ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 29 ราคาของหน้าตา

    แม้ว่าโหมวซือฉิงจะใช้น้ำเสียงปกติแต่สำหรับฉินฟางแล้ว เขาไม่คิดว่าน้ำเสียงและท่าทางที่โหมวซือฉิงมีต่อสวี่ตงนั้น ‘ปกติ’!

            ฉินฟางตามจีบโหมวซือฉิงมาสิบกว่าปีแล้วเขาตกหลุมรักเด็กสาวหน้าตางดงามคนนี้ตั้งแต่ชั้นประถม ครอบครัวเขาต่างคิดว่านี่คือคู่สร้างคู่สมครอบครัวของทั้งคู่ก็เป็นตระกูลมีชื่อเสียง เหมาะสมกันทั้งฐานะและวงศ์ตระกูล

            ทว่า แต่ไหนแต่ไรมาฉินฟางไม่เคยได้สัมผัสคำพูดหรือการกระทำที่อ่อนโยนหรือ‘ใจดี’ จากโหมวซือฉิงเลย ซึ่งเขาก็ไม่เคยโกรธคิดว่ามันเป็นแค่ ‘ความเย่อหยิ่ง’ ของโหมวซือฉิงและเขาก็ชอบ ‘ความเย่อหยิ่ง’ ของโหมวซือฉิงด้วยหากโหมวซือฉิงเป็นเด็กสาวที่ตามจีบง่าย เขาก็คงไม่ชอบเธอขนาดนี้หรอก!

            แต่เวลานี้ฉินฟางกลับเห็นโหมวซือฉิงหัวเราะทั้งยัง ‘ล้อเล่น’ กับผู้ชายคนอื่นแบบนี้เขาจะไม่หัวเสียได้อย่างไรกัน เหมือนกับการเทน้ำส้มสายชู ถั่วเหลือง เกลือน้ำมันลงชาม มีหมดทุกรสชาติ!

            โหมวซือฉิงเย็นชาหรือเย่อหยิ่งแค่ไหน ฉินฟางทนได้สิ่งเดียวที่ทนไม่ได้เลยคือการที่เธอ ‘ดี’ กับผู้ชายคนอื่น!

            สวี่ตงไม่รับรู้ถึงความคุกรุ่นที่จู่โจมจากทุกสารทิศทางด้านหลังและเขาก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของโหมวซือฉิงด้วย ยังคงจับจ้องหินพวกพนันอย่างเหม่อลอยเช่นเดิม

            คนอื่นๆ ที่ดูหินอยู่ล้วนเป็นชายวัยประมาณสี่สิบพิจารณาจากใบหน้าและการสังเกตสังกาของพวกเขาคงจะเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ด้านการประเมินหิน แต่สิ่งที่สวี่ตงสามารถ‘ดูถูก’ พวกเขาได้ก็คือ แม้ว่าแต่ละคนจะมีสารพัดวิธีในการประเมินหินของตัวเองแต่พวกเขาล้วนจับจ้องไปที่หินก้อนที่มีผิวสีเขียวสดมากที่สุดแต่หินพวกนั้นไม่มีออร่าสมบัติปรากฏอยู่เลย คาดว่าหินพวกนั้นคงไม่มีราคา

            ในจำนวนหินสิบกว่าก้อนนั้นมีเพียงสองก้อนที่มีออร่าสมบัติจากการคาดเดาของสวี่ตงก็น่าจะมีเพียงสองก้อนนั้นที่มีราคาทว่าหินที่มีออร่าสมบัติกลับเป็นหินที่มีผิวสีเขียวน้อยที่สุด ‘ยอดฝีมือ’ พวกนั้นจึงไม่ได้ให้ความสนใจ

            สวี่ตงเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งหากมีโอกาสซื้อหินสองก้อนนี้มาไว้ในมือเขาก็อยากซื้อโดยเฉพาะก้อนที่มีออร่าสมบัติเข้มข้นก้อนนั้น!

            แต่ก้อนหินก็คือก้อนหิน ภายนอกมีสีเขียวน้อยก็ไม่มีใครสนใจสวี่ตงกำลังคิดว่านี่คือโอกาสของเขา เพราะไม่มีใครสนใจ ดูเหมือน ‘การพนัน’ นั้นไร้ซึ่งความแน่นอนจริงๆยามที่คิดว่ามั่นใจที่สุดกลับไม่คิดว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มั่นใจที่สุดพนันสิบแพ้เก้า เว้นแต่ว่าจะ ‘โกง’ มิเช่นนั้นจะมีใครกล้าพูดว่ามั่นใจเต็มร้อยได้บ้าง

            แม้เวลานี้สวี่ตงจะกล้าพูดว่ามั่นใจ แต่ก็นับว่าเขา ‘โกง’ อยู่เหมือนกัน!

