สองชราเคลื่อนใหว
ในขณะที่ความโลภจัดการคนของหวังเฟยไปทั้งหมดแล้ว พวกอสูรและผู้อาวุโสของสำนักเว่ยก็รีบตรงมายังสถานที่ต่อสู้ทันที ความโลภยิ้มออกมาก่อนจะปลดออร่าของตนเองออกและฟางเฉินสามารถกลับมาควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง“บัดซบต้องรีบหนีแล้ว” ฟางเฉินไม่มีเวลามาจดจำการต่อสู้และรีบหนีหาที่ซ่อนทันทีเมื่อฟางเฉินออกไปได้นานแล้ว ผู้อาวุโสและอสูรระดับ 5 ก็ปรากฏตัวออกมาพร้อม ๆกัน“โฮก!!!!!!!!!!” อสูรระดับ 5 คำรามด้วยความโกรธและพุ่งเข้าหาผู้อาวุโสสำนักเว่ยทันที“บัดซบมันเป็นกับดักงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสสำนักเว่ยไม่รอช้ารีบถอยหลังหลบหนีทันที อสูรระดับ 5 สามตัววิ่งไล่ผู้อาวุโสสำนักเว่ยอย่างบ้าคลั่ง“เจ้าวางแผนเอาไว้แล้วงั้นเหรอ” ฟางเฉินกล่าว“แน่นอน เจ้าแก่นั้นเป็นแค่ระดับปฐพีขั้นต้นเท่านั้นมันไม่มีทางที่จะต่อกรกับอสูรระดับ 5 ได้ถึง 3 ตัวหรอก” ความโลภกล่าวพร้อมกับยิ้มชั่วร้ายความโลภจงใจปลดปล่อยกลิ่นอายของตัวเองออกไปเพื่อดึงดูดอสูรระดับ 5 ออกมาและในขณะเดียวกันผู้อาวุโสของสำนักเว่ยก็ต้องสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฟางเฉินทำให้ทั้งสองมุ่งมายังสถานที่เดียวกัน“แล้วเจ้าจะเอายังไงกลับสำนักหรือฝึกต่อ” ความโลภกล่าว“ฝึกต่อ กายามังกรจำเป็นต้องใช้โลหิตของอสูรในการบ่มเพาะ และข้าอยากจะยกระดับทักษะทั้งหมดในไปอยู่ระดับสูงทั้งหมดอีกด้วย” ฟางเฉินกล่าว“ก็ดี ด้วยพลังของจิตวิญญาณดวงตาของเจ้าการจะหลบหลีกพวกอสูรก็ไม่ใช่เรื่องยาก” ความโลภกล่าวพร้อมกับเริ่มย่อยจิตวิญญาณที่ดูดกลืนมา“แล้วทางเจ้าใกล้จะยกระดับขึ้นหรือยัง” ฟางเฉินกล่าว“ไม่มีทาง หลังจากมาถึงระดับสูงแล้วการพัฒนาของข้าจะยากเย็นอย่างมาก กว่าข้าจะไปถึงระดับพิภพอย่างน้อยต้องกลืนกินจิตวิญญาณไปหลายร้อยดวงเลยทีเดียวหรือไม่อย่างงั้นก็ต้องกลืนกินจิตวิญญาณระดับสวรรค์” ความโลภกล่าว“งั้นเหรอ แต่ข้าว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะศัตรูของเรายังมีอีกมาก” ฟางเฉินกล่าวจากนั้นฟางเฉินก็หาถ้ำที่ปลอดภัยเป็นฐานและเริ่มออกล่าอสูรระดับ 4 ทันที ด้วยทักษะของฟางเฉินตอนนี้ทำให้อสูรระดับ 4 ไม่มีปัญหาอะไรแต่กับอสูรระดับ 5 ฟางเฉินในตอนนี้ยังคงไม่สามารถต่อกรด้วยได้อีกด้านพวกเย่เซียนกลับไปที่สำนักได้อย่างปลอดภัย เมื่อกลุ่มของเย่เซียนเห็นกลุ่มของหวังเฟยมองมาที่ตนด้วยรอยยิ้มพวกเย่เซียนก็กลายเป็นโกรธอย่างมาก“นั่นมันศิษย์น้องเย่เซียนไม่ใช่เหรอทำไมพวกเจ้าถึงรีบกลับมาเสียละหรือว่าป่าพงไพรอันตรายเกินไปสำหรับศิษย์น้อง” หวังเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เปล่าเลย พอดีข้าไปเจอกลุ่มสวะกลุ่มหนึ่งเล่นงาน แต่ถึงอย่างงั้นกลุ่มสวะก็ยังเป็นสวะโดยเฉพาะหัวหน้าที่สั่งพวกมันมายิ่งเป็นเพียงเศษสวะในหมู่เศษสวะด้วยกันอีกด้วย” โจวหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาคำกล่าวของโจวหยวนทำให้เส้นเลือดบนหน้าผากของหวังเฟยปูดบวม แต่หวังเฟยก็รีบสงบสติอารมณ์ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา“งั้นเหรอ อ้าวพวกเจ้าออกไปกัน 5 คนไม่ใช่เหรอแล้วทำไมหายไปคนหนึ่งละ” หวังเฟยกล่าว“นี่เจ้า!!!!!” หยูหลานกำหมัดแน่นและมองไปที่หวังเฟยด้วยความเกลียดชังพวกนางรู้ดีว่าที่ฟางเฉินปลีกตัวออกไปเพราะสัตรูมีมากเกินไปเพราะถ้ายังดึกดันหลบหนีด้วยกัน ทั้งผู้อาวุโสสำนักเว่ยและคนของหวังเหยจะต้องเล่นงานพวกเขาแน่“หวังว่าเจ้าจะยอมรับชะตากรรมที่เจ้าจะต้องเจอต่อไปนี้ได้นะเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆและคนที่จะออกมาจัดการกับพวกเจ้าต่อจากนี้ไม่ใช่ท่านเจ้าสำนักแต่เป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวกว่านั้น” เย่เซียนเดินผ่านหวังเฟยก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเสียงของเย่เซียนทำให้หวังเฟยรู้สึกเย็นเยือก