บทที่ 28:ศิลาสยบมาร
“ใครกัน!”
ลู่เฟิงตวาดมือขวาชักขวานผ่าฟืนจากเอวออกมากระชับแน่นในพริบตา
ทว่าภายในห้องกลับเงียบงันไร้เงาร่างของผู้ใด มีเพียงเสียงกระซิบปริศนาที่ยังคงดังก้องอยู่ในจิตใจไม่ยอมหยุดราวกับมีบางสิ่งฝังลึกอยู่ในหัว และกำลังเค้นเสียงเรียกเขาอย่างดื้อดึง
ความเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาถึงสันหลังเด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนของบิดา มารดา ที่ถูกพวกหลิวตารื้อค้นจนสภาพเละเทะ
ตู้ไม้เก่าล้มคว่ำลิ้นชักกระจัดกระจาย เสื้อผ้าเก่าขาดกองปะปนอยู่กับเศษไม้ และฝุ่นหนา
นอกเหนือจากเสียงลึกลับแล้วเขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใดอีก
'หากมีกลไกซ่อนอยู่จริงพวกหลิวตารวมถึงมือปราบที่มาค้นห้องก่อนหน้านี้ก็น่าจะไหวตัวทันไปแล้ว'
ทันใดนั้นแสงสีน้ำเงินจางๆ ก็วาบขึ้นจากพื้นห้องฝั่งขวา
ลู่เฟิงตอบสนองตามสัญชาตญาณร่างของเขาพุ่งถอยปราดออกไปนอกธรณีประตูทันที
น่าแปลกที่ทันทีที่เท้าพ้นเขตห้องเสียงเรียกในหัวพลันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เขายืนนิ่งจ้องเขม็งไปยังจุดที่แสงวาบเมื่อครู่
ทว่าพื้นดินตรงนั้นกลับดูธรรมดาสามัญไม่มีแสง ไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วตัดสินใจกำขวานแน่นแล้วก้าวกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่เขตห้องเสียงกระซิบคำว่า
“มา”
ก็พลันดังก้องขึ้นมาอีกระลอกคราวนี้มันหนักแน่น และบาดลึกยิ่งกว่าเดิม
ลู่เฟิงสืบเท้าตรงไปยังจุดที่เคยเกิดแสงยิ่งเข้าใกล้ ลวดลายอักขระสีน้ำเงินซับซ้อนประหลาดตาที่เขาไม่เคยพบเห็นก็ค่อยๆเด่นชัด และกะพริบถี่ขึ้น
แต่พอเขาลองถอยหลังออกห่างแสงเหล่านั้นก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
'เข้าใกล้จึงปรากฏ ถอยออกจึงซ่อนเร้น...นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อ ท่านแม่ทิ้งไว้รึ? แล้วเหตุใดมันถึงตอบสนองเฉพาะข้า'
‘หลิวต้าและพวกมือปราบต่างเคยเข้ามาในห้องนี้ แต่กลไกกลับไม่ทำงานหรืออาจเป็นเพราะการรื้อค้นอย่างบ้าคลั่งก่อนหน้านี้ได้ไปขยับทำลายสิ่งพรางตาบางอย่างเข้า?’
หลังนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งลู่เฟิงก็ย่อตัวลงแล้วยื่นปลายนิ้วไป แตะลวดลายแสงบนพื้น
ทันทีที่นิ้วแตะโดนอักขระสีน้ำเงินบนพื้นก็หมุนวนกลายเป็นหลุมลึกพลังมหาศาลฉุดกระชากร่างของลู่เฟิงให้ดิ่งวูบลงไปทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว
เขารู้สึกวิงเวียนจนโลกหมุนคว้างแต่เพียงพริบตาเดียวเท้าก็เหยียบโดนพื้นแข็ง
เมื่อลืมตาขึ้นมาภาพห้องนอนที่คุ้นเคยกลับหายไป กลายเป็นทางเดินหินอันมืดสลัวรอบด้าน
ไอเย็นยะเยือกปนกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าปะทะผิวกายทันทีมันหนาวเหน็บเสียดแทงลึกถึงกระดูก ยิ่งกว่าลมหิมะด้านบนหลายเท่า
ลู่เฟิงรีบหันกลับไปมองด้านหลังเพื่อหาทางออกแต่กลับพบเพียงกำแพงหินทึบชื้นแฉะที่มีตะไคร่น้ำเกาะหนาแน่นจนปิดตายทางเดิมไว้หมดแล้ว
รอบตัวเขาตอนนี้มีเพียงผนังถ้ำที่เรียบเนียนด้านบนเป็นเพดานหินย้อยรูปทรงแปลกตามีเพียงแสงสลัวริบหรี่จากหินเรืองแสงที่ฝังอยู่ตามผนังพอให้มองเห็นเส้นทางทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้น
'นี่มันใต้ดินบ้านข้าอย่างนั้นหรือ?เป็นไปได้อย่างไร...หรือกลไกอักขระเมื่อครู่จะเคลื่อนย้ายพริบตาพาข้ามาไกลนับพันลี้แล้ว'
“มา!”
