กรรมการทั้งสามเริ่มชิมเมนู "์ทับซ้อนเคียงข้าง" ของทีมคุณแม่กับลูกสาวเป็ทีมแรก
บนจานมีเนื้อหลากชนิดซ้อนทับกัน วางเคียงด้วยวุ้นเส้นและเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ราดด้วยซอสสูตรพิเศษสีน้ำตาลเข้ม แม้หน้าตาจะดูแปลกตาไปหน่อย แต่ในฐานะกรรมการก็จำเป็ต้องชิมให้ครบเพื่อให้คะแนน
หวังหงเป็คนแรกที่ลอง เขาอดประหลาดใจไม่ได้แม้เมนูจะดูเหมือนแค่เอาวัตถุดิบทุกอย่างมาเรียงต่อกัน แต่รสชาติกลับดีกว่าที่คิดไว้มาก เนื้อหมู ไก่ และวัวนุ่มหอม เข้ากันดีกับซอสพิเศษของทีมนี้
ส่วนวุ้นเส้นกับเส้นบะหมี่ แม้จะไม่โดดเด่นเท่าเนื้อ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียรส สรุปแล้ว เมนูนี้ทำได้ดีกว่าที่ตาเห็น
หลังจากชิมเสร็จ กรรมการทั้งสามก็กล่าวชมว่า "ทำได้ดี" แม้วัตถุดิบบางอย่างจะดูไม่เข้ากันจนทำให้รสชาติขัดกันในบางจุด แต่โดยรวมถือว่าใช้ได้ ขอให้ทีมนี้พัฒนาฝีมือต่อไป
ทีมคุณแม่กับลูกสาวเมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ก็ดีใจยิ้มกว้าง แม้จะมีจุดให้ปรับปรุง แต่ก็ถือว่าผลงานของพวกเธอได้รับการยอมรับแล้ว ที่เหลือก็แค่รอลุ้นว่าจะดีกว่าทีมอื่นไหม
เมนูถัดไปคือ "ฮ่องเต้สามคารวะ" เนื้อสามก้อนที่ใช้เนื้อวัว หมู และไก่ วางเรียงกันอย่างสวยงาม ราดด้วยซอสสีขาวขุ่น ด้านล่างรองด้วยไข่ไก่ วุ้นเส้น และเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เมนูนี้ดูมีความคิดสร้างสรรค์อยู่พอสมควร พอได้ชิม กรรมการก็รู้สึกได้ทันทีว่าแม้เนื้อแต่ละชนิดจะไม่ได้หอมนุ่มเท่าทีมแรก แต่การปรุงรสกลับทำให้รสชาติของเนื้อเด่นชัดขึ้นอย่างน่าประทับใจ
หลังชิม กรรมการให้ความเห็นว่า แม้ส่วนของเนื้อจะดึงรสชาติได้ดีมาก แต่ส่วนประกอบอื่นกลับธรรมดา ไม่ช่วยส่งเสริมรสชาติเนื้อเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม เมนูนี้ก็ถือว่าดีพอใช้
ทีมคุณแม่ยังสาวกับเพื่อนสาวฟังคำวิจารณ์แล้วยิ้มกว้าง แม้จะไม่แน่ใจว่าดีกว่าทีมก่อนหรือไม่ แต่ก็มีความหวังอยู่ไม่น้อย
และแล้วก็มาถึงเมนูสุดท้ายของการแข่งขันในวันนี้ เมนูที่มีชื่อว่า "น้ำตกไหลผ่านโลกโลกีย์"
จุดเด่นคือวุ้นเส้นขาวที่ห่อเนื้อหมูและไก่ไว้ภายใน ราดทับด้วยซอสสูตรพิเศษสีดำเข้ม เมื่อกัดเข้าไป รสชาติของเนื้อกับวุ้นเส้นกลับเข้ากันอย่างประหลาด ทั้งในแง่ของััและกลิ่นรส
กรรมการบางคนถึงกับยอมรับในใจว่าการไม่ใช้เนื้อวัวในเมนูนี้อาจจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าใส่มาอาจทำให้รสชาติโดยรวมขัดแย้งกันไปเลยก็ได้
