เด็กทั้งสาม
หลังผ่านพ้นจากความตายเด็กชายมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นแม้จะไม่มีเขาเอาไว้บนหัวตามเดิมเนื่องจากยมทูตได้กักเก็บมันไว้ในร่างของเขาชายหน้ากากผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฟูมฟักเงาก็พาเขาออกเดินทาง เพื่อหาที่พำนักใหม่
“ดวงจิตของมังกรชั่วนั่นไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใดบ้างหน้าที่เจ้าตอนนี้คือรักษาชีวิตไว้ รอวันที่จะได้พบผู้ฟูมฟักของเจ้า” ชายหน้ากากบอกกับเด็กชาย
“แล้วท่านจะพาข้าไปที่ใด” เด็กชายเอ่ยถามร่างกายเขาตอนนี้เต็มไปด้วยบาดแผลร่องรอยฟกช้ำและเลือดสีดำที่ไหลเปรอะเปื้อนไปทั่ว
“ข้าอยู่กับเจ้าไม่ได้ข้าต้องให้เจ้าแฝงตัวกลมกลืนอยู่กับเผ่าพันธุ์อื่น”
“ทำไม”
“ข้ามีหน้าที่ที่ต้องทำไม่สามารถอยู่ดูแลเจ้าได้ตลอด แต่ข้าก็จะแวะเวียนมาหาเจ้าเหมือนอย่างเคยเฝ้าดูการเติบโตของเจ้าเสมอเพราะข้าคือผู้ฟูมฟักเงาของเจ้า” ชายหน้ากากยีหัวเด็กชายจนผมสีดำสนิทนั่นยุ่งเหยิง
“จะมีใครตายอีกไหม ถ้าข้าต้องไปอยู่กับพวกเขา” ภาพหมู่บ้านเผ่าปีศาจเป็นตายที่ถูกมังกรร้ายเผาทิ้งภาพเหล่าปีศาจที่ถูกไฟครอกถูกย่างสดทั้งผู้หญิงและเด็กเล็กร้องขอความเมตตาอย่างน่าเวทนายังดังก้องอยู่ในหัว
“คงรับปากเจ้าไม่ได้แต่ข้าพอจะพาเจ้าไปฝากไว้กับคนคนหนึ่งได้ ที่นั่นโฮล์เบเรียสจะไม่ย่างกลายเข้าใกล้จนกว่ามันจะได้เป็นราชาเต็มตัว” ชายหน้ากากหยุดมองเด็กชายที่มีสีหน้าหม่นเศร้าฮาร์มไม่ใช่เด็กช่างพูดช่างถามเป็นนิสัยส่วนหนึ่งที่เขาชอบเพราะถ้าเด็กคนนี้เชื่อหรือไว้ใจใครก็จะเชื่ออย่างสุดใจโดยไม่มีความเคลือบแคลง
“สิ่งที่เจ้าทำกล้าหาญมากที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องผู้อื่นให้มีชีวิตรอดต่อไปแต่มันคือชะตาของพวกเขาที่ไม่อาจอยู่รอดได้เฮรีมเองแม้จะดูเหมือนไม่ห่วงใยเจ้าแต่ที่เขาทำเป็นเมินเฉยเจ้านั่นก็เพราะไม่อยากให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย ปกติของพวกปีศาจก็ชอบอิจฉาริษยาอยู่แล้วหากเฮรีมดูแลเจ้าดีมากไปเจ้าอาจไม่มีชีวิตรอดจนวันนี้” ชายหน้ากากเอ่ยถึงหัวหน้าปีศาจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยฝากเลี้ยงดูเด็กชายแม้ภายนอกจะดูไม่สนใจเด็กตรงหน้าเขาเลย แต่เฮรีมก็ปกป้องดูแลไม่ให้คลาดสายตาอยู่ห่างๆ ทั้งยังหวังดีรักษาสิ่งสำคัญของเด็กชายไว้จนมันกลับคืนสู่เจ้าของ
“พอรู้” เด็กชายตอบเสียงห้วนเขาพอจะรู้อยู่บ้างว่าเฮรีมดูแลเขาดีกว่าเด็กปีศาจตนอื่น ๆแอบช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้งที่ถูกรังแกกระทั่งฆ่าสมุนของตนเองก็ยังทำเพื่อปกป้องเขาแม้คำพูดจะดูไม่เคยห่วงใยหรือสนใจเขาเลยก็ตาม
