สายลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหุบเขาเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมสนธยา ตัวอาคารไม้เนื้อแข็งสีเข้มตั้งตระหง่านท้าทายความมืดมิดและพายุที่กำลังตั้งเค้า โคมไฟกระดาษสีแดงที่แขวนอยู่หน้าชายคาแกว่งไกวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ส่องแสงเรืองรองดุจดวงตาของอสูรกายที่คอยเฝ้ามองผู้หลงทางในพงไพร
เงาร่างของสามพี่น้องตระกูลหวังค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอกที่หนาทึบประดุจกำแพงสีขาว หวังฉี พี่ใหญ่ผู้สง่างามควบม้าอยู่รั้งท้าย แผ่นหลังของนางที่เคยเหยียดตรงด้วยความทระนงบัดนี้ดูสั่นไหวเล็กน้อยจากการตรากตรำในศึกราคะที่ยาวนานข้ามคืน ทิ้งไว้เพียงรอยกีบม้าบนดินโคลนที่กำลังจะถูกสายฝนลบเลือนไป
อาหลาง เสี่ยวเอ้อหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ยืนพิงกรอบประตูไม้ที่มีรอยแผลเป็นจากการต่อสู้ในอดีต เขาถอนหายใจยาวพลางมองดูท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนจากสีส้มรำไรเป็นสีเทาทะมึน เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมยอดเขาบดบังแสงตะวันจนบรรยากาศรอบกายดูวังเวงและน่าขนลุก กลิ่นไอฝนผสมปนเปกับกลิ่นสมุนไพรลึกลับและกลิ่นธูปที่จุดไว้ตามมุมต่างๆ ของโรงเตี๊ยม สร้างมวลอากาศที่หนักอึ้งและบีบคั้นความรู้สึก
ในใจของเขายังคงดวงใสด้วยความพึงพอใจจากการเก็บเกี่ยวครั้งล่าสุด พลังมารที่ได้จากสามพี่น้องตระกูลหวังยังคงไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์ที่หวานล้ำ ทุกเส้นใยของกล้ามเนื้อเต็มไปด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์และเข้มข้น ศิลาเนตรมารในอกเสื้อของเขายังคงอบอุ่นและสั่นระริกเบาๆ ราวกับหัวใจที่เต้นด้วยความชื่นชมยินดี
ภายในโรงเตี๊ยมยังคงทิ้งร่องรอยความวุ่นวายจากแขกกลุ่มก่อน เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วม กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อย สายตาเฉียบคมของเขาจดจ้องไปยังรอยเท้าที่เปียกชื้นบนพื้นไม้ ขณะที่ในครัว เถ้าแก่ร่างผอม เริ่มลงมือสับปังตอเตรียมวัตถุดิบ เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังสนั่นสม่ำเสมอเป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว
อาหลางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาเองอย่างชัดเจน ประสาทสัมผัสของเขาไวขึ้นเป็นสิบเท่า เขาได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันในสวนหลังโรงเตี๊ยม รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของแมลงเล็กๆ ที่คลานอยู่ใต้พื้นไม้ และสัมผัสได้ถึงกระแสอากาศที่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวในระยะไกล พลังวรยุทธของเขาพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขั้นที่เขาไม่เคยคิดว่าจะสัมผัสได้ในชาตินี้
