ตอนที่ 118 คอยชักใยเรื่องราวทุกอย่างอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด กู้ฉางเกอช่างน่าสะพรึงกลัวนัก
สายลมยามราตรีพัดผ่านอย่างแผ่วเบา ความเย็นยะเยือกแทรกซึมไปทั่วใต้เงาจันทร์ที่ทาบทับ บรรยากาศใต้เงาไผ่ ยิ่งเพิ่มความวังเวงอันเยียบเย็น
เมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้า ทั้งร่างของไป๋เลี่ยราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงที่กลางศีรษะ จนแทบจะปริออกเผยให้เห็นลึกลงถึงกระดูก จากนั้นก็มีสารธารอันหนาวเหน็บเทลงมาจากเบื้องบนจนเย็นเฉียบไปทั้งร่าง
ก่อนหน้านี้เขายังเก็บงำความหวังสุดท้ายไว้ในใจ คิดว่าอิ่นเหมยเพียงหยอกล้อเล่นกับเขาเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ ภาพศัตรูคู่แค้นของเขาอย่างกู้ฉางเกอกลับปรากฏตัวขึ้นอย่างสง่างามภายในลานแห่งนี้ อีกทั้งยังยกจอกสุราที่วางอุ่นไว้บนโต๊ะศิลาขึ้นดื่มอย่างสบายใจเฉิบ
ไป๋เลี่ยถึงกับนึกไปว่าสุรานั้นถูกเตรียมไว้สำหรับเขา
ทว่าสิ่งที่เห็นและท่าทีของอิ่นเหมยนั้น กลับเผยให้เห็นเรื่องราวอย่างชัดเจนยิ่ง…
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาถูกอิ่นเหมยปั่นหัวและหลอกใช้ดั่งตัวตลก
ร่างของไป๋เลี่ยสั่นสะท้าน ดวงตาแดงก่ำ กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงพวยพุ่งขึ้นมาจากลายพยัคฆ์บนหน้าผาก ซึ่งทอประกายเรืองแสงราวกับแผ่กลิ่ยอายแห่งชีวิต
ในห้วงอากาศเบื้องหลัง ร่างเสมือนของพยัคฆ์ขาวขนาดมหึมาปรากฏขึ้นอย่างคุกรุ่น
เขามิได้โง่งม ทว่าเพียงถูกความเชื่อใจและคำลวงของอิ่นเหมยปกปิดทุกอย่างเอาไว้ มาบัดนี้สติของเขากระจ่างชัดยิ่ง และทุกสิ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง!
“กู้ฉางเกอ...เจ้า…”
ไป๋เลี่ยจ้องมองคนทั้งสองด้วยดวงตาแดงก่ำ ความโกรธแค้นอัดแน่นอยู่ในแววตาราวกับจะฉีกทึ้งทุกสิ่งให้ขาดกระจุย
ตั้งแต่กู้ฉางเกอปรากฏตัว จนกระทั่งเปิดปากกล่าว ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
เขายังคงนั่งลงอย่างสงบ ยิ้มบางๆ ดุจมิใส่ใจไป๋เลี่ยที่ยืนกำหมัดแน่นด้วยโทสะตรงหน้า
“ศิษย์มรรคา แค่จอกสุรานี้เจ้าก็ยังมิยอมรับ หรือว่าข้าผู้นี้มิมีค่าพอให้เจ้าต้อนรับกัน”
กู้ฉางเกอนั่งลงหลังโต๊ะศิลา แสงจันทร์ทาบทับบนใบหน้าที่ดูหล่อเหลาเหนือผู้คน จนคล้ายเทพยดาที่ไร้มลทิน ยิ่งทำให้บรรยากาศแปลกประหลาดและเย็นเยียบยิ่งขึ้น
ทว่าบรรยากาศเช่นนี้กลับทำให้หัวใจของไป๋เลี่ยจมดิ่งลึกลงเรื่อยๆ ราวกับก้อนศิลากดทับลงในเหวลึก ความเย็นเยือกแล่นไปทั่วทั้งร่างจนมือเท้าแข็งชา
“อิ่นเหมย อย่างน้อยศิษย์มรรคาไป๋ก็เป็นถึงคู่หมั้นของเจ้า เช่นนี้เจ้าจะมิรินสุราให้เขาหน่อยหรือ มืดค่ำป่านนี้ก็ยังต้องมาหาเจ้าถึงที่นี่ นับว่าลำบากเขามากนัก”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยอย่างมิใส่ใจ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มราวกับผู้ชมที่มองดูเรื่องราวตรงหน้าเป็นเพียงความบันเทิง
