“นายกลัวหรือ? ถ้าหากว่านายกลัวแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ไปเลยล่ะ?”
คำพูดก่อนหน้านี้ของหลงเซ้งหลินดึงดูดความสนใจของซางหยงจินขณะที่เขาหันเป้าไปยังหลงเซ้งหลินพร้อมเยาะเย้ยอีกฝ่าย
“มันก็แค่คำพูดหยอกล้อเท่านั้น เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำจากปรมาจารย์เจี่ยก็ทำให้แกพึงพอใจแล้วงั้นรึ? แกมันไม่ได้รู้ระดับของตัวเองเลยจริงๆ!”
“ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด ปรมาจารย์เจี่ยช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
ซูเหรินเฟย์และฮูหว่านจุนจ้องไปที่ถังซิ่วพร้อมพูดเยาะเย้ยแต่ถังซิ่วกลับทำหูทวนลมต่อคำเยาะเย้ยของซางหยงจินและคนอื่นๆ เขามองไปที่เจี่ยหลุยเต๋าจากนั้นก็เอาถ้วยลูกเต๋าขึ้นมาเขย่า
แม้ว่าถังซิ่วจะยังไม่ได้พูดก็ตามแต่การกระทำของเขาก็ถ่ายทอดคำพูดออกมามากมาย ตอนที่ถังซิ่วเริ่มเขย่าถ้วยลูกเต๋า ซางหยงจิน ฮูหว่านจุน และซูเหรินเฟย์ดูเหมือนจะถูกคว้าคอไว้ พวกเขาไม่ได้พูดอะไรอีกแล้ว มันดูราวกับว่ารอยยิ้มของพวกเขาถูกแช่แข็งซึ่งการแสดงออกที่น่าอึดอัดใจของพวกเขากลายเป็นเรื่องน่าอายมากยิ่งขึ้น
การที่พวกเขาได้เจอกับถังซิ่วบนถนนนั้น พวกเขาไม่อยากจะเจียดตาไปมองอีกฝ่ายด้วยซ้ำแต่ตอนนี้พวกเขาเป็นคนที่ริเริ่มที่จะพูดคุยกับถังซิ่วในขณะที่ถังซิ่วก็ไม่ได้สนใจพวกเขาเลย นี่มันเหมือนการตบไปที่ใบหน้าของพวกเขาและมันทำให้พวกเขาได้แต่ขบฟันด้วยความเดือดดาล อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากกฎการเล่นการพนันห้ามไม่ให้พวกเขาทำอะไร พวกกำลังหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกที่เปรี้ยว ขมและเสียใจ
เจี่ยหลุยเต๋ามองไปที่ถังซิ่วด้วยความชื่นชมในขณะที่เขายังหยิบถ้วยลูกเต๋าและเริ่มที่จะเขย่ามัน ทั่วทั้งห้องได้เงียบสงบลงในทันที ทิ้งไว้เฉพาะเสียงของลูกเต๋าที่ชนกันอย่างดุเดือดภายในถ้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งมันเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างขึ้นบนท้องฟ้า อีกครั้งหนึ่งมันก็เหมือนกับพายุที่รุนแรง ครั้งหนึ่งมันเงียบสงบ อีกครั้งหนึ่งมันก็วุ่นวาย พร้อมกับข้อมือที่สั่นไหวและสั่นสะเทือนของเจี่ยหลุยเต๋าและถังซิ่ว ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงของลูกเต๋า บางครั้งเสียงจะออกมาอย่างเร็วในบางครั้งช้าและบางครั้งเบา หัวใจของทุกคนได้แสดงออกถึงความรู้สึกตึงเครียดอยู่บนใบหน้าของพวกเขา
เจี่ยหลุยเต๋าและถังซิ่วต่างจ้องมองไปทางกันและกัน พวกเขาไม่ใส่ใจกับถ้วยลูกเต๋าในมือของพวกเขา เมื่อทุกคนในห้องเกือบจะหายใจไม่ออก เสียงดัง "แบง" ก็ดังขึ้นสองครั้ง เจี่ยหลุยเต๋าและถังซิ่วได้คว่ำถ้วยลูกเต๋าลงบนโต๊ะ
“คุณจะเริ่มก่อนหรือฉันเริ่มก่อน?”