หลังจากชิมเมนูสุดท้ายเสร็จ กรรมการทั้งสามก็กล่าวชมว่า เป็เมนูที่ดูน่ากิน รสชาติโอเค แต่ยังดึงรสของวัตถุดิบ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ออกมาได้ไม่ดีพอ สรุปคืออยู่ในระดับ “ดีพอใช้” และแนะนำให้พัฒนาฝีมือต่อไป
ทีมคุณแม่และลูกชายเมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ก็ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ โดยเฉพาะตงหยางเสิ่น ลูกชายของทีมนี้ เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้ากรรมการ ส่วนเอินเสิ่นผู้เป็แม่ก็ได้แต่นิ่งเงียบ ก้มหน้า ไม่พูดจาหรือแสดงความรู้สึกอะไรเลย
หลังจากนั้น กรรมการทั้งสามก็ปรึกษาหารือกันเพื่อเลือกทีมผู้ชนะ หลังถกกันอยู่ครู่หนึ่งก็เขียนชื่อทีมผู้ชนะส่งให้พิธีกร
เจิ้งฟางเมื่อรับซองผลการแข่งขันก็เดินไปยืนประจำตำแหน่งบนเวที ท่ามกลางสายตาทุกคู่ในห้องที่จับจ้อง เธอยิ้มหวานแล้วพูดด้วยเสียงใสผ่านไมโครโฟนว่า
“ฉันคิดว่าทุกคนตอนนี้คงลุ้นกันอยู่ว่า ทีมไหนจะเป็ผู้ชนะของวันนี้ใช่ไหมคะ?
ฉันเห็นความตั้งใจของทุกทีมในวันนี้แล้ว ต้องบอกเลยว่าทึ่งมากค่ะ อยากจะให้ทุกทีมได้รางวัลกันหมดเลยจริง ๆ แต่การแข่งขันก็ต้องมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว... และทีมที่ชนะการแข่งขันในวันนี้ก็คือ”
เจิ้งฟางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ทีมคุณแม่ยังสาวกับเพื่อนสาว! จากเมนู ‘ฮ่องเต้สามคารวะ’ ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ!”
ทันทีที่ได้ยินชื่อทีมของตัวเอง ผู้ชนะทั้งสองก็ร้องไห้โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ
ด้านทีมคุณแม่และลูกสาว ผู้เป็แม่ก็ลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ พร้อมปลอบใจ ขณะที่ลูกสาวยังสะอื้นจากความเสียใจที่พลาดชัยชนะ
ส่วนทีมคุณแม่และลูกชายกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เมื่อการประกาศจบลง ตงหยางเสิ่นก็รีบเดินออกจากห้องทันที ก่อนพ้นประตูเขาหันกลับมามองกลุ่มของเฉินโจวด้วยสายตาแข็งกร้าว เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ซ่อนความบ้าคลั่งไว้ เอินเสิ่นจึงรีบเดินตามลูกชายออกไปโดยไม่พูดอะไร
หลังจากประกาศผล ทางกลุ่มของเฉินโจวก็เข้ามาทักทายทั้งสองทีม พูดแสดงความยินดีกับทีมผู้ชนะ และปลอบใจทีมที่แพ้ จากนั้นพวกเขาก็นำของรางวัลที่ตกลงกันไว้มาแจก
ทีมผู้ชนะได้รับ ไข่ไก่เบอร์สอง 100 ฟอง
ทีมที่แพ้ได้รับ ไข่ไก่เบอร์สอง 50 ฟอง