ในสายตาของเขา ทุกอย่างในค่ำคืนนี้ล้วนอยู่ในกำมือหมดแล้วทั้งสิ้น
ไป๋เลี่ยผลักไสเหล่าผู้ติดตามและผู้พิทักษ์ออกไป ให้ไปตามจับกุมเย่หลิง
ทว่าในยามนี้ เย่หลิงกลับกำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าของผู้อาวุโสหมิงไกลออกไปจนสุดสายตา บางทีอาจออกไปจากนครโบราณแห่งนี้แล้วด้วยซ้ำ
เวลาที่เหล่าผู้ติดตามของไป๋เลี่ยจะตามหาเย่หลิงจนพบ ก็อาจจะต้องใช้เวลามิใช่น้อย
และช่องโหว่ของเวลานี้ ก็เพียงพอจะให้กู้ฉางเกอจัดการเรื่องราวได้ตามใจชอบ
ระหว่างช่วงเวลาที่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ตรงหน้านี้ กู้ฉางเกอก็ย่อมสามารถจัดการทุกสิ่งที่เขาต้องการได้
สำหรับเย่หลิงนั้น เขามิเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของกู้ฉางเกอเลยด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ กู้ฉางเกอถือโอกาสอันชั่วครู่ไปเยี่ยมดูผู้รับแทนตนอย่างเย่หลิง เมื่อพบเขาก็รู้สึกพึงพอใจอยู่มิน้อย เย่หลิงสมกับเป็นผู้ที่ได้รับพรจากโชคชะตา ความสามารถและไหวพริบนั้นเฉียบคม อีกทั้งยังมีวิธีปกป้องตนเองที่มิธรรมดา
กู้ฉางเกอสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวจากยันต์สีดำในมือของเย่หลิง ซึ่งคงเป็นยันต์ปกป้องชีวิตที่มหาเทพวัฏสงสารมอบไว้ให้เป็นสมบัติคุ้มครองชีวิต
ด้วยเหตุนี้เอง กู้ฉางเกอจึงสั่งการผู้อาวุโสหมิงว่ามิให้ไล่ต้อนเย่หลิงมากเกินไป เพียงแค่ทำท่าทางเหมือนตามล่าให้ดูสมจริงก็เพียงพอแล้ว
เขารู้ดีว่าเย่หลิงคงมิยอมสิ้นเปลืองสมบัติล้ำค่าเช่นนั้น เพียงเพื่อป้องกันชีวิตจากการโจมตีของผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะ
เพราะนี่นับว่ามิคุ้มค่าเลยสักนิด
ส่วนผู้อาวุโสหมิงเอง ก็มิมีความจำเป็นจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็หวนกลับมาสู่แผนการหลักอีกครั้ง การที่เขาสั่งให้อิ่นเหมยส่งสัญญาณให้ไป๋เลี่ยมาในคืนนี้ แน่นอนว่ามิใช่เพราะเขาอยากปรากฏตัวต่อหน้าไป๋เลี่ยเพื่อโอ้อวดหรือข่มขู่แต่อย่างใด
ถึงแม้การทำเช่นนั้นจะทำให้รู้สึกสะใจอยู่มิน้อยก็เถิด
ทว่ากู้ฉางเกอยังมีเป้าหมายที่สำคัญกว่านั้น หากไป๋เลี่ยยังมิสิ้นชีพ แล้วเขาจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้เย่หลิงได้อย่างไร
"คงถึงเวลาที่จะต้องใช้ประโยชน์จากไป๋เลี่ยผู้นี้ให้ถึงขีดสุดแล้ว…"
“รับทราบแล้วเจ้าค่ะ นายท่าน”
สิ้นเสียงตอบรับอย่างสงบนิ่ง อิ่นเหมยก้าวเดินอย่างอ่อนช้อยเข้ามาหา ก่อนจะย่อตัวลงเบาๆ ต่อหน้าผู้ที่ยืนแข็งทื่อราวกับต้องคำสาป ทั้งยังแสดงความโกรธเกรี้ยวและจ้องมองนางอย่างคั่งแค้น
อิ่นเหมยหยิบจอกหยกขาวตรงหน้าของไป๋เลี่ย เติมสุราอุ่นลงไปจนเต็ม ก่อนจะเอ่ยอย่างเรียบเฉยไร้อารมณ์
“นายท่านประทานสุรามาให้ เจ้ายังมิรู้จักสำนึกขอบคุณอีกหรือ”
น้ำเสียงของนางไร้แววของความอ่อนหวานเช่นเดิม ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋เลี่ยโกรธจนร่างกายสั่นเทิ้ม ความโกรธนั้นแทบปะทุออกมาเป็นเพลิงควัน เขาแทบอดใจมิไหวที่จะลงมือสังหารนางตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้