เจี่ยหลุยเต๋ามองถังซิ่วขณะที่เขายิ้มและถามออกมา
“เชิญปรมาจารย์เจี่ยก่อนเลย”
ถังซิ่วทำท่าเชิญด้วยความเคารพ แม้ว่าทั้งสองคนเพิ่งจะต่อสู้แต่ในความเป็นจริงมันเป็นการแลกเปลี่ยน ในที่สุดทั้งคู่ก็เข้าไปในโลกของพวกเขา หลังจากการแข่งขันเหล่านี้แล้ว พวกเขาไม่ได้เข้าใจและคุ้นเคยกับกันและกันมากขึ้นเพียงเท่านั้นแต่พวกเขาก็ได้สร้างมิตรภาพที่ลึกซึ้ง เหมือนดั่งสุภาษิตที่บอกว่า คนที่มีพรสวรรค์สามารถรับรู้ถึงพรสวรรค์ของกันและกันได้ เมื่อได้ฟังคำพูดของถังซิ่ว การแสดงออกอย่างลึกซึ้งได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจี่ยหลุยเต๋า
“สี่แต้ม...อ๊า ไม่ หกแต้ม”
หลังจากได้ขบคิดอยู่นาน เจี่ยหลุยเต๋าได้ทายจำนวนแต้มออกมา แต่เขาก็เปลี่ยนเลขทันทีที่เขาได้พูดเลขออกมาพร้อมกับการแสดงออกที่แปลกประหลาดโผล่ออกมาบนใบหน้าของเขา เมื่อได้เห็นถึงปฏิกิริยาของเจี่ยหลุยเต๋าด้วยตาของพวกเขาก็ทำให้ซางตี้ฉวินและคนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าท่าทางที่หวั่นวิตกออกมา
ซางตี้ฉวินและคนอื่นๆมีความศรัทธาที่ใกล้คลั่งและความไว้วางใจสำหรับความสามารถในการเล่นการพนันของเจี่ยหลุยเต๋า พวกเขายังได้เห็นทักษะการพนันในตำนานของอีกฝ่ายแต่พวกเขาไม่เคยคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการเล่นการพนันเช่นนี้แต่ตอนนี้พวกเขาได้เห็นว่าเจี่ยหลุยเต๋ากำลังลังเลและนอกจากนี้คนที่ทำให้เขาลังเลนั้นยังเป็นคนนอกวงการพนัน นักเล่นพนันมือใหม่ สถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้ทำให้พวกเขาขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก
“ปรมาจารย์เจี่ย คุณแน่ใจจริง ๆ หรือ? คุณไม่ต้องการเปลี่ยนอีกหรือ?”
ถังซิ่วไม่ได้เปิดถ้วยลูกเต๋าทันทีแต่ถามออกมา
“คุณ...ฉันจะไม่เปลี่ยน!”
เจี่ยหลุยเต๋าเกือบจะสำลักและเป็นลมในขณะที่เขาได้ยินคำพูดของถังซิ่ว เขาคิดว่าถังซิ่วหยิ่งและไม่สุภาพจึงทำให้เกิดความโกรธและกระวนกระวายอยู่ภายในใจ
“ปรมาจารย์เจี่ย ผมขอโทษด้วย แต่คุณเดาผิด”
เมื่อครู่ถังซิ่วต้องการให้โอกาสเจี่ยหลุยเต๋าอีกครั้งแต่เขากลัวว่าการทำเช่นนั้นจะทำร้ายเกียรติของอีกฝ่ายดังนั้นเขาจึงเปิดถ้วยลูกเต๋าอย่างเป็นธรรมชาติและผ่อนคลาย เมื่อถังซิ่วได้เปิดถ้วยลูกเต๋าแล้วก็ทำให้ใบหน้าของเจี่ยหลุยเต๋าเปลี่ยนกลายเป็นสีซีดเผือดและร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้านอยู่พักหนึ่งเนื่องจากลูกเต๋าหกลูกในถ้วยของถังซิ่วนั้นถูกซ้อนกันเป็นเสาจึงมีเฉพาะลูกเต๋าที่อยู่ด้านบนที่แสดงแต้มขณะที่ส่วนที่เหลือถูกบดบังไว้ ตามกฎของเกมลูกเต๋า ในกรณีที่กองลูกเต๋าทับซ้อนกันก็จะต้องคำนวณแต้มบนสุดของกองเท่านั้นดังนั้นในกรณีนี้แต้มที่อยู่ด้านบนสุดของกองถังซิ่วนั้นมีแต้มเท่ากับสี่