เสียงเรียกในหัวยังคงย้ำเตือนเมื่อไม่มีทางให้ถอย ลู่เฟิงจึงกระชับขวานผ่าฟืนเดินรุดหน้าไปตามทางแคบๆอย่างระมัดระวัง
หลังจากเดินไปได้ราวๆหกสิบเชียะ ก็พบทางแยก เขาไม่ผลีผลามใช้คมขวานสลักรอยเครื่องหมายไว้บนผนังหินก่อนจะเลือกเดินต่อไปอีกห้าสิบเชียะจนกระทั่งเส้นทางเปิดออกสู่ห้องโถงหินเขวขนาดกว้างหนึ่งจั้ง
ตรงกลางห้องลับมีแผ่นศิลาสีดำสนิทสูงท่วมหัวตั้งตระหง่านอยู่ผิวของมันสลักลวดลายซับซ้อนแน่นขนัด ด้านหน้ามีตัวอักษรโบราณขนาดใหญ่สามตัวลายเส้นเฉียบคมราวกับถูกฟันด้วยดาบ
แม้ลู่เฟิงจะไม่รู้จักอักษรเหล่านี้แต่โครงสร้างของมันดูคล้ายกับอักษรกระดองเต่าจากโลกเก่าของเขาและเมื่อลองเดินอ้อมไปดูด้านหลังก็พบตัวอักษรขนาดเล็กยิบย่อยส่องแสงเรืองรองดูพิศวง
เด็กหนุ่มเดินวนสำรวจรอบศิลาพลางนึกถึงความสามารถพิเศษของตนเอง
ยามที่เขาหยิบจับสิ่งใดระบบจะแจ้งข้อมูลของวัตถะนั้นขึ้นมาเสมอเหมือนวันแรกที่เขาแตะโดนดาบของหลี่ชิงเสวี่ย จนล่วงรู้ชื่อดาบ และเห็นภาพวิชาที่นางฝึก
ศิลาใหญ่ตรงหน้านี้ก็ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาและวิธีเดียวที่จะรู้ความจริงคือต้องสัมผัสมัน
ลู่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วยื่นฝ่ามือไปทาบลงบนแผ่นศิลาอันเย็นเฉียบ
พริบตานั้นพลังไร้รูปสายหนึ่งพุ่งปราดจากแผ่นหินแล่นเข้าสู่ร่างกายทันทีปราณโลหิตทั่วร่างของเขาปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับมีข้อความลึกลับผุดขึ้นมาในหัว
[ค้นพบวัตถุ:ศิลาสยบมาร]
การหลอมรวมต้องใช้พลังวิญญาณ1,500 แต้ม
(พลังวิญญาณในปัจจุบันไม่เพียงพอไม่สามารถดำเนินการได้)
เมื่อหลอมรวมสำเร็จจะได้รับวิชาบำเพ็ญ: คัมภีร์จิตสวรรค์มังกรปีศาจ
ในภวังค์จิตภาพนิมิตอันน่าอัศจรรย์ใจถาโถมเข้ามาไม่ขาดสายภาพมังกรปีศาจตัวมหึมาทะยานแผลงฤทธิ์เหนือหมู่เมฆแสงดาบยักษ์ฟาดฟันกวาดล้างทำลายล้างผืนปฐพี
ภาพนิมิตโกลาหลผ่านไปอย่างรวดเร็วทว่าในวินาทีสุดท้าย ชายชุดขาวที่ยืนริมหน้าผากลับหันหน้ามาแล้วจ้องตรงมาที่ลู่เฟิงโดยตรง!
ลู่เฟิงใจหายวาบด้วยความกลัวรีบกระชากมือออกจากแผ่นศิลาทันที
เขายืนหอบหายใจแรงเหงื่อไหลท่วมหลังทั้งที่รอบตัวหนาวจัดภาพเมื่อครู่แฝงแรงกดดันมหาศาลจนสะท้านถึงดวงวิญญาณราวกับเขาได้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
'ศิลาสยบมาร... หรือใต้ดินนี้จะมีจอมมารถูกผนึกอยู่จริงๆ?'
แต่เมื่อลองคิดดูข้อมูลตอนนี้ยังมีน้อยเกินไป เขาอาจจะไม่ได้อยู่ใต้เมืองฟงหมิงแต่อาจถูกวาร์ปมาไกลนับพันลี้แล้วก็ได้
ลู่เฟิงเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วหันหลังเดินกลับทางเดิม
เขาเดินย้อนกลับมาจนถึงกำแพงหินจุดแรกที่เข้ามาพยายามลูบคลำหาอักขระสีน้ำเงินอยู่นานจนมือเปื้อนตะไคร่น้ำแต่ผนังหินกลับเรียบสนิท ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาเลย
'ตอนเข้ามาง่ายดาย ขากลับทำไมไม่มีทางกลับ?'
เมื่อตระหนักได้ลู่เฟิงจึงเดินย้อนไปที่ทางแยก แล้วลองเดินไปอีกเส้นทางหนึ่ง ทันทีที่เข้าใกล้สุดทางกำแพงหินฝั่งนี้ก็กะพริบแสงอักขระสีน้ำเงินขึ้นมาทันที
เด็กหนุ่มไม่รอช้ายื่นมือไปแตะทันที
พริบตานั้นสายตาของเขาก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็กลับมายืนอยู่กลางห้องนอนอันเละเทะของบิดามารดาตามเดิม
ลู่เฟิงมองซากปรักหักพังรอบตัวด้วยแววตาสับสน
'ข้าฝึกฝนวรยุทธ์แต่ดูเหมือนท่านพ่อท่านแม่จะเกี่ยวข้องกับพวกผู้บำเพ็ญเพียร...หากพวกท่านมีฤทธิ์เดชจริง เหตุใดถึงล้มป่วยตายง่ายๆ เช่นนั้นแถมยังไม่ทิ้งเงินทองหรือวิชาอะไรไว้ให้ลูกชายเลยสักตำลึง?'