เขาโง่เง่าเพียงใดกัน
เขามิอาจเชื่อได้เลยว่า สตรีที่เขาเคยเชื่อถือและให้ความสำคัญอย่างอิ่นเหมย กลับหลอกลวงเขามาโดยตลอด ราวกับเล่นตลกกับความซื่อสัตย์ของเขา
หากมิใช่เพราะเขาได้เห็นทุกสิ่งด้วยตาตนเอง เขาก็อาจจะยังคงหลงกลนางอีกต่อไป ถูกหลอกให้หลงเชื่ออย่างโง่งม
“ช่างใจดำอำมหิตนัก! อิ่นเหมย ข้าเองก็ดีต่อเจ้ามาโดยตลอด ทั้งเคารพและทะนุถนอมเจ้า ทว่าเจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้หรือ”
เสียงคำรามของไป๋เลี่ยฟังดูคลุ้มคลั่ง ทว่ากลับมิมีแม้เศษเสี้ยวของเสียงนั้นเล็ดลอดออกไปนอกเรือน
อิ่นเหมยปรายตามองเขาอย่างเฉยชา ดวงตานั้นไร้แววปรานี มิแม้แต่จะเอ่ยคำใดอีก ราวกับเห็นว่าการสนทนากับเขาเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง
พรึ่บ!
รอบบริเวณลานเรือน ปรากฏแสงอันเรืองรองที่พลันสว่างไสวขึ้นมา ราวกับมีม่านหมอกอันลึกลับที่ไหลรินออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนกลายเป็นหมอกควันมืดมิดที่ครอบคลุมทั้งท้องฟ้า
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าเหยียบผ่านลานเรือนเข้ามาในที่แห่งนี้ มันก็ได้กระตุ้นค่ายกลที่ถูกจัดวางเอาไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว แรงกดดันอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านออกมาปกคลุมทุกทิศทาง มิมีแม้แต่เศษเสี้ยวเสียงใดเล็ดลอดออกไปได้
สิ่งนี้ทำให้ไป๋เลี่ยรู้สึกหนาวเย็นเยียบจนถึงกระดูก เขารู้สึกได้ถึงความโง่เขลาของตนเองที่ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ในทันที
เขามิได้นำผู้ใดติดตามมา ทั้งองครักษ์ลับที่มักติดตามอยู่ในเงามืดก็ล้วนถูกเขาสั่งให้ไปไล่จับตัวเย่หลิงแทนทั้งสิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะคำยุยงของอิ่นเหมย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไป๋เลี่ยพลันสั่นสะท้าน ขนลุกชันไปทั้งร่าง ราวกับตกอยู่ในขุมนรกอันมืดมิด
นางทำเช่นนี้เพื่ออันใดกัน
คำกล่าวและการกระทำทั้งหมดของอิ่นเหมย ล้วนเป็นไปเพื่อลอบสร้างความบาดหมางระหว่างเขากับเย่หลิงทั้งสิ้น และนางก็ทำได้อย่างสำเร็จงดงาม
นางบีบให้เขาต้องออกคำสั่งที่ผิดพลาด ส่งคนทั้งหมดไปจัดการเย่หลิง แล้วทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งการช่วยเหลือใดๆ
หัวใจของไป๋เลี่ยคล้ายจะถูกน้ำแข็งกัดกิน ความสยดสยองนั้นไหลลึกเข้าสู่กระดูกสันหลัง
ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจของเขา ล้วนตกอยู่ภายใต้การคาดการณ์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มิต่างจากการถูกเชิดเป็นหุ่นกระบอก
ทุกอย่างล้วนถูกจัดวางไว้เป็นกับดักอันไร้ที่ติ รอเพียงให้เขาก้าวเข้ามาติดกับ
อิ่นเหมย...นางผู้นี้ช่างแสดงละครได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ!