แต่สิ่งที่ทำให้เขาพึงพอใจที่สุดไม่ใช่พลังกำลัง หากแต่เป็นความรู้สึกของการ "ครอบครอง" ที่สมบูรณ์แบบ ความทรงจำของหวังฉี หวังลู่ และหวังซื่อ ยังคงเล่นซ้ำในจิตใจของเขาเหมือนบทเพลงไพเราะ เสียงครวญครางของพวกนาง ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความปรารถนา และดวงตาที่เปลี่ยนจากความดื้อรั้นเป็นการยอมจำนน ทุกอย่างเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ในศิลาเนตรมารเหมือนสมบัติล้ำค่าที่เขาสามารถเรียกดูได้ทุกเมื่อ
อาหลางก้มลงมองมือตนเองที่ยังคงสั่นระริกเล็กน้อยจากพลังมารที่เพิ่งดูดซับมา เขาจัดเสื้อผ้าชุดเสี่ยวเอ้อที่ดูเรียบง่ายและซื่อสัตย์ให้เข้าที่ พลางสวมหน้ากากแห่งความนอบน้อมทับใบหน้าพญามารอย่างแนบเนียน เพื่อรอรับ "หมากตัวใหม่" ที่ศิลาเนตรมารเพิ่งส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง
ศิลามารได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่เช้าตรู่ว่ามีผู้ที่มีพลังงานพิเศษกำลังเดินทางมาทางนี้ แต่พลังงานนี้แตกต่างจากจอมยุทธหญิงทั่วไป มันเย็นชา เข้มข้น และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าว เหมือนกับใบมีดที่ถูกขัดเงาจนเป็นเงา อาหลางรู้ทันทีว่าผู้มาเยือนคนนี้ไม่ใช่เหยื่อธรรมดา แต่เป็นนักล่าที่มาตามหาเขา
เขาเดินไปยังหน้าต่างที่มองเห็นเส้นทางหลัก ใช้พลังมารส่องดูไปยังระยะไกล เขาเห็นเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังขี่ม้าเข้ามาด้วยความเร็วสูง ท่าทางของนางแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความแน่วแน่ที่ไม่เหมือนใคร นี่ไม่ใช่ผู้หญิงที่มาเที่ยวหรือหลงทาง แต่เป็นผู้ที่มีภารกิจเฉพาะเจาะจง
อาหลางยิ้มเย็นชาในใจ เขารู้ว่าเกมการล่าครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้น และครั้งนี้เหยื่อของเขาจะท้าทายกว่าที่เคย เขาเดินกลับไปยังตำแหน่งเดิม เตรียมพร้อมที่จะแสดงบทบาทของเสี่ยวเอ้อผู้บริสุทธิ์และไร้เดียงสา
กุบกับ... กุบกับ... เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นดินดังควบเข้ามาอย่างมั่นคงและหนักแน่น ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมพายุที่เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ม้าสีดำทมิฬร่างสูงใหญ่ควบฝ่าม่านหมอกออกมาหยุดกะทันหันที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม ฝุ่นดินและหยดน้ำกระเซ็นซ่านไปทั่วบริเวณตามแรงหยุดที่ทรงพลัง
ร่างที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือหญิงสาวในชุดเครื่องแบบทางการของกรมอาญา สีม่วงเข้มขลิบทองดูเด่นชัดและภูมิฐาน นางคือ "เหลิ่งเยียน" มือปราบสาวผู้ไร้ความปรานีที่ถูกส่งมาสืบสวนคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของเหล่าจอมยุทธ นางก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงประดุจราชสีห์ที่กำลังออกล่าเหยื่อ สายตาที่มองมานั้นดุดันและเย็นชาจนทำให้อาหลางต้องแสร้งทำเป็นตัวสั่นด้วยความกลัว
อาหลางสังเกตเห็นรายละเอียดของเหลิ่งเยียนอย่างละเอียด นางมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณขาวเนียนเหมือนหยก ใบหน้าเหลี่ยมคมแต่งดงาม ดวงตาสีดำที่เย็นชาและเฉียบคม ผมยาวสีดำมัดเป็นมวยสูงด้วยกิ๊บทองคำที่มีลวดลายมังกร บนเอวของนางมีดาบยาวที่มีด้ามจับแกะสลักลวดลายฟ้าผ่า และที่ข้อมือมีกำไลเงินที่มีอักษรจีนโบราณสลักอยู่
