“น่าจะไม่มีปัญหา คุณภาพของภาพจากกล้องวงจรปิดตัวนั้นดีมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา เดี๋ยวฉันแจ้งฝ่ายเทคนิคให้ส่งภาพมาเลย”
ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีหลังจากที่หวังย่าหนานโทรศัพท์ ภาพขยายใหญ่ที่จางถง้าก็ถูกเ้าหน้าที่เทคนิคนำมาส่งให้ด้วยความเร่งรีบ
แม้ภาพจะไม่ค่อยสว่าง แต่รูปถ่ายที่ขยายใหญ่ตรงส่วนมือนั่น ก็ทำให้จางถงได้คำตอบที่เธอ้าแล้ว
“ถ้าฉันเดาไม่ผิดผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็ศัลยแพทย์” พูดเสร็จเธอก็ลุกขึ้นยืน พร้อมหยิบรูปถ่ายเดินมาแปะลงบนกระดานไวท์บอร์ด และชี้ไปยังนิ้วชี้มือขวาที่วางอยู่บนพวงมาลัย “ทุกคนดูนี่ บริเวณท้องนิ้วชี้มีส่วนนูนขึ้นมา แถมบริเวณระหว่างง่ามนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมีรอยบุ๋มที่มีลักษณะพิเศษมากอีกหนึ่งรอย รอยพวกนี้เกิดจากการจับมีดและกรรไกรผ่าตัดเป็เวลานาน พวกคุณดูที่มือขวาของฉัน รอยเหมือนกันมาก”
จางถงชูมือขวาของตนเองขึ้นมา แล้วก็เป็ไปตามที่เธอพูด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วทั้งสองรอยแทบจะเหมือนกัน “ดังนั้นถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ศัลยแพทย์ที่จับมีดผ่าตัดบ่อยๆ ก็จะต้องเป็นิติเวชเหมือนกับฉัน!”
ฟังความคิดเห็นของจางถงจบ หวังย่าหนานก็พยักหน้า แล้วหันไปมองจ้าวหยุนที่อยู่ด้านข้าง “นายเล่าเื่หวังย่าจิงที่ได้มาหน่อย”
จ้าวหยุนกางสมุดบันทึกที่อยู่ในมือออก “หวังจวิ้นเซิงบิดาของหวังย่าจิงเมื่อห้าปีก่อนมีอาชีพเป็คนขับรถบรรทุกส่งของทางไกล เนื่องจากอุบัติเหตุเป็เหตุให้มีคนตายหนึ่งคนและได้รับาเ็อีกหนึ่งคน ในท้ายสุดผลการตรวจสอบระบุว่าเป็เพราะระบบเบรกของรถมีปัญหา ซึ่งเกิดจากโรงงานผลิตไม่ได้คุณภาพ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ของหวังจวิ้นเซิง แต่เพราะหวังจวิ้นเซิงขับรถฝ่าฝืนเข้าไปในเขตชุมชน ดังนั้นจึงต้องรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน ศาลจึงตัดสินลงโทษปรับเป็จำนวนเงินห้าแสนหยวน” จ้าวหยุนถอนหายใจเมื่อพูดมาถึงตรงนี้
“ครอบครัวของหวังจวิ้นเซิงไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ เื่เงินค่าปรับจึงยังค้างคาอยู่จนถึงตอนนี้ ต่อมาครอบครัวของผู้ตายรับไม่ได้ที่ไม่มีคนรับผิดชอบต่อการตายของภรรยา จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”
“พวกเราไปที่โรงพยาบาลที่หนึ่งที่โหวจวิ้นเยี่ยนเคยทำงานเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ ทราบว่าเขาไม่มีทายาท แต่มีลูกศิษย์อยู่สามคนที่รักใคร่กันมาก หนึ่งในนั้นเป็หัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่โรงพยาบาลที่หนึ่งของพวกเรา” หวังย่าหนานหยิบรูปถ่ายออกมาหนึ่งใบ “หล่อนชื่อติงหรง เป็ศัลยแพทย์ฝีมือฉกาจ”
จางถงดูโหงวเฮ้งไม่เป็ แต่ว่าผู้หญิงในรูปถ่ายกลับทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวตัวสั่นขึ้นมา รูปหน้าสามเหลี่ยมนั้นเต็มไปด้วยความแน่วแน่และดื้อรั้นผิดคนธรรมดา ริมฝีปากบางเฉียบพร้อมมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย และคิ้วที่แทบจะชนกัน มองไม่เห็นความอ่อนโยนของเพศหญิงเลยแม้แต่น้อย จางถงเชื่อว่าแม้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้ตาย ผู้หญิงคนนี้ก็คงจะไม่สะทกสะท้าน