“ดีมากที่เจ้าเข้าใจเขา” ชายหน้ากากยีหัวยุ่ง ๆ ของเด็กชายอีกหน
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด” เมื่อเห็นว่าชายหน้ากากออกเดินก็รีบเอ่ยถามอีกรอบ
“แคว้นเซนเทียน่านี่จะเป็นที่สุดท้ายที่เจ้าจะได้หลบซ่อน จงรอผู้ฟูมฟักของเจ้าที่นั่นยังมีผู้ภักดีอย่างที่สุดต่อพ่อและแม่ของเจ้าอยู่แต่เจ้าจะอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ จำไว้ว่าเจ้าจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเจ้าเป็นใครจนกว่าจะพบกับผู้ฟูมฟักที่แท้จริง” ชายหน้ากากกำชับเด็กชายอีกหน
ระยะทางไม่ได้ยาวไกลนักหลังจากชายหน้ากากใช้พลังเวทย์สร้างประตูมิติจากพายุทรายขนาดย่อมขึ้นมาเพื่อใช้ในการเดินทางเมื่อเดินผ่านกลุ่มทรายที่หมุนวนเหล่านั้นก็สามารถข้ามผ่านมายังจุดหมายได้อย่างง่ายดาย
ที่แปลกใหม่ที่เขาพบเจอคือแถบชานเมืองของแคว้นเซนเทียน่าประตูเมืองสูงตระหง่านสีขาวสะอาดตาล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ตอนนี้ประตูเมืองถูกเปิดกว้างคล้ายกับต้อนรับผู้มาเยือน ผู้คนขวักไขว่มีการค้าแลกเปลี่ยนกันทั่วไป
“พวกนี้คือพวกอสุรเทวาหน้าตาก็จะแตกต่างจากเผ่าปีศาจที่เจ้าอยู่หน่อย ไม่ต้องแปลกใจไปนี่คงเป็นครั้งแรกที่เจ้าได้เห็นพวกครึ่งเทพ ครึ่งพันธุ์อื่นนอกจากพวกปีศาจสินะข้าจะพาเจ้าไปพบใครคนหนึ่ง เชื่อว่าเขาจะดูแลเจ้าได้อย่างดี” ชายหน้ากากคว้ามือผอมเกร็งของเด็กชายไว้แล้วจูงเดินผ่านเข้าประตูเมืองไปด้วยกัน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของเมืองนี้เห็นจะเป็นหอคอยสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านทิศตะวันออกมันสูงใหญ่สวยงาม แต่ที่ตัดกับเมืองสีขาวแห่งนี้ คือสิ่งปลูกสร้างที่ถัดออกไปยอดหอคอยสูงสีน้ำเงินเข้มจนเกือบจะดำนั่น ช่างสวยสะดุดตาของเด็กชายเป็นที่สุด
ทั้งสองเดินผ่านหมู่บ้านสิ่งปลูกสร้างที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามไปเรื่อย ๆทำให้เด็กชายมีโอกาสได้เปิดหูเปิดตา ได้พบเห็นสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นชินนอกเหนือจากแดนแห้งแล้ง ไอร้อนจากแดนปีศาจที่เขาพบเจอมาตั้งแต่จำได้เมืองนี้ก็ดูจะใกล้เคียงกับเมืองเทพเจ้าที่เขาเคยนึกถึง
ตัวปราสาทเก่าแก่ที่ทำจากหินเนื้อดีสีเทาหม่นมีร่องรอยการผุกร่อนไปตามกาลเวลาบ้างบางส่วนตั้งอยู่ตรงหน้าของทั้งสองในเวลานี้ชายหน้ากากผ่านเข้าออกได้อย่างง่ายดายราวกับคุ้นชินเป็นอย่างดีที่หมายคือสวนสวยหลังปราสาทที่เป็นที่พำนักของเคาน์ตเซวิน
“ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่เล่าเอิร์นนิส” ชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมหรูหราดูภูมิฐานที่กำลังดื่มด่ำชายามสายเอ่ยทักผู้มาเยือนอย่างดีใจ เมื่อเงาร่างที่คุ้นเคยก้าวผ่านประตูสวนเดินตรงมาที่เขา
สำหรับเคาน์ตเซวินแล้ว ผู้มาเยือน ณ ตอนนี้เปรียบเสมือนดังผู้มีพระคุณของเขาเพราะที่เขายังนั่งดื่มชาสบายอารมณ์ได้นั้นก็เพราะชายตรงหน้าที่สวมหน้ากากไว้ตลอดเวลาคนนี้ได้เคยช่วยเหลือเขาไว้
“มีเรื่องจะรบกวนท่านหน่อย” ผู้มาเยือนไม่พูดให้มากความเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ยินดีเลย เพียงแค่ท่านเอ่ยมา” ท่านเคาน์ตแย้มยิ้มต้อนรับ เขาดีใจมากเพราะไม่ได้พบกันนานหลายร้อยปีเห็นจะได้
“รบกวนช่วยดูแลเด็กคนนี้แทนข้าด้วยหวังว่าจะไม่รบกวนท่านจนเกินไป” ชายหน้ากากขยับตัวเบี่ยงออกเผยให้เห็นเด็กชายที่อยู่ด้านหลังประเมินจากร่างกายน่าจะอายุราว ๆเจ็ดร้อยปีหรือมากกว่านั้นเห็นจะได้หน้าตาเปรอะเปื้อนเนื้อตัวมอมแมม ท่านเคาน์ตเห็นแล้วก็เวทนายิ่งนักไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาบ้างจนต้องตกอยู่ในสภาพนี้
“ได้เลยท่าน ข้าจะดูแลเขาอย่างดีคงจะเป็นเพื่อนกับหลานชายข้าอีกคนหนึ่งได้” ท่านเคาน์ตไม่ลังเลเลยที่จะรีบรับเด็กชายตรงหน้ามาดูแลนอกจากจะรู้สึกสงสารแล้วก็ยังเกรงใจผู้มีพระคุณของเขาอีกด้วย
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเคาน์ตเซวินจะให้คนมาพาเด็กชายไปหาที่พักไม่ได้มีการร่ำลากันระหว่างเด็กชายและชายหน้ากากเพราะต่างรู้ดีว่าในอีกไม่ช้าก็จะได้พบกันอีกฮาร์มจึงเดินตามคนนำทางไปอย่างว่าง่าย
“ท่านเซนดริน ท่านเซนดริน รอข้าด้วย” เสียงร้องเรียกเจื้อยแจ้วของเด็กผู้หญิงตัวเล็กผมสีส้มดวงตาสีชมพูกำลังวิ่งตามใครคนหนึ่งที่เธอเรียกว่าท่าน
คนที่เด็กหญิงเอ่ยถึงรุ่นราวคราวเดียวกับเขาผมสีหมอกใบหน้าคมคายกำลังก้าวเร็ว ๆ เพื่อเดินหนีเด็กตัวเล็กอยู่ เด็กชายคนนั้นหันมาสบตาของฮาร์มก่อนจะหยุดมองเขาด้วยความสงสัยก่อนฮาร์มจะถูกกระตุ้นโดยคนนำทางให้เขารีบเดินเพื่อเข้าที่พักโดยเร็วที่สุด
หลังจากได้ห้องนอนใหม่แสนหรูหราสะอาดสะอ้านเสื้อผ้าหน้าผมและร่างกายที่เคยเปรอะเปื้อนมอมแมมถูกชำระล้างเขาก็ถูกพามานั่งคอยเจ้าของปราสาทอยู่ที่ห้องอาหารขนาดใหญ่
เคาน์ตเซนวินท่าทางใจดีเดินตรงมาร่วมโต๊ะกับเขาโดยมีเด็กทั้งสองที่เขาพบเมื่อสักครู่ตามมานั่งร่วมวงด้วย