สิ่งที่ทำให้อาหลางสนใจที่สุดคือ "กลิ่นอาย" ของนาง มันไม่ใช่กลิ่นอายของจอมยุทธหญิงทั่วไป แต่เป็นกลิ่นอายของผู้ที่เคยเห็นความตายมามาก ผู้ที่เคยต้องตัดสินใจเรื่องชีวิตและความตายของคนอื่น และผู้ที่ยึดมั่นในหลักการและกฎหมายจนเกือบจะไร้หัวใจ
"ยินดีต้อนรับท่านมือปราบ" อาหลางกล่าวในใจขณะที่น้อมตัวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม เขาสังเกตเห็นว่าเหลิ่งเยียนไม่ได้มาคนเดียว มีเงาร่างของผู้ติดตามอีกสองคนซ่อนอยู่ในป่าไผ่ห่างออกไปประมาณสองร้อยก้าว พวกเขาคงเป็นนักสืบจากกรมอาญาที่มาช่วยเหลือ แต่อาหลางไม่รู้สึกกังวลเลย เพราะเขารู้ว่าการล่าครั้งนี้จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
เหลิ่งเยียนไม่ได้เอ่ยคำใด นางกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจไปทั่วบริเวณโรงเตี๊ยม ตั้งแต่โคมไฟกระดาษแดงไปจนถึงรอยแผลเป็นบนผนังไม้ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ผิดปกติ... กลิ่นของราคะที่ยังไม่จางหายซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นอาหารจีนแท้ๆ และกลิ่นยาสมุนไพรที่รุนแรง
ดวงตาของนางหยุดอยู่ที่รอยเท้าบนดินโคลนหน้าโรงเตี๊ยม รอยเท้าของผู้หญิงสามคนที่ดูเหมือนจะรีบร้อนและไม่เป็นระเบียบ รอยกีบม้าที่บ่งบอกถึงการเดินทางในยามค่ำคืน และที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นเลือดที่จางๆ ที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศแม้จะถูกกลิ่นธูปและสมุนไพรปกปิดไว้
อาหลางสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเหลิ่งเยียน นางกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ประสบการณ์การสืบสวนที่ยาวนานทำให้นางสามารถอ่านสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ เขารู้ว่านางเริ่มสงสัยแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหา
"สายตาคมกริบเหมือนเหยี่ยวที่กำลังล่าเหยื่อ" อาหลางคิดในใจพลางรักษาสีหน้าที่ตื่นตระหนกและกลัวกลุ้ม "แต่ข้าจะแสดงให้นางเห็นว่าเหยี่ยวที่เก่งกาจเพียงใดก็ยังสามารถติดกับดักได้หากมันหลงเข้าไปในรังของงูเห่า"
อาหลางรีบก้าวเข้าไปรับบังเหียนม้าด้วยท่าทางพินอบพิเทา "เดินทางมาท่ามกลางพายุเช่นนี้ คงจะลำบากมากขอรับท่านมือปราบ เชิญด้านในก่อนเถิดขอรับ ข้าจะเตรียมน้ำชาร้อนๆ และอาหารชั้นเลิศที่ช่วยฟื้นฟูพลังปราณไว้รอท่าน"
เขาแสดงท่าทางของคนที่ตื่นเต้นและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากราชการ ขณะเดียวกันก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของเหลิ่งเยียนอย่างละเอียด เขาต้องการให้นางเชื่อว่าเขาเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อธรรมดาที่ไม่มีอันตราย