            ฉินฟางเดินตามโหมวซือฉิงมาเงียบๆ สีหน้าไร้อารมณ์ทว่าในใจกลับผุดความคิดต่างๆ นานาไม่หยุด!

            ผู้ชายที่คิดจะ ‘ฉกตัว’ โหมวซือฉิงไปก็ต้องดูให้ดีว่าฉินฟางเป็นใครในเมืองถงเฉิงไม่มีใครกล้าพูดคำนี้ต่อหน้าเขาในเมืองถงเฉิงมีคนที่โดดเด่นอยู่ไม่กี่คน รู้จักกันในนาม ‘สี่หนุ่มแห่งถงเฉิง’และฉินฟางก็อยู่ในลำดับที่สอง

            หากเจ้าเด็กที่ดูอายุยังน้อยคนนี้คิดจะเรียกร้องความสนใจจากโหมวซือฉิงจริงๆฉินฟางก็ต้องทำให้เขาพ่ายแพ้ย่อยยับแน่นอนว่าเขาไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายอย่างเปิดเผย นั่นมันวิถีอันธพาลทั้งยังไร้สมองด้วย ฉินฟางเป็นคนระดับไหนกัน

            หลังจากอัดคู่ต่อสู้จนตายหรือพิการฝ่ายตรงข้ามอาจยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นฝีมือใคร อีกอย่างฉินฟางจะกำจัดคู่ต่อสู้ทั้งทีย่อมไม่ใช่วิธีตรงไปตรงมาแบบนั้นเขามีหลากหลายวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายล้มละลาย เป็นหนี้กระทั่งอับจนหนทางจนต้องฆ่าตัวตาย หรือทำให้เข้าตาจนจนต้องฝ่าฝืนกฏหมายนี่สิถึงจะเป็นเป้าหมายของเขา พวกนักเลงข้างถนนถือมีดถือปืนทำร้ายคนไปทั่วนั่นมันคนละชั้นกับเขาอย่างสิ้นเชิง! 

            เพียงแต่ฉินฟางยังสับสนอยู่นิดหน่อย เนื่องจากเด็กหนุ่มคนนี้แต่งตัว ‘ธรรมดามาก’ แต่ช่างหัวเสื้อผ้าธรรมดาเถอะประเด็นคือเขาไม่เห็นรู้จักเลย!

            ในเมืองถงเฉิงแทบไม่มีใครในแวดวงชนชั้นสูงที่เขาไม่รู้จักเว้นแต่ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนในแวดวงชั้นสูง หรืออาจจะไม่ใช่คนเมืองถงเฉิงเลยก็ได้มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางที่จะไม่รู้จัก!

            แต่ในเมื่อรู้จักกับโหมวซือฉิง ทั้งยัง ‘สนิท’ กันขนาดนี้ เกรงว่าฐานะของเขาจะไม่ธรรมดาบางทีอาจจะเป็นลูกหลานข้าราชการชั้นสูงหรือลูกท่านหลานเธอจากเมืองอื่น บางคนก็มีงานอดิเรกประหลาดแบบนี้คือชอบแต่งตัว‘ธรรมดา’ มากเพราะฉะนั้นการแต่งตัวแย่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีหัวนอนปลายเท้า!

            และเพราะเหตุนี้ฉินฟางจึงไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามเขาทำการใดล้วนสุขุมมีแผนการในใจเสมอ จิตใจเด็ดขาดไร้ความปรานีแต่ประเด็นหลักคือหลังจากรู้สถานการณ์ของคู่ต่อสู้แล้วจะจัดการอย่างไร

            หากอีกฝ่ายเป็นคนที่เขาไม่สามารถรังแกได้ เขาก็จะไม่มีวันทำเด็ดขาด!

            โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงยังจ้องหินก้อนนั้นจึงอดก้าวเข้าไปดูด้วยไม่ได้มันเป็นหินรูปไข่ขนาดประมาณลูกฟุตบอล พื้นผิวภายนอกส่วนใหญ่เป็นสีเทาขาวมีจุดสีเขียวเล็กๆ เท่าปลายตะเกียบอยู่สองสามจุด คล้ายกับมีเม็ดถั่วเขียวแปะอยู่

            “หินก้อนนี้มันสวยตรงไหน ไม่ใช่วัตถุโบราณด้วยซ้ำ!”