“จากการสอบถามหลายๆ คน ติงหรงมีนิสัยไม่ค่อยชอบแสดงออก ทำงานเด็ดขาด ไม่ถนอมน้ำใจคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝีมือของหล่อนนั้นอยู่ในอันดับหนึ่ง และก็เป็เพราะฝีมือของหล่อนที่เก่งกาจเกินมนุษย์ โรงพยาบาลที่หนึ่งถึงได้เลือกหล่อนให้เป็ผู้สืบทอดของโหวจวิ้นเยี่ยนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จากการบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานหล่อนนั้น ติงหรงเป็คนไม่มีน้ำใจ ผ่าตัด้าแค่ความสมบูรณ์แบบเท่านั้น ไม่คิดถึงคนไข้ ถึงขั้นที่มีนิสัยประหลาด มีอยู่ครั้งหนึ่งคนไข้หญิงถูกคนทำร้ายเพราะว่าเป็เมียน้อยถูกส่งมาที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจแล้วพบว่ากระดูกขาหักรุนแรง กระดูกซี่โครงหักสามท่อน มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่พอติงหรงทราบเหตุผลที่แท้จริงที่คนไข้ถูกทำร้าย กลับโมโหและปฎิเสธการผ่าตัดคนไข้รายนั้น”
ฟังมาถึงตรงนี้ รองหัวหน้าหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ติงหรงคนนี้น่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ ถ้างั้นยังมีเบาะแสอื่นที่สามารถโยงไปถึงตัวหล่อนอีกไหม”
“มีรถเก๋งซานตาน่าปีสองพันหนึ่งคันจดทะเบียนด้วยชื่อของโหวจวิ้นเยี่ยน หลังจากเขาเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีคนรับไป รถจึงจอดอยู่ที่โรงจอดรถของโรงพยาบาลที่หนึ่งมาตลอด มีคนเฝ้าที่ประตูโรงจอดรถคอยดูแลอยู่ ฉันตรวจสอบบันทึกการตรวจเช็กสภาพรถของกรมขนส่งแล้ว รถคันนี้ไม่เคยตรวจเช็กสภาพประจำปีเลย เ้าหน้าที่ท่านอื่นกำลังทำเื่ขอตรวจสอบรถคันนี้อยู่ค่ะ!”
หวังย่าหนานปิดสมุดบันทึกในมือ “ถ้าหากสามารถหาเบาะแสที่สามารถเชื่อมโยงคดีฆาตกรรมสองคดีก่อนหน้าจากรถคันนี้ได้ ก็พอจะระบุตัวฆาตกรได้ เพราะดูจากตอนนี้พวกเรายังไม่มีหลักฐานที่จะไปยืนยันว่าติงหรงเป็ฆาตกร!”
หลังจากเลิกประชุม จางถงเดินออกมาจากห้องประชุมคนเดียว เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงหลิวชุนเสี่ยวก็ดังขึ้นด้านหลัง “เสี่ยวถง รอผมด้วย!”
จางถงหยุดฝีเท้าลงอัตโนมัติ แล้วหันกลับไป “วันนี้คุณไม่เห็นแสดงความเห็นอะไรที่ห้องประชุมเลย แล้วผู้ติดตามคุณล่ะ”
“จ้าวจวิ้นเจี๋ยเหรอครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหนแล้ว คงหลบไปสูบบุหรี่อยู่มั้งครับ จะว่าไปเดิมทีผมก็แค่ผู้รับฟัง และก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรอีกด้วย” หลิวชุนเสี่ยวยิ้ม แล้วก็ทำหน้าขรึมทันที
“แม่คุณเป็ยังไงมั่ง ดีขึ้นหรือยังครับ”
“ก็โอเค บางทีก็มีสติ บางทีก็เลอะเลือนไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเวลาที่มีสติก็ค่อนข้างเยอะกว่า”
“ถ้าคุณ้าให้ช่วยล่ะก็ ผมมีเพื่อน...”
จางถงส่ายหน้า พูดตัดบทหลิวชุนเสี่ยว “ขอบคุณในความหวังดีนะ ฉันไม่อยากส่งแม่ไปอยู่โรงพยาบาลประสาท แม่อายุขนาดนี้แล้ว ทนการทรมานไม่ไหวหรอก อีกอย่างเื่นี้มันก็เื่ส่วนตัวของฉัน ไม่ควรจะต้องให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย!”
กำลังคุยกันอยู่ หวังย่าหนานก็วิ่งรีบร้อนมา แสร้งทำเป็โกรธใส่จางถงและหลิวชุนเสี่ยว “ทำไมพวกเธอเดินเร็วกันแบบนี้ ไม่รอฉันเลยนะ!”
