6
จิงซิงอี้ขยับตัวตื่นตอนเช้ามืด เพราะได้ยินเสียงเปิดปิดประตูไม้หน้าบ้านเขาลุกขึ้นและคว้าเสื้อกันหนาวมาสวมทับ ถึงแม้ว่า่นี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้วแต่หมู่บ้านนี้อยู่ใกล้กับูเาจึงมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และใน่เช้าแบบนี้ยิ่งหนาวเย็นมากกว่าปกติ
เขาล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทะมัดทะแมงคว้าโทรศัพท์และเป้ใส่ของ เดินออกมาจากห้องนอนและตรงไปที่ห้องครัวซึ่งอยู่ซ้ายสุดของห้องฝั่งตะวันตก
เขาเริ่มต้นทำอาหารเช้าด้วยการต้มข้าวกล้องผสมธัญพืชที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม จากนั้นก็จัดผักดองหลากชนิด ที่ใส่เกลือนิดหน่อยพอให้มีรสชาติลงไปในถ้วยเล็กๆ พร้อมกับไข่เค็มดองเองจากไข่เป็ดที่เลี้ยงตามธรรมชาติทำให้ไข่แดงมีสีเข้มมันเยิ้มน่ากิน
เมื่อทำเสร็จแล้ว เขาเดินไปที่ห้องทำงานของจิงเซียวและเคาะประตูเรียกชายชรา ทั้งสองนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน และมีคุยกันบ้างนิดหน่อยตอนนี้ ชุนเฉิงเดินทางกลับบ้านของเขาที่อยู่อีกเมืองหนึ่งไปแล้วเพื่อกลับไปดูแลคลินิกและธุรกิจของตัวเอง
จิงซิงอี้บอกจิงเซียวว่าเขาได้รับออเดอร์ถุงหอมสมุนไพรจำนวนมาก เขาจึงคิดจะทำขายอย่างจริงจังและจะขึ้นไปบนูเาหลังบ้านเพื่อดูว่ามีสมุนไพรอะไรบ้างที่จะใช้ทำถุงหอมและยาอื่นๆ
จิงเซียวสนใจที่จะเดินขึ้นไปด้วยเพราะไม่ได้ขึ้นเขาหลังบ้านมานานแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น จิงซิงอี้สั่งห้ามไม่ให้ชายชราเดินขึ้นเขาและออกไปเก็บสมุนไพรคนเดียวอีกต่อไปถ้าจะไปตามสถานที่ห่างไกลจะต้องไปกับลูกศิษย์คนใดคนหนึ่ง หรือต้องรอให้จิงซิงอี้เป็คนพาไปเอง
หลังจากกินอาหารเช้าอิ่มแล้ว สองตาหลานจึงช่วยกันเก็บล้างจานและเตรียมอุปกรณ์เก็บสมุนไพร ทั้งอาหาร น้ำรวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวจากสัตว์ต่างๆ และเดินออกไปทางประตูหลังบ้านด้วยกัน
โดยปกติแล้วบ้านแบบซื่อเหอหยวนจะมีทางเข้าออกด้านเดียวแต่จิงเซียวสร้างประตูหลังที่เปิดออกไปยังสวนหลังบ้านได้และทางเดินนี้ยังตรงไปยังชายป่าที่อยู่ตีนเขา
บ้านของพวกเขาเป็หลังสุดท้ายในหมู่บ้านที่อยู่ใกลู้เาที่สุดมีพื้นที่หลังบ้านกว้างใหญ่ที่ล้อมรั้วเอาไว้ พวกเขาปลูกพืชผักสมุนไพรเอาไว้บ้างแต่ตอนนี้จิงเซียวอายุมากขึ้น และเดินทางบ่อย จึงไม่มีเวลาดูแลสวนเหมือนเคย
ในระหว่างที่เดินผ่านสวนหลังบ้าน จิงซิงอี้บอกจิงเซียวว่าเขาอยากจะปลูกสมุนไพรตรงนี้ และถ้าได้ผลดี ก็จะขยายออกไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งจิงเซียวก็เห็นด้วย เพราะเขามองเห็นว่าสภาพอากาศปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก สมุนไพรที่โตตามธรรมชาติลดจำนวนลงถ้าสามารถปลูกได้เอง ก็จะช่วยลดราคาต้นทุนและบ้านของพวกเขายังอยู่ติดกับูเาที่มีสภาพอากาศและดินที่อุดมสมบูรณ์ดีจึงน่าจะปลูกสมุนไพรได้ผลดีกว่าพื้นที่อื่นๆ
สมุนไพรจีนในปัจจุบันมีจำนวนร้อยละ 10ของสมุนไพรทั้งโลก และมีสมุนไพรที่ใช้เป็ยาในจีนประมาณ 12,800 ชนิด ประกอบไปด้วย พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ ธาตุวัตถุและอื่นๆ ซึ่งมีสรรพคุณทางยาและองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