            ตอนนั้นเองสวี่ตงถึงหันไปมองโหมวซือฉิง ก่อนจะตอบเสียงเข้ม “มันไม่ใช่วัตถุโบราณอยู่แล้ว ผมแค่รู้สึกว่ามันแปลกดีก็เลยดูมันหลายครั้ง!”

            โหมวซือฉิงเบ้ปากก่อนจะพูดว่า “แสร้งทำตัวลึกลับซับซ้อนนายไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือไง ไปดูของมีค่าตรงนู้นสิไม่แน่นะอาจจะทำเงินก้อนโตก็ได้ พอให้นายซื้อบ้านมาแต่งเมีย!”

            สวี่ตงตอบเสียงเรียบ “ผมไม่เพ้อฝันขนาดนั้นหรอกมีรายได้อย่างสุจริตสองสามพันต่อเดือนก็พอแล้ว!”

            “เชอะ ปากอย่างใจอย่าง” โหมวซือฉิงย่อมไม่เชื่อคำพูดของสวี่ตงเห็นๆ กันอยู่ว่าเจ้าเด็กนี่มีความสามารถด้านการประเมินที่แข็งแกร่งมากบรรดาผู้ที่เล่นและสะสมของโบราณ ไม่ต้องพูดถึงพวกยอดฝีมือ แค่มือสมัครเล่นธรรมดาก็มีทรัพย์สินสามถึงห้าล้านหยวนแล้วแล้ว ‘ยอดฝีมือ’ อย่างสวี่ตงการหาเงินย่อมไม่ใช่เรื่องยาก มาบอกว่าต้องการแค่สองสามพันต่อเดือนผียังไม่เชื่อเลย

            แต่สวี่ตงแค่พูดตามความจริงเท่านั้นเองเขาต้องการลืมตาอ้าปากให้ได้มากกว่าใคร

            ฉินฟางหรี่ตามอง ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่มีความสัมพันธ์พิเศษใดๆกับโหมวซือฉิง แต่เขาก็เกลียดท่าทางพูดคุยสนิทสนมของสองคนนี้อย่างบอกไม่ถูกไม่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นอะไรกับโหมวซือฉิงเขาก็จะทำให้เด็กคนนี้ลิ้มรสความล้มเหลวให้ได้!

            ได้ยินโหมวซือฉิงพูดว่าเด็กคนนี้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ฉินฟางก็คิดหัวข้อสนทนาขึ้นมาได้จึงเดินเข้าไปหาโหมวซือฉิงอย่างยิ้มแย้มพลางพูดอย่างเป็นกันเอง“ซือฉิง นี่เพื่อนเธอเหรอ เด็กจังเลยนะได้ยินเธอบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไหนเหรอ”

            ดูเผินๆ โหมวซือฉิงอาจดูอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆคนส่วนใหญ่ก็มองว่าเธอเป็นเพียง ‘ทายาทตระกูลร่ำรวย’ที่น่าสนใจ ทว่า ในความเป็นจริงโหมวซือฉิงไม่ใช่คนขี้เหยียดในทางกลับกันเธอมีจิตใจมุ่งมั่น แน่วแน่และเคารพ ‘เพื่อน’ของตัวเองมาก

            แน่นอนว่าคนที่ควรค่าพอจะเป็นเพื่อนกับโหมวซือฉิงได้มีไม่มาก และสวี่ตงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอนฉินฟางจึงถามเช่นนั้น และโหมวซือฉิงก็ตอบอย่างจริงจัง “เขาแซ่สวี่ ชื่อสวี่ตงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับโบราณ ประธานฉินคุณบอกว่ากำลังก้าวเข้าอุตสาหกรรมอัญมณีไม่ใช่เหรอเชิญเขาไปเป็นหัวหน้านักประเมินสิ รับรองว่าไม่โดนคนอื่นหลอกแน่"

            ถึงแม้จะไม่อยากพัฒนาความสัมพันธ์กับฉินฟางแต่โหมวซือฉิงก็คิดว่าฉินฟางเป็นอัจฉริยะด้านธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากส่วนสวี่ตงยากจนแร้นแค้นเหลือแสน สู้แนะนำเขาให้ฉินฟางดีกว่าสวี่ตงเองก็ใช้ความสามารถแลกเงิน ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกีดกัน

            “ดีเลย!” ฉินฟางรับปากทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิดนี่คือแผนที่เขาคิดไว้แล้ว แต่อะไรก็ตามที่ออกจากปากโหมวซือฉิงเขาก็มักจะเห็นด้วยโดยไม่ลังเลไปก่อนแล้วค่อยคิดดูอีกทีนี่คือการเอาใจผู้หญิงอย่างหนึ่ง