จางถงมองทั้งสองคนเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ แล้วก็ยิ้มออกมาทันที “เอาแบบนี้ดีกว่า พวกเธอไปกันก่อนเลย ฉันมีธุระต้องกลับห้องทำงานหน่อย! ไม่ต้องรอฉันนะ!” พูดเสร็จเธอก็เดินตรงไปยังทางเดินขึ้นตึกที่อยู่ไม่ไกลออกไป และไม่หันกลับมาอีกเลย
หลิวชุนเสี่ยวขมวดคิ้วทำตัวไม่ถูก
จางถงไม่ใช่ไม่อยากรับความรู้สึกดีๆ ที่หลิวชุนเสี่ยวมีให้ตัวเอง เธอรู้ดีว่าหลิวชุนเสี่ยวเป็คนดีมาั้แ่ไหนแต่ไร อย่างน้อยก็เป็คนดีที่พึ่งพาได้ แต่ว่าจางถงกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างประหลาด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของหลิวชุนเสี่ยวที่ใช้จ้องมองเธอ เป็ดวงตาที่ราวกลับสามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจเธอได้ จางถงรู้สึกเหมือนกับกำลังใกล้จะขาดอากาศหายใจ เธอไม่กล้า อย่างน้อยก็ในตอนนี้
ขณะที่เดินเข้ามาในห้องทำงาน โทรศํพท์มือถือก็ดังขึ้น จางถงก้มหน้าดู เป็หวังย่าหนานที่โทรมา เธอรู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย “ย่าหนาน มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“นี่เสี่ยวถง เมื่อครู่เธอก็รีบไปเหลือเกิน เลยไม่ทันได้บอก คนที่เธอให้ฉันตรวจสอบคราวก่อนฉันเจอแล้วนะ ส่งข้อมูลเข้าอีเมลเธอเรียบร้อยแล้ว ลองเช็คดูนะ” หวังย่าหนานหยุดลงครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบา “เสี่ยวถง ยัง้าอะไรอีกไหม โทรหาฉันได้ตลอดเลยนะ”
“ขอบใจนะ!”
“ระหว่างเรายังต้องเกรงใจอะไรกันอีกล่ะ! เธอรีบกลับบ้านพักผ่อนเถอะ อย่าโหมงานหนัก” ความอ่อนโยนแบบผู้หญิงของหวังย่าหนานเหมือนกับจะแสดงออกมาเฉพาะในเวลาแบบนี้เท่านั้น
จางถงวางสายและรีบเปิดคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเองทันที เธอเปิดอีเมล และก็เป็จริงตามนั้น อีเมลหนึ่งฉบับที่ระบุว่าเป็อีเมลภายในปรากฏขึ้นมา ความจริงแล้วจางถงโชคดีมากที่ตัวเองมีเพื่อนที่จริงใจแบบหวังย่าหนาน เพราะเพื่อนคนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือตัวเองในยามที่้าแล้ว ยังมีความเชื่อใจให้อีก หวังย่าหนานไม่เคยถามเลยสักครั้งว่าทำไม ความจริงจางถงรู้สึกขัดแย้งกันเองอยู่ในใจ เธอ้าที่จะรู้ความจริงเื่การหายตัวไปของน้องสาว แต่ขณะเดียวกันก็กลัวความจริงนั้น มักจะมีเสียงจากเบื้องลึกของจิตใจคอยเตือนตัวเองไม่หยุดว่าการหายตัวไปของน้องสาวมีความเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างแน่นอน จางถงรู้สึกกลัว เหมือนทุกครั้งที่กลัวเงาปีศาจที่หายใจรดต้นคอเธอในความฝัน วันแล้ววันเล่า เธอค่อยๆ เริ่มเชื่อว่าตนเองไม่มีความกล้าที่จะไปเผชิญหน้าความจริงได้อย่างเข้มแข็ง
อีเมลมีไฟล์แนบมาด้วย เมื่อเปิดออกดูปรากฏว่าเป็ข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญาุโด้านประสาทศัลยศาสตร์ที่มีผลงานมากมาย และยศตำแหน่งอีกกองพะเนิน ตัวอักษรที่อ่านไม่รู้เื่ทำให้จางถงตาลาย จนกระทั่งสายตาของเธอไปสะดุดอยู่ที่รูปถ่ายขนาดไม่ใหญ่มาก จางถงถึงได้นึกออก ความทรงจำในอดีตหวนคืนกลับมา ถึงแม้ผมจะขาวโพลน แต่กาลเวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแววตาที่ลึกลับและใบหน้าแหลมเรียวนั้นได้ จางถงจ้องอยู่นานถึงได้เอ่ยเสียงเบาว่า “คุณลุงเฉิน!”