เหลิ่งเยียนจ้องมองเสี่ยวเอ้อหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่คล้ายจะมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจ แต่นางเห็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาซื่อสัตย์ที่ไม่มีพิษมีภัย การฝึกฝนด้านการสืบสวนทำให้นางสามารถอ่านภาษากายและสีหน้าของคนได้อย่างแม่นยำ แต่อาหลางเป็นนักแสดงที่เชี่ยวชาญเกินกว่าที่นางจะเห็นผ่าน
นางจึงเดินนำเข้าไปในโถงล่างของโรงเตี๊ยมที่ซึ่ง เสี่ยวเอ้อหญิง ผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษกำลังยืนยิ้มต้อนรับอยู่อย่างเงียบเชียบ เสี่ยวเอ้อหญิงแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อน ผมยาวเกล้าเป็นมวยเรียบง่าย ใบหน้าอ่อนโยนและสุภาพ ดูเหมือนภรรยาของเจ้าของโรงเตี๊ยมทั่วไป
"ขอต้อนรับท่านมือปราบค่ะ" เสี่ยวเอ้อหญิงกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนหวาน "ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของเสี่ยวเอ้อ ได้ยินว่าท่านเดินทางมาไกล คงจะเหนื่อยล้ามาก เชิญนั่งพักผ่อนก่อนค่ะ"
เหลิ่งเยียนพยักหน้าเล็กน้อยแต่ยังคงระแวดระวัง นางเลือกนั่งที่โต๊ะที่มองเห็นทางเข้าออกได้ชัดเจน และวางมือไว้ใกล้ด้ามดาบเสมอ สัญชาตญาณของนักสืบที่มีประสบการณ์บอกนางว่าสถานที่แห่งนี้มีบางอย่างที่ไม่ปกติ
อาหลางสังเกตเห็นการเตรียมพร้อมของเหลิ่งเยียนและรู้สึกชื่นชมในใจ "ระวังตัวดีทีเดียว ไม่เหมือนสามพี่น้องตระกูลหวังที่ประมาทเลย แต่ความระวังตัวนั่นแหละจะกลายเป็นจุดอ่อนของนางเมื่อข้าทำให้นางเชื่อใจ"
เขาเดินไปยังครัวเพื่อเตรียมชาและขนมขบเคี้ยว ขณะเดียวกันก็ใช้ศิลาเนตรมารสำรวจความคิดผิวเผินของเหลิ่งเยียน เขาเห็นภาพความทรงจำของนางที่กำลังคิดถึงคดีการหายตัวไปของจอมยุทธหญิงหลายคน และความสงสัยที่นางมีต่อโรงเตี๊ยมแห่งนี้
ในความทรงจำของเหลิ่งเยียน เขาเห็นภาพของหมู่บ้านที่ถูกโจรภูเขาทำลาย ศพของชาวบ้านที่นางไปถึงช้าเกินไป และความรู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของนาง นี่คือจุดอ่อนที่เขาต้องการ ความรู้สึกผิดที่ทำให้นางยึดมั่นในหน้าที่และกฎหมายจนเกือบจะไร้หัวใจ
"น่าสนใจ" อาหลางคิดขณะชงชา "นางคิดว่าการทำหน้าที่อย่างเข้มงวดจะชดเชยความผิดพลาดในอดีตได้ แต่ข้าจะแสดงให้นางเห็นว่าความเข้มงวดนั่นเป็นเพียงการหลบหนีจากความจริงที่ว่านางก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการและความปรารถนาเหมือนคนอื่นๆ"
เขากลับมาพร้อมกับชาร้อนและขนมจีนแสนอร่อย วางลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง "ท่านมือปราบเดินทางมาจากไหนขอรับ? ข้าไม่ค่อยได้เห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาถึงที่ห่างไกลเช่นนี้"
เหลิ่งเยียนจิบชาเล็กน้อยก่อนตอบ "ข้าได้รับรายงานว่ามีจอมยุทธหญิงหลายคนหายตัวไปในบริเวณนี้ มาสืบสวนหาความจริง เจ้าเคยเห็นผู้หญิงแปลกหน้าผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่?"
อาหลางแสดงท่าทางคิดอย่างจริงจัง "ผู้หญิงแปลกหน้าหรือขอรับ... อ๋อ! เมื่อคืนนี้เองมีผู้หญิงสามคนมาพักที่นี่ พวกนางดูเหมือนจะเป็นพี่น้องกัน แต่งกายดี มีลูกศิษย์ติดตาม ดูเหมือนจะเป็นคนในยุทธภพ"
ดวงตาของเหลิ่งเยียนเปล่งประกายขึ้นทันที "พวกนางยังอยู่ที่นี่หรือไม่?"