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเมื่อเจี่ยหลุยเต๋าได้ทายแต้มนั้น เขาเดาถูกในการคาดเดาครั้งแรกแต่เขาผิดพลาดในการคาดเดาครั้งที่สองและยังยืนยันว่าจะเลือกแต้มจากครั้งที่สองที่ผิดพลาด
“เฒ่าคนนี้ได้ผ่านการขึ้นและลงในทุกแง่มุมของวงการพนันมาหลายปียกเว้นการพ่ายแพ้ในช่วงต้นของการศึกษาอาชีพนี้มันไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันได้พบคู่ต่อสู้ที่เท่าเทียมกันภายในจังหวัดชวนฉิงในระยะเวลาสิบปีมานี้แต่วันนี้ฉันเข้าใจความหมายของคำพูดที่ว่า เด็กรุ่นหลังจะยิ่งใหญ่กว่าคนที่อายุมากแล้ว”
หลังจากมองไปที่ถังซิ่วเป็นระยะเวลานาน เจี่ยหลุยเต๋าก็ได้ออกไปจากห้องจนถึงจุดที่เขาเดินออกไปถึงทางเข้าของอาคารที่ซางตี้ฉวินและคนอื่นๆพึ่งจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
“อา ปรมาจารย์เจี่ย โปรดอย่าพึ่งไป เรายังไม่รู้ผลการพนันเลย”
“ปรมาจารย์เจี่ย โปรดรอสักครู่! คุณยังไม่ได้แพ้เสียหน่อย”
ซางตี้ฉวินและซางหยงจินเป็นคนแรกที่ไล่ตามเขาและรีบพูดเพื่อรั้งตัวเขาไว้ ฮูหว่านจุนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะไล่ตามไปแต่มีเพียงซูเหรินเฟย์ที่ยังอยู่และจ้องที่ถ้วยลูกเต๋าของเจี่ยหลุยเต๋าเพราะกลัวว่าถังซิ่วและคนของเขาจะเปิดและแอบมองมัน
ในที่สุดซางตี้ฉวินและคนอื่นๆก็ไม่สามารถรั้งตัวเจี่ยหลุยเต๋าไว้ได้ ในความเป็นจริงขณะที่เจี่ยหลุยเต๋าได้เดินออกไปนั้นซางตี้ฉวินรู้ว่าเธอไม่สามารถรั้งตัวเขาไว้ได้แต่แรกแล้วเพราะเธอได้ตระหนักดีว่านิสัยของเจี่ยหลุยเต๋าเป็นคนดื้อดึงมากๆ เมื่อเขาตัดสินใจในบางสิ่งบางอย่างแล้วมันแทบเป็นไปได้ที่เขาจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของเขา
นางกลับมาพร้อมกับรู้สึกหดหู่อยู่ภายในห้อง ซางตี้ฉวินและอีกสามคนที่เห็นว่าถ้วยลูกเต๋ายังไม่ถูกเปิดออกก็ทำให้พวกเขาตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ดวงตาของพวกเขาจะสว่างขึ้นในช่วงต่อไป การพนันยังไม่จบลงไม่ใช่งั้นรึ? นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกยังไม่แพ้ไม่ใช่รึ? ไม่นานหลังจากนั้นสีหน้าท่าทางที่หดหู่และหงุดหงิดของซางตี้ฉวินและคนอื่นๆก็ได้สลายหายไปและเปลี่ยนกลับเป็นความรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง
“หัวหน้าหลง คุณคิดว่านักพนันที่คุณได้เชิญมาจะสามารถคาดเดาแต้มลูกเต๋าในถ้วยได้หรือไม่?”