“สวัสดี ฉันคือเคาน์ตเซวิน เธอชื่ออะไรหรือ” เจ้าบ้านเอ่ยทัก
“ฮาร์ม” เด็กชายตอบเสียงห้วน
“หิวไหม ทานอะไรก่อนสิ ไม่ต้องเกรงใจ” เมื่ออาหารหลากหลายวางอยู่ตรงหน้าแม้เขาจะหิวและอยากกินเพียงใดก็ยังคงไม่วางใจกลัวว่าที่ใจดีให้กินมื้อนี้อาจจะต้องตอบแทนด้วยการพาเขาไปทรมานที่ไหนสักแห่ง
“กินเถอะ ไม่มีอะไรต้องให้นายระแวง” เสียงจากเด็กชายผมสีหมอกพูดขึ้นน่าแปลกซึ่งเมื่อเด็กคนนี้เอ่ยชวน ฮาร์มก็ค่อย ๆ หยิบอาหารในจานใส่ปากอย่างง่ายดาย
“ยี้...สกปรกใช้ช้อนสิ” เด็กหญิงตัวเล็กผมสีส้มเบะปากเมื่อเห็นว่าคนมาอยู่ใหม่ทำเสียมารยาทบนโต๊ะอาหาร
“ลาร์เฟีย เลิกทำท่าทางแบบนั้นใส่เขานะ” เด็กชายผมสีหมอกดุนัยน์ตาเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงินเข้ม ฮาร์มมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจที่ตาของเด็กคนนั้นเปลี่ยนสีไปมาได้
“ท่านเซนดริน ฮึ่!...”เด็กน้อยเบ้ปากเตรียมจะร้องไห้
“ไม่เอา ๆ ทานข้าวเถอะนะ เธอคงจะหิวมากไม่ต้องเกรงใจหรอก ถนัดแบบไหนก็ทานไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาสอนกันทีหลังได้” ท่านเคาน์ตรีบตัดบทแล้วบอกให้ทุกคนรีบทานอาหารฮาร์มยังคงสงวนท่าที แม้จะรู้จักแต่การใช้มือแต่เขาก็ไม่มูมมามทำเสียกิริยาจนน่าเกลียด
หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยท่านเคาน์ตก็แนะนำให้รู้จักกับเด็กทั้งสองคนเด็กชายที่รุ่นราวคราวเดียวกับฮาร์มคือเซนดริน ท่านเคาน์ตแจ้งเขาไว้ว่าเป็นหลานส่วนเด็กน้อยผมส้มที่ดูจะไม่ชอบเขาเลยคือลาร์เฟีย เป็นบุตรสาวของเขาเองส่วนภรรยาของเขานั้นเสียชีวิตไปนานแล้วเมื่อแนะนำตัวกันเรียบร้อยท่านเคาน์ตก็ขอตัวไปทำธุระ พวกเด็ก ๆจึงได้อยู่กันตามลำพัง
“อันที่จริงเธออายุเท่าฉันแต่ฉันเจริญเติบโตไวกว่าเธอไปหน่อย” เซนดรินแนะนำอายุของตนและเด็กหญิงเขาพยายามจะอธิบายให้คนที่ทำหน้านิ่งฟังเกี่ยวกับเรื่องอายุแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอธิบายหรือพูดตรงไหนก่อน
“เท่าไร” ฮาร์มเอ่ยถามบ้าง
“ห้าร้อยกว่าปีแล้ว” ฮาร์มจ้องหน้าคนตอบนิ่ง เพราะอายุพวกเขาเท่ากันห้าร้อยปีของลาร์เฟียนั้น ร่างกายเท่ากับเด็กห้าขวบแต่สำหรับเขาสองคนแล้วคล้ายกับเด็กสิบขวบเสียมากกว่า
“ดูเหมือนนายไม่ชอบหน้าฉันเท่าไรนะ” เซนดรินกอดอกพลางเอ่ยถาม
“เปล่า ฉันไม่เคยมีเพื่อน” ฮาร์มตอบ
“ฉันก็ไม่ได้อยากมีเพื่อนแต่รู้จักกันไว้ก็ดีมีอะไรเผื่อช่วยเหลือกันได้” เซนดรินว่า
“ห้องนอนของนายอยู่ติดกับฉัน” เซนดรินชี้ให้ดูว่าชั้นที่สามที่เป็นห้องติดกันนั่นเขาอาศัยอยู่