พวกเขายังให้ทุกทีมเซ็นเอกสารยินยอมให้ออกอากาศเทปรายการ ทุกคนก็ไม่มีปัญหา ส่วนทีมที่ออกไปก่อนหน้านี้ค่อยตามไปเซ็นทีหลัง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองทีมที่ยังอยู่ก็มาถ่ายรูปร่วมกันกับกลุ่มกองเชียร์เป็ที่ระลึก พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเล็กน้อย แล้วก็ขอตัวเดินทางกลับ
หลังจากทุกคนพูดคุยและขอบคุณกรรมการทั้งสองแล้ว พวกเขาก็เดินไปขอบคุณเจิ้งฟางและผู้จัดการส่วนตัวของเธอ
เจิ้งฟางกล่าวขอบคุณพวกเขาสำหรับการจ้างงานในครั้งนี้ พร้อมบอกว่าเธอหวังว่าจะได้มีโอกาสมาร่วมงานกับพวกเขาอีกในอนาคต นอกจากนี้เธอยังพูดเสริมด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
"เมื่อคลิปนี้ลง อย่าลืมแจ้งให้ฉันรู้ด้วยนะคะ! ฉันมีแฟนคลับอยู่บ้าง ถ้าได้โปรโมตให้พวกเขาดูคลิปนี้บ้างก็จะดีมากเลยค่ะ"
หลังจากพูดคุยเื่รายละเอียดต่าง ๆ เสร็จสิ้น เจิ้งฟางและผู้จัดการก็ขอตัวกลับ
เมื่อทุกคนจากไปหมดแล้ว ทีมของพวกเขาก็เริ่มทำความสะอาดสถานที่ เก็บโต๊ะเก้าอี้กลับไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์ของตึก
หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง กังหม่าก็พูดอย่างอารมณ์ดี
"ถ่ายคลิปครั้งนี้สนุกมาก มีเซอร์ไพรส์หลายเื่เลยนะ หวังว่าคลิปจะออกมาดี ถ้าเป็ไปได้ ช่วยแจ้งผมเมื่อคลิปออกไปด้วยนะครับ จะได้ให้คนรู้จักมาดูฝีมือผมบ้าง"
จากนั้น กังหม่าก็ขอตัวกลับ
ตอนนี้เหลือแค่กลุ่มของพวกเขา ทุกคนถอนหายใจยาว ๆ ในที่สุดก็เสร็จสิ้นการถ่ายทำ แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นบ้าง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
เฉินโจวที่นึกถึงปัญหาใหญ่ได้ก็หันไปมองหลิวจื้อิด้วยสีหน้าจริงจัง
“หลิวจื้อิ นายคิดว่ามันจะไม่มีปัญหาหรือเปล่า? ไอ้เด็กคนนั้นมันลูกของน้องสาวคณบดีมหาวิทยาลัยเรา ถ้ามันเอาเื่นี้ไปฟ้องคณบดี นายคงไม่พ้นเื่หนักแน่ ๆ ว่าแต่พวกเราจะช่วยอะไรนายได้บ้างไหม?”
เกาอิ้งที่ยืนฟังอยู่ก็พูดเสริมด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ฉันเองก็เห็นแววตาของไอ้เด็กนั่นตอนมันจะออกจากห้อง มันจ้องพวกเราด้วยความเกลียดชัง แน่ใจเลยว่าไอ้เด็กนั้นจะไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่”
จินหงเหว่ยพยักหน้าอย่างหนักใจ แล้วมองไปทางหลิวจื้อิด้วยสีหน้าเครียด
“ผมว่ามันจะต้องมาหาเื่พวกเราแน่ ๆ แต่ปัญหาที่น่ากลัวอีกอย่างคือคลิปที่อาจจะหลุดออกไปครับ ผมเชื่อว่าตอนที่เกิดเหตุคงจะมีคนถ่ายคลิปเก็บไว้แน่นอน”
ความกังวลเริ่มจะคืบคลานเข้าสู่จิตใจของพวกเขา สถานการณ์นี้เริ่มยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