สายตาซางตี้ฉวินตกลงบนใบหน้าของถังซิ่วในช่วงเวลาสั้นๆจากนั้นเธอก็เยาะเย้ยออกมาโดยทันที แม้ว่าซางตี้ฉวินได้มีการยอมรับเล็กน้อยในทักษะการเล่นการพนันของถังซิ่วแต่เธอยังคงเชื่อว่าทักษะการเล่นการพนันของถังซิ่วนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะเจี่ยหลุยเต๋าได้ดังนั้นคำพูดและทัศนคติของเธอต่อถังซิ่วจึงยังไม่ได้รับการยอมรับทั้งหมด
“สามแต้ม”
เมื่อซางตี้ฉวินเพิ่งพูดจบ ถังซิ่วก็ได้ตอบกลับโดยทันที เมื่อได้ยินคำตอบของถังซิ่วก็ทำให้ซางตี้ฉวินได้แต่รู้สึกว่าพลังชีวิตบางส่วนของของเธอถูกดูดไป เมื่อได้รับสัญญาณพยักหน้าจากเธอก็ทำให้ซูเหรินเฟย์ค่อยๆเผยแต้มบนถ้วยลูกเต๋า ตอนนี้เองที่แต้มได้ถูกเผยออกมาแล้ว มันแตกต่างจากลูกเต๋าของถังซิ่วที่ซ้อนทับกันอยู่ในกองเดียว ลูกเต๋าของเจี่ยหลุยเต๋าแบ่งออกเป็นสามกองโดยแต่ละกองประกอบด้วยลูกเต๋าสองลูกทับซ้อนกัน บนจุดสูงสุดมีหนึ่งแต้มและทุกจุดสูงสุดของทั้งสามกองมีหนึ่งแต้ม
เมื่อทุกคนในห้องเห็นลูกเต๋าของเจี่ยหลุยเต๋า พวกเขาตกใจทันที
“ฉะ-ชนะ! พวกเราชนะ! พี่ใหญ่ พี่เห็นหรือไม่? เราชนะ!”
หลงเซ้งหลินเป็นคนแรกที่ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของตัวเองได้ในขณะที่เขาโห่ร้องออกมาอย่างดัง
“ฉันบอกแล้วว่าพี่ชายสามารถทำได้! ตอนนี้พี่ใหญ่จะเชื่อฉันหรือยังล่ะ!?”
ความสุขได้ปกคลุมใบหน้าของหลงเซ้งหยูแต่เขาไม่ได้สูญเสียมารยาทของเขาเนื่องจากความตื่นเต้น เขามองไปที่ซางตี้ฉวินอย่างสงบขณะที่เขาพูดเบาๆว่า
“หัวหน้าซาง เราจะสรุปผลการพนันของเราได้หรือไม่?”
“หัวหน้าหลง คุณสามารถมั่นใจได้ว่าตั้งแต่คุณชนะการพนันนี้แล้ว สิทธิในการแสวงประโยชน์และการพัฒนาสำหรับหมู่บ้านเขาล้อมเป็นของคุณ นอกเหนือจากนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้น เราจะโอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของย่านการค้าสกายเลนให้กับคุณภายในสิบวัน”
ซางตี้ฉวินเม้มริมฝีปากและคิดอย่างถี่ถ้วนสักครู่ก่อนที่เธอจะยิ้มได้ทันทีและยอมรับความพ่ายแพ้ของเธออย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าตระกูลซางมีอำนาจเข้มแข็งในจังหวัดชวนฉิงแต่พลังของตระกูลหลงก็น่ากลัวเช่นกัน นอกจากนี้ศักยภาพของเยาวชนรุ่นเยาว์ยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาด้วย หากตระกูลของเธอยืนกรานที่จะเผชิญหน้ากับตระกูลหลงก็ไม่ต่างจากการเข่นฆ่าศัตรูหนึ่งพันคนแต่ตัวเองต้องตกตายไปแปดร้อยคนดังนั้นสิ่งที่ได้มาจะไม่คุ้มกับที่เสีย
เป็นความจริงที่ว่าเมื่อวิสาหกิจของตระกูลได้พัฒนาสู่ระดับหนึ่งแล้วพวกเขาก็จะเกี่ยวดองกันและกันด้วยความสนใจและผลประโยชน์ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพวกเขาจะต่อสู้อย่างบ้าเลือดด้วยกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมซางตี้ฉวินจึงไม่สามารถทำทุกวิถีทางได้อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้สิทธิในการพัฒนาของหมู่บ้านเขาล้อม เธอควรเลือกวิธีการแบบตรงไปตรงมาและเปิดเผยเพื่อต่อสู้กับหลงเซ้งหยูผ่านการพนัน แต่เนื่องจากเรื่องของการพนัน เธอจึงต้องวางเงินเดิมพันไว้ เดิมพันของตระกูลหลงคือต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันในการได้รับสิทธิในการพัฒนาหมู่บ้านเขาล้อมส่วนสำหรับตระกูลซาง พวกเขาต้องโอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของย่านการค้าสกายเลนให้ทางตระกูลหลง