ก่อนหน้านี้ เขายังมองว่านางเป็นหญิงสาวที่อ่อนหวาน เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
เขาเข้าใจผิดไปได้อย่างไรกัน!
อิ่นเหมยเติมสุราลงในจอกหยกอย่างสงบนิ่ง แววตาของนางฉายแววเย็นชา ก่อนจะย่อตัวกลับไปยังข้างกายของกู้ฉางเกออย่างอ่อนน้อม พร้อมรินสุราเติมให้เขาด้วยท่าทีอันแสนว่าง่าย
“ศิษย์มรรคาไป๋เลี่ย ในยามนี้ยังมีสิ่งใดที่อยากจะกล่าวอีกหรือไม่”
“ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าปรารถนาจะสังหารข้า บัดนี้ข้าก็มายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว ไยคงยังมิลงมือเล่า”
กู้ฉางเกอยิ้มบาง พลางเอื้อมมือไปลูบปลายหางสีขาวฟูฟ่องของจิ้งจอกในอุ้งมือ แววตาเปี่ยมด้วยความผ่อนคลาย มิแยแสต่อสิ่งใด
ว่ากันว่าตัวร้ายมักพบจุดจบเพราะคำกล่าวมากมายเกินควร ทว่าก็อาจเป็นเพราะการวางแผนยังมิรอบคอบเพียงพอ จึงเกิดช่องโหว่ให้ก้าวย่างพลาดพลั้งไปได้
ทว่าในเวลานี้ ต่อให้เขาให้เวลาไป๋เลี่ยทั้งคืน เขาก็มิมีทางหลบหนีออกไปจากที่แห่งนี้ได้เลย
กู้ฉางเกอจึงมิเร่งรีบอันใด หากยังคงมีท่าทีสงบนิ่งคล้ายกำลังรอดูว่าบุรุษผู้ที่คิดสังหารเขามาโดยตลอดอย่างไป๋เลี่ย จะกล่าวอันใดออกมา
สำหรับคนที่เป็นศัตรูของเขา กู้ฉางเกอย่อมมีสารพัดวิธีอันโหดเหี้ยมในการปลิดชีพ มิใช่เพราะจิตใจบิดเบี้ยว ทว่าก็เป็นเพราะพอมีเวลาว่างให้จัดการกับเรื่องนี้อยู่บ้างเท่านั้น
“อิ่นเหมย! เจ้าหลอกลวงข้าด้วยเหตุใด! กู้ฉางเกอมีดีอันใดกัน หรือเขาสัญญาว่าจะมอบสิ่งใดให้กับเจ้ากันแน่ ถ้าเขาบังคับขู่เข็ญเจ้า เจ้าก็บอกข้ามาเถิด ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
ไป๋เลี่ยคำรามเสียงต่ำ ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำดั่งจะกลืนกินอิ่นเหมยทั้งเป็น
“ช่างโง่เขลานัก…”
“เจ้าคิดว่าเขาเป็นคนที่เจ้าจะเอื้อมไปเปรียบเทียบได้หรือ”
อิ่นเหมยปรายตามองด้วยความเย็นชาและเบื่อหน่าย นับตั้งแต่แรกจนถึงยามนี้ นางมิเคยรู้สึกอันใดกับไป๋เลี่ยเลยสักนิดเดียว