ตอนนี้จีนปลูกสมุนไพรเพื่อผลิตยาและส่งออกขายเป็ปริมาณมากจิงซิงอี้มองเห็นโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้ทางการแพทย์ยังแบ่งออกเป็ เย่าไฉหรือสมุนไพรที่เขากับจิงเซียวมองหาในวันนี้ แบบที่สอง คือ อิ่นเพี่ยน หรือตัวยาพร้อมใช้และเฉิงเย่า ที่เป็ยาสมุนไพรสำเร็จรูป
ทั้งจิงเซียวและจิงซิงอี้มีความเชี่ยวชาญทั้งในการปลูกและการแปรรูปสมุนไพรทั้ง3 ประเภทนี้ จิงเซียวได้รับความรู้ด้านสมุนไพรมาจากต้นตระกูลของเขาจึงถ่ายทอดมายังจิงซิงอี้และลูกศิษย์คนอื่นๆเขายังมีความรู้และประสบการณ์จากการรักษาโรคและการเดินทางไปทั่วประเทศั้แ่ยังหนุ่มจิงเซียวจึงเป็แพทย์จีนมีชื่อเสียงอย่างมากในระดับประเทศ
สำหรับพื้นที่ที่จิงเซียวและจิงซิงอี้อาศัยอยู่ในตอนนี้มีสมุนไพรกลุ่มเจ้อเย่า เช่น เจ้อเป้ย์หมู่ เจ้อเสวียนเซิน เจ้อตู๋หัว เจ้อจู๋หังไป๋จื่อ และฟังจหวีฮวา ที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติจิงซิงอี้จึงอยากจะทดลองปลูกในเชิงพาณิชย์ด้วย
ูเาหลังบ้านลูกนี้ไม่ได้สูงชันมากนักแต่เป็แนวเขาที่ทอดยาวเชื่อมไปยังเขตอื่น นานๆ ทีจึงจะมีชาวบ้านเดินขึ้นเขามาเก็บของป่าเพราะคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็ผู้สูงอายุ พวกเขาไม่ค่อยได้ขึ้นมาบ่อยนักแต่ก็ยังมีบางคนที่ชอบมาเดินเล่นบริเวณตีนเขา และเดินขึ้นไปบนเขาบ้างบางครั้ง
จากการที่ไม่ค่อยมีมนุษย์มาบุกรุก ทำให้หลายครั้งชาวบ้านเห็นสัตว์ป่าโผล่มาบ่อยๆ เช่น ไก่ป่า นก กระต่ายและบางครั้งยังได้ยินเสียงหอนของฝูงหมาป่าและเสียงหมีคำรามอยู่บนยอดเขาขึ้นไป
จิงซิงอี้จึงเตรียมสมุนไพรขับไล่สัตว์ป่ามาด้วยซึ่งเป็สูตรที่เขาคิดค้นกับจิงเซียว
เมื่อเดินขึ้นเขาไปได้ระยะหนึ่งท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น จนมองเห็นป่ารอบๆ ได้ชัดเจน จิงซิงอี้เดินช้าๆเขาแบกของเอาไว้ที่หลัง และคอยดูแลจิงเซียวเป็ระยะ
ระหว่างทาง จิงเซียวจะคอยสอนหลานชายและเล่าถึงประสบการณ์การเดินป่าเพื่อหาสมุนไพร ตามสถานที่ที่คล้ายกับูเานี้
เมื่อเดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเขาหยุดพักดื่มน้ำ และให้จิงเซียวได้นั่งพักบนขอนไม้ซึ่งเป็จุดพักประจำของพวกเขา
ต้นไม้เริ่มหนาแน่นมากขึ้นแต่แสงแดดยังส่องลงมาได้รำไร อากาศเย็นสดชื่น แต่ไม่เปียกชื้นเกินไปเพราะกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว พวกเขาได้ยินเสียงนกร้องเสียงดังมาไกลๆสลับกับเสียงแมลงที่ร้องอยู่ตามพุ่มไม้
จิงซิงอี้ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆกับขอนไม้ที่จิงเซียวนั่งพักอยู่ ก็มองไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป และพูดว่า “คุณตาตรงนั้นมีไป๋จื่อ”
เขาเดินไปที่พุ่มไม้ล้มลุกที่สูงกว่าเขาเกือบเมตรและมีลำต้นตั้งตรงอวบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 เิเ และมีสีม่วงแต้มเล็กน้อยไป๋จื่อเป็พืชที่ใช้รากในการทำยา มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ด