“ในนามของพ่อของฉัน ฉันขอโทษกับเรื่องนี้ด้วยและขอบคุณหัวหน้าซาง”
หลงเซ้งหยูรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินคำพูดของซางตี้ฉวิน แม้ว่าตระกูลซางเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของย่านการค้าสกายเลนแต่ตระกูลซางมีจำนวนหุ้นเพียงสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของย่านการค้า หุ้นอื่นๆนั้นอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นรายอื่นอีกหลายราย แผนของตระกูลหลงคือการสร้างย่านอาหารในย่านการค้าสกายเลนแต่เนื่องจากมีเงินไม่เพียงพอพวกเขาจึงได้เชิญชวนให้ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นที่ความเคลื่อนไหวของพวกเขาในการจัดการสิ่งต่างๆถูกจำกัดและส่งผลให้การดำเนินงานโดยรวมของย่านการค้าสกายเลนนั้นช้าลง
ในเมื่อตระกูลซางได้โอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์มาให้ก็ทำให้ถึงแม้ว่าตระกูลหลงจะยังไม่สามารถควบคุมย่านการค้าสกายเลนได้อย่างเต็มที่ แต่อำนาจในการจัดการควบคุมของตระกูลหลงนั้นเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย ตราบเท่าที่ตระกูลหลงออกแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาก็จะได้รับหุ้นที่ถือโดยผู้ถือรายย่อย
“คุณไม่จำเป็นต้องสุภาพ หัวหน้าหลงควรจะขอบคุณตัวเองที่หานักพนันที่ดีขนาดนี้มาได้”
ซางตี้ฉวินตอบด้วยท่าทีที่หยิ่งในขณะที่ดวงตาของเธอตกลงไปที่ถังซิ่วพร้อมปรากฏแววตาที่ซับซ้อน
สำหรับซางหยงจิน ฮูหว่านจุน และซูเหรินเฟย์ ทั้งสามคนยังคงตะลึงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ถ้วยลูกเต๋าถูกเปิดขึ้น ในสายตาของพวกเขาทั้งสามคนนั้นคือการที่ถังซิ่วเป็นเพียงคนหยาบคายและป่าเถื่อน นอกเหนือจากความโหดร้ายของเขา เขาไม่มีค่าอะไรเลยแต่หลังจากที่ได้รับความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเงื้อมมือของถังซิ่ว พวกเขาเพิ่งจะตระหนักได้ถึงสิ่งนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นถังซิ่วแสดงให้เห็นถึงทักษะการพนันที่น่ากลัวของเขาก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถเรียกสติของตัวเองกลับมาได้เป็นเวลานานมาก
ในตอนแรกนั้นสามสหายนี้ตั้งใจที่จะหาใครสักคนเพื่อสืบสวนความเป็นมาของถังซิ่วและหลังจากวันนี้ก็ค่อยๆเก็บกวาดเขาอย่างเงียบๆแต่เมื่ออีกฝ่ายประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือตระกูลหลงในการชนะพนัน พวกเขาก็รู้ดีว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบโต้อีกฝ่ายได้ง่ายๆ แม้ว่าทางหลงเซ้งหยูจะดูไร้พิษภัยและสงบนิ่งดุจดั่งผิวน้ำราวกับไม่ใช่คนอารมณ์ร้ายแต่ซางหยงจิน ฮูหว่านจุนและซูเหรินเฟย์รู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเคยเป็นนายน้อยอันดับหนึ่งของจังหวัดชวนฉิงมาก่อน พวกเขากำลังจะเริ่มหาเรื่องกับใครกัน? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้บุญคุณคนและให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ตั้งแต่ที่ถังซิ่วช่วยเหลืออีกฝ่ายก็เป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะยืนดูและปล่อยให้ถังซิ่วโดนรังแกโดยไม่แยแส