ความอ่อนโยนที่ผ่านมา หากมิใช่เพราะคำสั่งของกู้ฉางเกอ เกรงว่านางคงเสแสร้งแกล้งทำเช่นนั้นมิได้แน่
และหากจะถามว่ากู้ฉางเกอเหนือกว่าไป๋เลี่ยตรงที่ใด
นอกจากความเย็นชาอันหาใดเปรียบแล้ว ยังมีสิ่งใดอีกบ้างที่ไป๋เลี่ยจะเทียบเคียงได้ แม้แต่จะเป็นผู้รับใช้คอยถือรองเท้าให้เขาก็ยังมิคู่ควร
“กู้ฉางเกอ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เจ้าเป็นผู้ที่วางแผนไว้ใช่หรือไม่ เจ้าคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ใช่หรือไม่ อิ่นเหมยนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ นางก็ล้วนแต่ฟังคำสั่งของเจ้าใช่หรือไม่”
ไป๋เลี่ยคำรามลั่น ดวงตาแทบจะถลนออกจากเบ้า ความโกรธพุ่งพล่านแทบมอดไหม้สติ
หญิงสาวที่เคยรักษาระยะห่างจากเขา บัดนี้กลับเผยท่าทีเชื่อฟังใกล้ชิดต่อหน้ากู้ฉางเกออย่างมิเคยเห็นมาก่อน
ความคั่งแค้นทำให้โลหิตในกายเดือดพล่านโหมกระหน่ำดั่งพายุคลั่ง แปรเปลี่ยนเป็นเงาพยัคฆ์ขาวคำรามก้อง ราวกับต้องการบดขยี้คนทั้งสองตรงหน้า
เหตุใดเขาถึงมองมิออกมาโดยตลอด
กู้ฉางเกอผู้นี้ช่างซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างลึกล้ำเกินหยั่งถึงนัก!
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่า เขาคือผู้วางหมากควบคุมทุกอย่างอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด
ยิ่งคิดก็ยิ่งหนาวเหน็บไปถึงกระดูก เขามิเคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่าอิ่นเหมยนั้นเป็นคนของกู้ฉางเกอ!
มิใช่เพียงแค่เขา… แม้แต่ศิษย์และผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็อาจจะมิรับรู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย!
เรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใดกัน
ชั่วขณะนั้น ไป๋เลี่ยรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงจิตแทบจะสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
กู้ฉางเกอผู้นี้ต่างหากที่น่าหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด!
เขาซ่อนเร้นตัวอยู่ในเงามืด คอยชักใยเรื่องราวทุกอย่างมาโดยตลอด!