“ข้าไม่ชอบเจ้า เจ้าตาสีดำน่ากลัว” ลาร์เฟียจ้องหน้าฮาร์มพลางทำหน้างอ
“ลาร์เฟียเธอไม่ควรเสียมารยาทกับคนที่เพิ่งรู้จักนะ” เซนดรินหันไปดุ
“ฮือ… ท่านเซนดรินดุข้า ท่านดุข้า” ว่าแล้วลาร์เฟียน้อยก็กระโดดลงจากเก้าอี้ก่อนจะวิ่งร้องไห้ออกไป
“ปล่อยนางไปเถอะ” เซนดรินถอนหายใจเมื่อคนที่นั่งตรงข้ามมองมาราวกับมีคำถาม
“นางเป็นน้องเจ้าไม่ใช่เหรอ” ฮาร์มเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ไม่ใช่...อืม แต่ก็คงใช่” เซนดรินขมวดคิ้วยุ่งบางคำถามมันก็ยุ่งยากใจเกินที่เขาจะตอบ
เด็กทั้งสามเติบโตมาด้วยกัน จนกระทั่งเวลาผ่านล่วงพ้นจนพวกเขาอยู่ในช่วงอายุหนึ่งพันสองร้อยปีการก่อสงครามของโฮล์เบเรียสเริ่มลดน้อยลง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เงียบหายเพราะต่างยอมจำนนให้ ไม่ก็หายสาบสูญทั้งสามเติบโตเข้าเกณฑ์พอที่จะเข้าไปหาความรู้ในโรงเรียนได้แล้ว
การเจริญเติบโตทางร่างกายของสองเด็กชายก็ดูจะชะลอลงจนลาร์เฟียตามทัน
ในค่ำคืนหนึ่งของเซนเทียน่าปรากฏการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นทำให้สองเด็กชายนอนไม่หลับจนต้องออกมาสังเกตการณ์.
“ยังไม่นอนอีกรึ” เซนดรินเป็นฝ่ายเอ่ยถามเมื่อเขาพบว่าฮาร์มออกมายืนนอกระเบียงเพื่อดูบางอย่างในค่ำคืนนี้
“นายเองก็ออกมาดูความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่รึไง” ฮาร์มถามกลับเสียงเรียบ
“ใช่ แสงเรืองจากหอคอยนั่นทำฉันนอนไม่หลับ” เซนดรินขมวดคิ้วยุ่งเขาไม่เคยเห็นเจ้าสิ่งนั้นเป็นเช่นนี้มาก่อนนับแต่จำความได้
“นายด้วยรึ” เซนดรินถามต่อ
“เปล่า” ฮาร์มตอบปฎิเสธสีหน้าเรียบเฉย
“รีบเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในรั้วนั่นแล้วคงได้ข่าวอะไรบ้าง” เซนดรินเหม่อมองเจ้าสิ่งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเอ่ยชวนคนข้าง ๆ ให้รีบไปนอน เพราะพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญที่พวกเขาสามคนจะได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเซนเทียน่ามารีอาร์เป็นวันแรก
“อืม!” ฮาร์มตอบรับ เขาไม่คิดเลยว่าค่ำคืนนี้หอคอยสีน้ำเงินที่ดูเก่าแก่รกร้างที่ตั้งตระหง่านจะส่องแสงสว่างสีน้ำเงินเรืองรับกับแสงจันทร์เช่นนี้ มันทำให้ใจเขาสั่นแปลก ๆไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้จนต้องมาสังเกตการณ์ให้แน่ใจว่าเหตุใดกันมันถึงกลับมามีชีวิตอีกครั้งทั้งที่เรื่องเล่าขานของมันคือหอคอยต้องสาป ไม่เคยมีผู้ใดเคยอาศัยมาก่อน หรือว่า...จะมีผู้มาเยือนใหม่กันนะ