"ไม่ขอรับ พวกนางออกเดินทางไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว" อาหลางตอบด้วยสีหน้าเศร้าใจ "ข้าเสียใจด้วยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากกว่านี้ หากท่านมาเร็วกว่านี้สักหน่อย คงจะได้พบพวกนางกัน"
เหลิ่งเยียนเงียบไปครู่หนึ่ง นางกำลังประมวลข้อมูลที่ได้รับ เวลาที่อาหลางบอกตรงกับการประมาณการของนาง และท่าทางของเขาดูซื่อสัตย์ แต่สัญชาตญาณของนางยังคงส่งสัญญาณเตือนอยู่
"พวกนางพูดถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่?" นางถามต่อ
อาหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าจำได้ว่าพวกนางพูดถึงการไปเยี่ยมญาติที่เมืองใหญ่ทางเหนือ แต่ไม่ได้บอกชื่อเมืองที่แน่ชัด พวกนางดูรีบร้อนมาก และออกเดินทางก่อนที่ข้าจะตื่น"
ขณะที่พูด อาหลางแอบใช้พลังมารส่องดูความคิดของเหลิ่งเยียนในระดับลึกขึ้น เขาเห็นภาพความทรงจำของนางเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ภาพของพ่อที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกฆ่าตายเพราะปฏิเสธที่จะรับสินบน ความตายของพ่อทำให้นางตัดสินใจเดินตามรอยเท้าของท่าน และสาบานว่าจะไม่ยอมให้ความชั่วร้ายใดๆ รอดพ้นจากกฎหมาย
"ความทรงจำที่เจ็บปวด... และความมุ่งมั่นที่เกิดจากความเจ็บปวดนั้น" อาหลางคิดในใจ "นี่คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดหัวใจของนาง ข้าต้องทำให้นางเห็นว่าโลกนี้ไม่ได้ขาวดำเหมือนที่นางคิด"
อาหลางลอบยิ้มสะใจในเงามืดขณะที่พายุเริ่มพัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นจนเสียงฟ้าร้องระงมไปทั่วหุบเขา พายุลูกนี้จะไม่เพียงแต่ทำลายความเงียบสงบภายนอกเท่านั้น แต่มันจะเป็นพายุที่ทำลายเกราะกำบังแห่งความยุติธรรมในจิตใจของมือปราบสาวคนนี้ให้ย่อยยับ
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้แสงไฟในโรงเตี๊ยมริบหรี่ลง เหลิ่งเยียนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล "ดูเหมือนพายุจะแรงมาก คงต้องรอให้ฝนหยุดก่อนจึงจะเดินทางต่อได้"
"ท่านพักค้างคืนที่นี่ก็ได้ขอรับ" อาหลางเสนอด้วยความกระตือรือร้น "ข้ามีห้องพักที่สะอาดและปลอดภัย รับรองว่าท่านจะพักผ่อนได้อย่างสบาย"
เหลิ่งเยียนลังเลเล็กน้อย การค้างคืนในสถานที่ที่นางสงสัยไม่ใช่ความคิดที่ดี แต่พายุข้างนอกรุนแรงจริงๆ และการเดินทางในความมืดท่ามกลางฝนตกหนักจะเป็นอันตราย
"ได้" นางตอบในที่สุด "แต่ข้าจะพักเพียงคืนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้เช้าจะต้องเดินทางต่อทันที"
อาหลางพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "แน่นอนขอรับ ข้าจะเตรียมห้องที่ดีที่สุดไว้ให้ท่าน"
เขาหยิบศิลาเนตรมารขึ้นมาลูบเบาๆ ในอกเสื้อ ค่าความลับและจุดอ่อนของเหลิ่งเยียนเริ่มปรากฏขึ้นในจิตของเขาอย่างช้าๆ เกมการเก็บเกี่ยวครั้งใหม่ในฟาร์มมนุษย์แห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และน้ำตาของราชสีห์สาวคนนี้จะเป็นหยาดน้ำค้างที่หวานล้ำที่สุดที่เขาเคยเก็บสะสมมา
ขณะที่ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องก้องกังวานไปทั่วหุบเขา อาหลางรู้ว่าคืนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าครั้งใหม่ที่จะยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา เหลิ่งเยียนไม่ใช่เหยื่อธรรมดา แต่เป็นนักล่าที่มีประสบการณ์ การทำลายนางจะต้องใช้ศิลปะและความอดทนสูงสุด
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจ การเห็นผู้พิทักษ์กฎหมายที่เข้มแข็งค่อยๆ ล่มสลายและยอมจำนนต่อความปรารถนาที่ลึกที่สุดของตัวเอง จะเป็นชัยชนะที่หวานล้ำที่สุดที่เขาเคยได้สัมผัส