เขามีเป้าหมายอันใดกันแน่ หรือนี่...อาจเป็นแผนการยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัว หรือจะมีมือมืดผู้บงการอยู่เบื้องหลังกัน
“ดูท่าเจ้าก็มิถึงกับโง่เขลาเสียทีเดียว ในที่สุดก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้ว มิอย่างนั้นข้าคงต้องสงสัยเสียแล้วว่า ต้องรอให้เจ้าคิดอีกกี่ชาติถึงจะไหวตัวทันได้”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ พลางยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ ท่าทางสงบนิ่งมิเร่งรีบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ดื่มสักจอกก่อนเถิดศิษย์มรรคาไป๋...หนทางแห่งปรโลกนั้นยาวไกลนัก อย่างน้อยก็จะได้มีแรงก้าวเดินต่อไป”
“กู้ฉางเกอ...เจ้ากล่าวอันใดกัน เจ้า...คิดจะสังหารข้าอย่างนั้นหรือ”
ไป๋เลี่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถึงกับขนลุกชันไปทั้งร่าง ความหนาวเหน็บเย็นเยียบแทรกซึมเข้ากระดูก เขาแทบมิอยากจะเชื่อหูตนเอง จนกระทั่งความโกรธที่สุมแน่นอยู่เต็มอก กลับถูกกลบด้วยความหวาดหวั่นจนหมดสิ้น
เขาคือทายาทตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ แห่งเผ่าพันธุ์ราชันบรรพกาล
กู้ฉางเกอกล้าหรือที่จะสังหารเขาผู้มีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่เช่นนี้
สายตาของกู้ฉางเกอยังฉายแววสงบนิ่ง ทว่าภายใต้ความเรียบเฉยนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความเฉยเมยอันน่าหวาดหวั่น
ไป๋เลี่ยมิเคยพบเจอกับผู้ใดที่สามารถเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้อย่างเรียบง่าย ทว่าในคำกล่าวนั้น กลับเต็มไปด้วยรังสีสังหารอันเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เขาแทบจะเห็นภาพโลหิตนองท่วมทะลักประหนึ่งคลื่นมหาสมุทร พัดกระหน่ำเข้ามาหาตนเอง พร้อมจะกลืนกินเขาลงไปในห้วงเหวแห่งความตาย!
กู้ฉางเกอผู้นี้...ช่างน่าหวาดกลัวเกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด!
พวกเขาล้วนแล้วแต่หลงเชื่อกันไปเองว่า กู้ฉางเกอเป็นเพียง ยอดอัจฉริยะแห่งยุคผู้หนึ่ง
ทว่าบัดนี้เขาเพิ่งได้ประจักษ์กับความจริงที่ว่า ภายใต้ใบหน้าอันสงบเยือกเย็นนี้ คือความโหดเหี้ยมอันไร้ขอบเขต!
“ศิษย์มรรคาไป๋ เจ้ายังมองสถานการณ์ตรงหน้านี้มิออกอีกหรือ ข้ามิสังหารเจ้า แล้วจะให้เชิญมานั่งร่ำสุราภายใต้แสงจันทร์เพื่อสนทนากระชับไมตรีหรืออย่างไร”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ คล้ายหยอกเย้า น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ดุดันหรือสังหารแม้แต่น้อย ทว่ากลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก
เพล้ง!
ทันใดนั้นเอง จอกสุราหยกขาวในมือของเขากลับพลันแตกกระจาย ส่องประกายแสงนับหมื่นพันเส้น ประหนึ่งกลีบดอกไม้สวรรค์อันงดงามเรืองรอง กลางอากาศอันว่างเปล่า ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยการสูบกลืนสรรพชีวิต
ปัง!
ไป๋เลี่ยที่ระมัดระวังตัวตลอดเวลา มิคาดคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะลงมืออย่างฉับพลันหลังจากเพียงแค่เขาเอ่ยจบประโยค และยิ่งเหนือกว่าความคาดหมายก็คือ เขามิแม้แต่จะมีโอกาสได้ขัดขืนแต่อย่างใด
ร่างทั้งร่างพลันกระเด็นลอยปลิวออกไป พร้อมกับเงาพยัคฆ์ขาวอันยิ่งใหญ่ที่ลอยอยู่เบื้องหลัง ก่อนถูกพลังอันมหาศาลบดขยี้จนสลายกลายเป็นผุยผง
กลางอกของไป๋เลี่ยปรากฏดอกไม้ประหลาดปักรากหยั่งลึก มันโปร่งแสงแวววาวราวกับแก้วผลึก เจิดจ้าดุจดอกไม้สวรรค์อันงดงาม ทว่าระยิบระยับด้วยแสงอันเยือกเย็น เหมือนกำลังโปรยละอองแสงสายฝนลงมาอย่างอ่อนโยน
ความเจ็บปวดราวกับถูกกัดกินจิตวิญญาณ ทำให้ไป๋เลี่ยคำรามออกมาด้วยความทรมาน ขณะที่แรงต่อต้านสุดท้ายก็พังทลายลงโดยสิ้นเชิง พยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์ที่เคยคุ้มครองเขา แทบมิอาจจะทานทนได้แม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ก่อนจะถูกบดขยี้จนกลายเป็นอากาศธาตุ
ความต่างชั้นระหว่างเขากับกู้ฉางเกอ... นับว่ามหาศาลเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบนัก!