หวังเฟยไม่รู้ว่าตอนนี้ผู้พิทักษ์ของสำนักนั้นถูกใจฟางเฉินอย่างมากและทั้งสองยังให้ความสำคัญกับฟางเฉินอีกด้วยซึ่งแม้แต่ปู่ของหวังเฟยก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้หวังเฟยรู้ว่าเย่เซียนไม่ใช่คนที่ชอบพูดข่มขู่แบะโอ้อวดดังนั้นหวังเฟยจึงรีบกลับไปยังที่พักของปู่ตนเองทันที ผู้อาวุโสสูงสุดนั้นไม่ได้มีคนเดียวแต่มีถึง 5 คนและปู่ของหวังเฟยก็เป็น 1 ใน 5 คนเท่านั้น“ท่านปู่ดูเหมือนว่าคนของเราจะทำสำเร็จแล้ว แต่ท่าทางพวกนั้นจะรู้ว่าเป็นฝีมือของข้า” หวังเฟยรีบกล่าวขึ้น“เหอะ รู้แล้วอย่างไร ไม่มีหลักฐานบ่งชี้มาถึงตัวเจ้าพวกมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้” หวังผิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบ“นั่นสินะตราบใดที่ยังมีท่านปูอยู่พวกมันคงไม่กล้าลงมือกับข้า แต่เย่เซียนนางพูดว่าคนที่จะลงมือไม่ใช่เจ้าสำนักแต่คนที่น่าหวาดกลัวกว่านั้น” หวังเฟยกล่าว“อะไรนะ!!!!!!” หวังผิงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนกคนที่หวาดกลัวกว่าเจ้าสำนักนั้นคือตัวตนระดับใหนหวังผิงไม่รู้แต่หวังผิงก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเหมือนกันทางด้านเย่เซียนหลังจากกลับมาก็รายงานให้เย่เทียนทันที เย่เทียนแสดงสีหน้าแตกตื่นและรีบไปหุบเขาหลังสำนักทันที“เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าหนูฟางเฉินถูกตามล่า บัดซบเย่เทียนข้าบอกแล้วใช่ใหมว่าให้จับตาดูการเคลื่อนใหวของพวกผู้อาวุโสให้ดีแล้วนี่มันอะไร” ชายชราคำรามออกมาด้วยความโกรธจนเย่เทียนได้แต่ก้มหัวด้วยความหวาดกลัว“แล้วสำนักเว่ยบัดซบนั้นมันไม่มีความอายบ้างเหรอที่ส่งระดับผู้อาวุโสมาไล่สังหารศิษย์สายนอกคนหนึ่ง” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ไม่ได้การ ยัยแก่เจ้าอยู่จัดการเรื่องในสำนัก ส่วนข้าจะออกไปตามหาเจ้าเด็กนั่นเอง” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าร้อนรนก่อนจะพุ่งออกไปทันที“พวกเศษเดนที่ทำลายอนาคตของสำนักมันต้องตาย” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะกลายเป็นผีเสื้อนับร้อยตัวและบินตรงไปยังตำหนักของหวังผิงทันทีเย่เทียนถอนหายใจออกมาก่อนจะรีบติดตามไปในทันทีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้จะต้องทำให้รากฐานของสำนักสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน เย่เทียนนั้นไม่ได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพราะสำนักจู่หลงนั้นได้ตกต่ำมาหลายปีและตัวตนระดับหวังผิงนั้นก็หาได้ยากเพราะงั้นเรื่องที่หวังผิงแอบทำมาตลอดเย่เทียนก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นภายในตำหนักของหวังผิง หวังผิงกำลังนั่งบ่มเพาะอยู่อย่างสงบ ข้างๆหวังเฟยนั่งอยู่ด้วยสีหน้ากังวล และในตอนนั้นเองฝูงมีเสื้อราตรีก็บินเข้ามาในตำหนักและตรงไปยังห้องของพวกหวังผิงทันที“ใครกัน!!!!!!” หวังผิงลืมตาขึ้นมาและคำรามออกมา“ใครงั้นเหรอ ก็คนที่จะมาลงทัณฑ์เจ้ายังไงละ” เสียงที่แก่ชราดังขึ้นพร้อมกับฝูงผีเสื้อมารวมตัวกันกลายเป็นรูปร่างของหญิงชรา“เจ้าเป็นใครแล้วเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” หวังผิงกล่าวอย่างระวังเพราะแรงกดดันของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก“บุคคนที่อยู่ตรงหน้าเจ้านั้นคือตัวตนสูงสุดในสำนักจู่หลงแห่งนี้ซึ่งแม้แต่ตัวตนระดับเจ้าสำนักอย่างข้าก็ต้องเคารพผู้อาวุโสท่านนี้” เย่เทียนเดินเข้ามาแล้วกล่าวขึ้น“เย่เทียน นี่เจ้าหมายความว่ายังไง พวกเจ้ามาหาข้ามเรื่องอะไรงั้นเหรอ” หวังผิงกล่าว“มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ เจ้าก็น่าจะรู้นะว่าข้ามีเรื่องอะไร หวังเฟยได้ส่งศิษย์สายในและศิษย์หลักไปสังหารศิษย์สายนอกคนหนึ่ง เรื่องนี้เป็นความผิดร้ายแรง” เย่เทียนกล่าว