งสามด้าน แม้ว่า เหยาซาน จะมีขอบเขตคุกคามด้อยกว่าคนอื่นๆ ทว่าในแง่ความหนาแน่นกลับไม่เป็นรอง ต้านทานไว้อย่างแน่นหนาไม่ยอมแพ้...
สายตาของทั้งสามที่ตวัดกวาดกันและกันเพียงครั้งราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของอีกสองฝ่ายที่เหลือได้ อำนาจคุกคามเมื่อไม่อาจเผยผลลัพธ์ครั้งจะเข้าต่อสู้กันตรง ๆ ก็ถือว่าผิดกฎของสำนักไม่อาจกระทำ ทั้งสามประหนึ่งใจตรงกันต่างฝ่ายต่างรีดเค้นทักษะหนึ่งโคจรขึ้นมา หมายตัดสินในกระบวนท่าเดียว!!
“ดัชนีกลีบหยกเบญจมาศ!!” ซวงฉวี่ ดีดนิ้วจากมือซ้ายและขวาก่อเกิดเป็นเส้นดัชนีกลีบดอกเบญจมาศ พุ่งทะยานออกไปสองเส้นตรงเข้าหาชายหนุ่มทั้งสอง
“อสรพิษอัคคีพินาศ!!”ลั่วชิงเหอ ระเบิดปราณอัคคีจากมือซ้ายและมือขวาออกมาเช่นเดียวกัน เปลวเพลิงก่อรูปเป็นอสรพิษสองตนแหวกว่ายไปในอากาศราวกับมีชีวิตแผดเผาชั้นบรรยากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยว
เหยาซานดวงตาเจิดจรัสขึ้น... ในใจรู้แน่ชัดว่าด้านกระบวนท่าที่ปลดปล่อยนั้นไม่มีทางเปรียบวัดกับทั้งสองคนเบื้องหน้าได้ จึงเลือกที่จะใช้ในสิ่งที่ตนมั่นใจ ว่าเหนือกว่าทั้งสองคนอย่างแน่นอนนั้นคือด้านพื้นฐานร่างกาย!!
เหยาซานรีดเค้นปราณคุ้มกันระดับสูงสุด พร้อมขับขานรอยสักอาคมคุ้มกายอีกชั้น ห่อหุ้มพลังทั้งหมดไปที่กำปั้นทั้งสองข้างจนแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มจากรอยสักทั่วร่างที่ไหลไปรวมกัน เด็กหนุ่มต่อยกำปั้นซ้ายขวาออกไปด้วยพละกำลังทั้งหมดทำให้ความว่างเปล่าเบื้องหน้าแตกระเบิดออกอย่างรุนแรง
“คงกระพันชาตรี!!”
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงการปะทะดังก้องกังวานดุจกัมปนาทเศษเสี้ยวลมปราณที่ระเบิดขึ้นมา ทำให้ต้นไม้ภายในสวนโยกคลอน จนใบไม้จำนวนมากร่วงโรยจากแรงกรรโชกอณูลมปราณกระจัดกระจายราวกับเป็นหมอกที่คละคลุ้ง...
กลีบบุปผาและอสรพิษเปลวเพลิงแม้จะหักล้างกันได้ แต่ก็เห็นถึงความเหนือกว่าของ ซวงฉวี่ อยู่เล็กน้อยหลังจากปะทะ...ซึ่งทั้งสองคนล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 ฉะนั้นการขับเคี่ยวที่สูสีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่พอจะรับได้...
เมื่อเห็นการปะทะด้านนี้จบลงทั้งสองจึงรีบตวัดสายตามองไปยัง เหยาซาน ในทันที ซึ่งมันทำให้ดวงตาของทั้งสอง ต้องเผยถึงความไม่อยากจะเชื่อออกมา!!
ถึงแม้ว่าพื้นฐานของเหยาซาน ด้อยกว่า ทว่าภายใต้การฝึกฝนอย่างหนักกับ ผู้อาวุโสเถิง ตลอด 3 วัน ทำให้การควบคุมลมปราณของเหยาซาน ได้รับการยกระดับไปอีกขั้น ถึงแม้ลมปราณจะมีไม่มาก แต่เมื่อนำลมปราณทั่วร่างมารวมกันที่สองกำปั้นมันย่อมเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล
หมัดทั้งสองข้างของ เหยาซาน ต่อยกระแทกเข้าใส่ กลีบบุปผา และ อสรพิษเปลวเพลิงโดยไม่มีความกริ่งเกรง ระเบิดพลังอำนาจที่ชั้นบรรยากาศยังบังเกิดรอยร้าวชั่วครู่ขณะใช้พละกำลังจากพื้นฐานร่างกาย หักล้างกระบวนท่าของสองยอดฝีมือรุ่นเยาว์ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
แววตาของ เหยาซาน ยังคมกล้าดุจรังสีศาสตรา สะท้อนจิตใจที่ไม่ได้หวาดกลัวต่ออัจฉริยะทั้งสองคนแม้สักนิด...สร้างความตื่นตะลึงให้กับ ซวงฉวี่ และ ลั่วชิงเหอ อย่างมากเพราะกระบวนท่าเมื่อครู่ ไม่ใช่ระดับที่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะสามารถรับมือได้หรือต่อให้เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้น ก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บให้เห็น...