“พลังของเจ้า... มิใช่เพียงแค่ระดับจอมราชันเป็นแน่ เจ้ายังซ่อนเร้นสิ่งใดไว้อีกกัน...”
ไป๋เลี่ยกัดฟันลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกกว้างอย่างมิอยากจะเชื่อ โลหิตสดไหลรินออกจากมุมปาก ร่างกายที่บอบช้ำเต็มไปด้วยโลหิตเปรอะเปื้อนไปทั้งกาย
เขามิอาจเชื่อได้เลยว่า เพียงแค่การโจมตีลวกๆ ของกู้ฉางเกอ ก็กลับสามารถทะลวงผ่านวิชาพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้โดยง่าย มันเป็นไปได้อย่างไร!
“นี่แสดงว่า พลังของเขานั้นสูงล้ำจนเกินกว่าข้าจะต้านทานได้...”
ไป๋เลี่ยตัวสั่นเทา ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาจากขั้วหัวใจ จิตใจแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ กู้ฉางเกอซ่อนพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไว้มากมายเพียงใด
“การครอบครองพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ไว้นั้น ช่างเป็นการสิ้นเปลืองยิ่งนัก”
กู้ฉางเกอมิได้ตอบคำถาม เขากลับเพียงมองไปยังสัญลักษณ์สีทองแกมมืดมิดที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนมือของไป๋เลี่ย แววตาส่องประกายด้วยความพึงพอใจ
หากมีสิ่งใดบนร่างของไป๋เลี่ยที่ทำให้กู้ฉางเกอให้ความสนใจได้ สิ่งนั้นก็คือพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพลังทำลายล้างอันดับต้นๆ ในแดนสวรรค์ พลังที่เกรียงไกรและคมกล้าราวกับสรรค์สร้างเพื่อการสังหาร
ทว่าน่าเสียดาย…
ไป๋เลี่ยที่มีพลังห่างชั้นกับกู้ฉางเกอเช่นนี้ กลับมิคู่ควรที่จะครอบครองพลังอันสูงส่งถึงเพียงนี้
พรึ่บ!
ทันใดนั้น ร่างของไป๋เลี่ยพลันลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีทองแกมดำทมิฬ ลวดลายพยัคฆ์บนหน้าผากยิ่งส่องสว่างราวกับจะปลุกพลังแห่งสรรพสัตว์ให้สยบแทบเท้า เขากำลังเผาผลาญโลหิตเพื่อทุ่มพลังเฮือกสุดท้ายหมายจะเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาสิ้นหวังก็คือ ดอกไม้อันงดงามที่ปักลึกลงกลางอกของเขา กลับมิสลายหายไปเลยแม้แต่น้อย มันกลับหยั่งรากลึกลงไปกว่าเดิม ราวกับจะดูดกลืนวิญญาณของเขาเข้าไปทั้งเป็น
ฟึ่บ... ฟึ่บ…
กลีบดอกไม้ผลิบานช้าๆ คล้ายกับเสียงหัวใจที่กำลังแตกสลาย ทั้งงดงามทว่าน่าสะพรึงกลัว เพราะทุกคราที่กลีบดอกเบ่งบาน โลหิตของเขาก็ยิ่งสาดกระเซ็นไปทั่ว
กู้ฉางเกอยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมหลังโต๊ะศิลาแสนเรียบง่าย ด้วยท่าทางสงบนิ่ง ราวกับกำลังชื่นชมการแสดงอันแสนหดหู่
สุดท้ายไป๋เลี่ยก็เข้าใจในที่สุด ว่าหากมิดิ้นรนสุดชีวิต เขาคงมิอาจหนีรอดไปได้
ทว่าสายตาที่กู้ฉางเกอมองมายังเขานั้น ราวกับกำลังมองเหยื่อตัวเล็กๆ ที่มิอาจขัดขืน ซึ่งเขาสามารถบี้ให้ตายลงได้เพียงแค่ยกนิ้วแตะ
"ข้าจะสู้เอาชนะเจ้าให้ถึงที่สุด กู้ฉางเกอ!"