เขาใช้เสียมขุดลงไปอย่างระมัดระวังโชคดีที่บริเวณนี้เป็ดินร่วนซุย จึงขุดได้ไม่ยาก เขาขุดไปจนพบรากสีขาวอวบใหญ่เป็รูปกรวยยาวเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เิเ จากนั้นก็ค่อยๆไล่ขุดไปอีกประมาณเกือบหนึ่งฟุตจนได้รากที่เป็แขนงขึ้นมาทั้งหมด
ไป๋จื่อมักขึ้นตามูเาสูงที่มีความชื้นชอบอากาศอบอุ่น แต่ทนความหนาวเย็นได้ และจะโตได้ดีบนที่ราบบนเขาเล็ก ๆ จึงเป็จังหวะดีที่พวกเขาขึ้นเขามาใน่นี้เพราะสมุนไพรที่ใช้รากทำยา ควรจะเก็บเกี่ยวใน่ฤดูหนาวจนถึงร้อนพวกเขายังเก็บเมล็ดเพื่อเอาไปทดลองปลูกในแปลงหลังบ้านด้วย
ตลอด่เช้านั้น พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าและเก็บสมุนไพรที่เป็ทั้งใบ ราก ลำต้น และผลได้หลายอย่าง
จิงเซียวจะพาหลานชายและศิษย์คนอื่นเดินทางั้แ่ยังเด็ก และสอนให้รู้จักการเก็บสมุนไพร ทำให้จิงซิงอี้มีความเชี่ยวชาญเป็พิเศษถึงแม้ว่าเขาจะมีรูปร่างสูงโปร่ง ผอมบาง แต่กลับแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อเขาจึงขุดสมุนไพรและปีนต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว
ทั้งหมดนี้เกิดจากอาหารการกินที่จิงเซียวคอยจัดหาให้การได้ออกเดินทางไปตามสถานที่กันดารกับจิงเซียวเสมอๆ และเขายังเรียนศิลปะป้องกันตัวเพิ่มเติมด้วย
จิงเซียวมักสอนว่า จิงซิงอี้ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองต้องป้องกันตัวเองได้ สักวันหนึ่งจิงซิงอี้จะต้องออกไปเรียนหนังสือและเผชิญโลกกว้าง เขาไม่สามารถปกป้องจิงซิงอี้ได้ตลอดเวลาและการเดินทางไปเก็บสมุนไพรบนเขา ก็อาจเผชิญอันตรายจากทั้งสัตว์ คนร้ายและการหลงป่าด้วย จึงต้องเตรียมพร้อมให้ดี
เวลาผ่านไปจนเกือบเที่ยงจิงซิงอี้จึงชวนจิงเซียวพักกินข้าวกลางวัน เขาใช้ผ้าพลาสติกบางๆ ปูรองพื้นที่มีความชื้นจากฝนและน้ำค้างสะสมอยู่ จากนั้นจึงประคองให้จิงเซียวนั่งลง
จิงซิงอี้เตรียมอาหารง่ายๆ ใส่กล่องมาพร้อมผลไม้และน้ำชาใส่กระติกเก็บความร้อน ระหว่างที่กินอยู่นั้นพวกเขาได้ยินเสียงบางอย่างขยับไปมาอยู่หลังต้นไม้ จิงเซียวเงี่ยหูฟังและพูดเบาๆว่า
“เสียงขยับตัวไม่ดังมาก..อยู่แถวๆโคนต้นไม้...น่าจะเป็สัตว์ตัวไม่ใหญ่มากนัก”
จิงซิงอี้จ้องไปที่จุดนั้นและพูดอย่างระมัดระวังว่า
“ไม่น่าจะใช่งูไม่มีเสียงเลื้อย..เสียงเหมือนเดินเหยียบไปบนใบไม้”
เมื่อได้ยินเสียงพูดของพวกเขาเสียงเหยียบใบไม้สวบสาบก็เงียบลงไป จิงซิงอี้ตัดสินใจลุกไปดู จิงเซียวดึงแขนเขาไว้ก่อนจะส่งเสียมเหล็กที่ใช้ขุดสมุนไพรให้เขา
ชายหนุ่มเดินอย่างระมัดระวังไปใกล้โคนต้นไม้ใหญ่เขาชะโงกหน้ามองไปด้านหลังต้นไม้อย่างระมัดระวัง เมื่อเลื่อนสายตาลงไปมองที่พื้นเขาก็ชะงัก เมื่อสบตากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำคู่หนึ่ง
เ้าของดวงตานั่งแอบอยู่โคนต้นไม้จิงซิงอี้ก้มตัวลงมอง และพบว่า มันคือลูกสุนัขจิ้งจอกขนสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งมีขนาดตัวใหญ่ไม่เกินสองฝ่ามือ มันจ้องมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง และทำขนฟูขู่ จิงซิงอี้ถามมันเบาๆว่า
“ว่าไงเ้าหนู ทำไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ แม่ไปไหนล่ะ”