“เจ้านี่...” ลั่วชิงเหอ หว่างคิ้วย่นยับ
ด้าน ซวงฉวี่ ก็ยากจะสงบท่าที
เหยาซาน พ่นลมหายใจออกมา... เค้นเสียงอันสะท้อนเพลิงรบในใจที่ถูกจุด...
“หากคิดว่าว่าเมื่อครู่เป็นเพียงโชคหรือความบังเอิญจะลองอีกสักครั้งข้าก็ไม่เกี่ยง...”
“!!!!!!!!!” ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ เบิกตากว้างทันที
“มันจะเหิมเกริมมากเกินไปแล้ว!!”
ลั่วชิงเหอ ระเบิดอาภรณ์เปลวเพลิงที่รุนแรงปกคลุมทั่วร่าง...ซวงฉวี่ พลันหยิบเอาดอกไม้ 7 สี ช่อหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเช่นกัน ไม่แน่ชัดนักว่านางจะใช้มันในการต่อสู้ได้อย่างไรแต่ที่แน่ ๆ ดอกไม้เหล่านั้นเปล่งรัศมีมิต่างจากศาสตราวิเศษ...
เหยาซาน เองก็ดึงเอา กระบี่พันชั่ง ออกมาเช่นกัน...
พลังในการรบของทุกฝ่าย คล้ายจะยกระดับขึ้น...
“พอแล้ว!!”
พริบตาที่เสียงคำรามต่ำตวาดขึ้น ราวกับมีอำนาจสยบสั่นสะเทือนจิตใจกลบทับเพลิงรบของผู้เยาว์ทั้งสามให้มอดดับไปอย่างสมบูรณ์... ก่อนที่รองเจ้าสำนักเป่ยเตียวหุยพร้อมกับสองผู้อาวุโสสูงสุด จะก้าวเดินออกมาหยุดยั้งเรื่องก่อนที่จะบานปลาย
ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ใบหน้าซีดเผือด รีบเก็บงำทุกสิ่งกลับลงไปพร้อมก้มหน้าต่ำสำนึกผิดรู้ดีว่าหลังการปะทะครั้งแรก ทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาจนเลยเถิด... มีเพียงเหยาซาน เท่านั้นยัดเชิดหน้าสูงไม่หวาดกลัวใด ๆ ต่อสามชนชั้นผู้นำของสำนัก จนผู้อาวุโสเถิงทนดูไม่ได้จึงต้องเขกกำปั้นบรรจงลงที่ศีรษะของ เหยาซาน เพื่อดับความฮึกเหิมที่เกินควร...
เป่ยเตียวหุย ถอนหายใจหนักหน่วงออกมา...
“พวกเจ้านี่นะ... แต่ละคนล้วนเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนัก ไยไม่รู้จักควบคุมอารมณ์กันบ้าง...ลั่วชิงเหอ อีกไม่นานเจ้าต้องลงแข่งประลองใหญ่ในวังหลวงหากบาดเจ็บเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน!! ซวงฉวี่ เจ้าเองก็เข้าประลองด้วยเหมือนกัน อีกทั้งหากเจ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมาข้าจะไปสู้หน้าท่านเจ้าสำนักบุปผาประจิมได้อย่างไร?!”
แววตาของ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ สลดลงในทันที...
จากนั้น สายตาดุดันของ เป่ยเตียวหุย ก็มองมายัง เหยาซาน...
“โดยเฉพาะเจ้า เหยาซาน!! ก่อเรื่องทุกวี่ทุกวันไม่ขาดสายจนสมญาแมวสวรรค์ของเจ้า ล่วงรู้ไปถึงด้านนอกสำนักแล้ว!!หัดอยู่สงบเสงี่ยมเฉกเช่นศิษย์คนอื่น ๆ เค้าบ้าง เจ้าไม่ได้เข้าร่วมประลองในวังหลวงก็จริงแต่หากเจ้าทำให้ตัวแทนสำนักทั้งสองคนบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบยังไง?!”
เหยาซาน เกาศีรษะเล็กน้อย ทว่าในใจกลับคิดว่าไม่เป็นการยุติธรรมกับตนแม้สักนิดเพราะ ลั่วชิงเหอ ต่างหากที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย จึงปล่อยเลยตามเลย...
หากแต่คำพูดในช่วงสุดท้ายของ เป่ยเตียวหุย กลับไปสะกิดใจของลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ อย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองคิดว่าคนระดับ เหยาซาน ไม่น่าจะแข็งแกร่งพอทำให้พวกตนบาดเจ็บได้แต่ในเมื่อเป็นคำพูดของรองเจ้าสำนัก ทั้งคู่จึงไม่อยากเอ่ยแย้ง...
เพียงแค่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปยัง เหยาซาน เพียงเท่านั้น...
เด็กหนุ่มเห็นสายตาเช่นนั้น หางคิ้วพลันกระตุกเล็กน้อยพลางครุ่นคิดในใจ...
“ลั่วชิงเหอ ซวงฉวี่ คอยก่อนเถอะ... การประลองภายในวังหลวงพวกเราจะได้เห็นดีกันแน่ ทว่ามิใช่ตัวข้าในฐานะของ เหยาซาน... แต่จะเป็นในฐานะของซุน ตัวตนที่แท้จริงของข้า!!”
..................................................