            ฉินฟางพิจารณาสวี่ตงอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือให้แล้วยิ้มพูด “ผมคือฉินฟาง ประธานหยวนฟางเรียลเอสเตท คุณสวี่ทำงานที่ไหนครับถ้าเป็นไปได้ผมอยากเชิญคุณสวี่มารับตำแหน่งในบริษัทของผมคุณสวี่ก็เห็นแล้วผมยังใหม่ในวงการอัญมณี ที่บริษัทใหม่ยังขาดคนเก่งๆขอเพียงคุณสวี่ตงลง เรื่องเงินเดือนสามารถเจรจากันได้เลยครับ!”

            สวี่ตงจับมือกับฉินฟาง คำพูดของฉินฟางดูจริงใจและน่าดึงดูดมากแต่เขาไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้เงิน แต่เขาสัมผัสความ ‘ไร้เมตตา’ ที่ฉายวาบผ่านดวงตาของฉินฟางได้โดยไม่ได้ตั้งใจคนแบบนี้อยู่ให้ห่างไว้ดีกว่า!

            “ขอบคุณประธานฉินครับผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไรนั่นหรอกครับ ก็แค่คนทำงานพาร์ตไทม์เลี้ยงปากท้องในโรงรับจำนำที่ประธานฉินต้องการคือคนเก่งที่มีความสามารถ แต่ผมดันไม่ใช่คนเก่งที่คุณต้องการถึงผมจะหน้าด้านไปทำ นั่นก็เป็นเงินที่ได้มาจากการหลอกลวง ฮ่าๆเพื่อไม่ให้ประธานฉินต้องลำบากใจที่จะไล่ออก ผมไม่ไปตั้งแต่แรกดีกว่าครับ!”

            ฉินฟางตกตะลึง เขาไม่คิดว่าสวี่ตงคนนี้จะปฏิเสธ ‘คำเชิญ’ ของเขาโดยไม่ลังเลสักนิดเขาไม่เคยพบกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ‘คำเชิญ’ ของฉินฟางคนนี้แทบจะเหมือนคำเชิญของจักรพรรดิในสมัยโบราณด้วยซ้ำลองถามสิว่ามีใครกล้าปฏิเสธบ้าง

            ฉินฟางย่อมไม่เชื่อว่าสวี่ตงเป็นแค่ ‘คนงานในโรงรับจำนำ’อย่างที่เขากล่าวอ้าง และเพราะสวี่ตงปฏิเสธทันควันเขาจึงรู้สึก ‘สนใจ’ ขึ้นมา

             “อ้อ…ฮ่าๆ คุณสวี่ โหมวซือฉิงบอกว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญถ้างั้นไม่สู้เชิญคุณสวี่มาประเมินเครื่องประดับชั้นสูงที่ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดังพวกนี้สักหน่อยดีกว่าดูว่าพวกมันมีมูลค่ายังไง”

            ความจริงฉินฟางกำลังจงใจล่อสวี่ตงให้ติดกับเนื่องจากราคาสุดท้ายของเครื่องประดับสักชิ้นนั้นไม่ได้คำนวณจากมูลค่าของตัวเครื่องประดับเพียงอย่างเดียวการกำหนดราคาเครื่องประดับมีหลายปัจจัย หนึ่งคือวัสดุที่ใช้ สองคือต้นทุนการออกแบบสามคือค่าธรรมเนียมของนักลงทุน

            สำหรับคนทั่วไปต้นทุนเครื่องประดับนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ปริศนา’ หากวัสดุที่ใช้ราคาหนึ่งหมื่นหยวนราคาสินค้าในขั้นสุดท้ายอาจสูงกว่าหนึ่งล้านหยวนเลยก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนธรรมดาจินตนาการไม่ออก

            ห้างสรรพสินค้าอันหรูหราตระการตา ภายในร้านทองระดับไฮเอนด์เครื่องประดับยอดนิยมที่ขายได้หลายแสน หลายล้านหรือแม้แต่หลายสิบล้านคนทั่วไปมองแล้วมองอีกก็ยังเข้าไม่ถึง

            ส่วนคนมีเงินโดยทั่วไปแล้วจะเลือกแค่ ‘แพง’ มากกว่าจะเลือก ‘ความคุ้มค่า’ เพราะสำหรับพวกเขาแล้วแพงที่สุดก็คือได้หน้า!ดังนั้น ฉินฟางจึงให้สวี่ตงประเมินราคาเครื่องประดับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีมาตรฐานในตัวที่แน่นอนนัก!