พร้อมกับเสียงคำรามที่ก้องสะท้อน จิตวิญญาณในทะเลปราณของไป๋เลี่ยพลันส่องประกายเจิดจ้า ลำแสงสีทองอร่ามพลันปรากฏขึ้น เขาเรียกใช้หนึ่งในสุดยอดวิชารักษาชีวิตที่เก็บซ่อนไว้ในยามคับขัน
พลันแผ่นยันต์ทองคำอันศักดิ์สิทธิ์ลอยละล่องออกมา สลักไว้ด้วยอักขระสีทองอร่ามไหลเวียนเปล่งประกาย ก่อนจะก่อร่างขึ้นเป็นพยัคฆ์ขาวคำรามกึกก้อง ฟาดหางสะท้อนเก้าสวรรค์ชั้นฟ้าด้วยพลังอันมหาศาลจนบังเกิดแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว!
"สังหาร!"
เสียงคำรามแห่งโทสะดังก้อง ทั่วทั้งร่างไป๋เลี่ยแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างสีทองแดงเข้ม อาบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ ทะยานพุ่งตรงเข้าหมายสังหารกู้ฉางเกอ
หากมิใช่เพราะค่ายกลที่ปิดกั้นทั่วลานเรือนแห่งนี้ การปะทะกันครั้งนี้ก็คงจะทำให้พื้นที่แห่งนี้ราบเป็นหน้ากลองไปเสียแล้ว
ทว่าทันใดนั้น
สายหมอกทมิฬพลันปะทุขึ้น ราวกับมหาสมุทรแห่งความมืดมิดโอบล้อมไว้ทุกทิศทาง รัตติกาลมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจากแผ่นยันต์นั้น
มือของกู้ฉางเกอพลันปรากฏทวนมารทลายสวรรค์สีดำสนิทประดุจขุมนรก ก่ำแดงด้วยประกายโลหิต สะท้อนความน่าพรั่นพรึงออกมา เขากระชับทวนในมือแน่น สายตาเรียบเฉยดุจสายน้ำไร้คลื่น ก่อนกวาดอาวุธลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม
"ฉึก!"
เสียงแตกหักดังสนั่น แผ่นยันต์ทองคำที่เปี่ยมด้วยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ แตกกระจายราวกับกระดาษเปื่อยผุพัง พยัคฆ์ขาวที่กำเนิดขึ้นก็พลันสลายไปในอากาศ มิหลงเหลือแม้เพียงเศษเสี้ยว
"เจ้า... เป็นถึงผู้มีพลังแข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์หรือ..."
ไป๋เลี่ยกระอักโลหิต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว เขามิอาจเชื่อได้เลยว่า กู้ฉางเกอซึ่งดูสงบนิ่งนั้น ได้ซ่อนพลังอันสูงส่งเหนือมนุษย์เอาไว้
"เหตุใดต้องดิ้นรนด้วยเล่า รู้ทั้งรู้ว่าหนีมิพ้น ก็รอคอยความตายอย่างสงบมิดีกว่าหรือ"
เสียงเย้ยหยันดังขึ้น กู้ฉางเกอมิแยแสความดิ้นรนสุดท้ายนั้น เขาเพียงเหยียดมือออกไปข้างหน้า ดุจนักล่าไร้ความปรานี มือขาวกระจ่างกดลงบนลำคอของไป๋เลี่ยในชั่วพริบตา
พลังอันเกรี้ยวกราดรอบตัวไป๋เลี่ยพลันมลายหายสิ้น ร่างของเขาถูกยึดตรึงไว้ดุจหุ่นเชิด มิมีเรี่ยวแรงจะต่อต้านแม้แต่น้อย!