“ใช่ว่าจะมีแต่เด็กที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ระยะหลังมานี้มีผู้ใหญ่หายตัวเพิ่มขึ้นเป็จำนวนมาก ข่าวที่ข้ารู้เพิ่มเติมมาก็คือไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ คนที่หายตัวไปมักจะเป็คนเร่ร่อนไร้ที่อยู่ที่แน่นอน เด็กในหอหงไถไม่เคยออกมาเพ่นพ่านยามดึก พวกเ้าขยายพื้นที่สำรวจดูให้ทั่วๆ จะดีกว่า”
ฉู่หลิงเพิ่งสบช่องมองออกไปภายนอกได้สะดวก นางเห็นบุรุษในชุดสีม่วงโดดเด่นกว่าบุรุษคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเหมือนกันและยิ่งแตกต่างจากทหารที่ลาดตระเวนเป็ประจำอยู่ที่หน้าหอหงไถที่สวมชุดสีแดง
เสียดายที่คนผู้นั้นกล่าวจบก็หันหลังไปอีกทาง นางจึงได้เห็นเพียงเส้นผมยาวสลวยดำสนิทที่มัดรวบสวมกวานไว้ครึ่งศีรษะเท่านั้น
ฉู่หลิงเดินกลับเข้ามานอนในห้องนอนของตนเอง ด้านนอกมีคนคอยสอดส่องดูแลเด็กๆ อยู่ห่างๆ บ้างนางก็วางใจ ส่วนเื่คนร้ายก็อย่างที่บุรุษบนหลังม้ากล่าว เด็กในหอหงไถไม่เคยออกไปเพ่นพ่านยามค่ำคืน ต่อไปหากต้องไปเก็บผักป่านางก็จะให้พวกเขาไปพร้อมกันหลายคนหน่อยจะได้ช่วยกันเป็หูเป็ตา
‘ทางการเข้มงวดกวดขันกับการหาตัวคนร้าย ไม่นานก็คงจะแก้ไขปัญหาได้’ ฉู่หลิงรำพันกับตัวเอง ตัดเื่ที่เพิ่งได้รับรู้มาสดๆ ร้อนๆ ออกไป ทบทวนสิ่งที่ตนต้องทำเป็ลำดับต่อไปในวันพรุ่งนี้
การเอาตะเกียงออกจากหอหงไถไปฝากท่านยายเฉินขาย ก็ไม่ต่างอะไรกับการนางขโมยของในหอหงไถ ทางด้านหญิงชรานั้นยินยอมด้วยความเต็มใจแล้วนางไม่ได้กังวล แต่เจียวจูผู้เคร่งครัดกฎระเบียบและเป็ผู้ผดุงคุณธรรมประจำหอหงไถเล่า!
หากนางออกคำสั่ง เจียวจูย่อมทำตาม แต่ฉู่หลิงไม่อยากทำลายคุณธรรมในจิตใจของเด็กๆ รวมทั้งยามนี้นางได้รับอิทธิพลความเป็มนุษย์กลับคืนมาไม่น้อย นางควรสั่งสอนพวกเขาในทางที่ถูกที่ควร
แวมไพร์ดูดเืเพื่อมีชีวิตและเสริมสร้างเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าแวมไพร์ทุกตัวจะต้องชั่วร้ายเลวทรามมุ่งมั่นจะทำแต่ความชั่วเสียเมื่อไร รวมทั้งนางก็ต้องทำตัวเป็ตัวอย่างที่ดีมีแิที่เป็หนึ่งเดียวกันกับเด็กจิตใจดีงามในหอหงไถด้วย
……….
เช้าวันรุ่งขึ้นฉู่หลิงบอกข่าวที่ได้ยินมาเมื่อคืนให้กับเด็กทุกคนฟัง
“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีเ้าคะ หากไม่ออกไปข้างนอกแล้วพวกเราจะกินอะไรกัน” เจียวจูร้อนใจหนักกว่าผู้ใด
“พวกเ้าต้องตั้งสติรับฟังให้ดี เวลานี้ทหารรับรู้ถึงปัญหาและพยายามแก้ไขอยู่ ท่านนายอำเภอเหวินก็กำชับให้ดูแลหอไถเป็พิเศษ พวกเ้าปลอดภัยกว่าเด็กคนอื่นในละแวกนี้ด้วยซ้ำ” หญิงสาวรีบให้กำลังใจและปลุกความมั่นใจในตัวเด็กๆ
“วันนี้ทุกคนไปเก็บของป่าด้วยกันทั้งหมดนั่นล่ะ ช่วยกันคอยดูช่วยกันระวังย่อมปลอดภัยกว่า ส่วนข้าจะคอยอยู่ที่นี่และจะไปเตือนท่านยายเฉินเสียหน่อย” นางไม่เชื่อว่าท่ามกลางความกวดขันจากทางการ ยังจะมีผู้ใดกล้าออกมาทำร้ายคน กับเด็กกลุ่มใหญ่ 19 คน ยิ่งเป็ไปไม่ได้ใหญ่
ได้รับกำลังใจจากพี่สาวฉู่หลิง เด็กๆ ทุกคนก็เข้าป่าไปพร้อมกันทั้งหมดด้วยความระมัดระวัง
ส่วนฉู่หลิงเมื่อส่งเด็กๆ ออกจากหอหงไถไปแล้ว นางรีบเข้าไปในห้องเก็บของ รื้อเอาหีบไม้ 4 ใบที่เจียวจูเอาตะเกียงไปเก็บไว้ออกมา
นางเอาตะเกียงรูปทรงเดียวกันออกมาได้ 3 ชนิดแยกตามวัสดุที่ใช้ทำตะเกียง พวกมันเป็เพียงตัวตะเกียงสี่เหลี่ยมทรงสูงมีกระจกสีขุ่นล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ด้านหนึ่งเป็ฝาเปิดเพื่อนำเทียนไปวางไว้บนแท่นรูปถ้วยตรงกลาง
ตัวเรือนมีสี่เสาและฝาครอบ้ามีหูหิ้วสำหรับใช้ถือและยังมีช่องกลมเล็กๆ สำหรับเสียบด้ามจับ ตามแต่ผู้ใช้จะสะดวกใช้งาน วัสดุสามชนิดทำมาจากไม้ เหล็กและทองเหลือง นับรวมแล้วมีตะเกียงทั้งหมด 47 ดวงเลยทีเดียว
นางทยอยขนตะเกียงทั้งหมดไปที่บ้านท่านยายเฉินอยู่หลายรอบ เพราะจะต้องขนย้ายให้เสร็จภายในวันเดียวโดยไม่ให้เด็กๆ เห็น ตะเกียงพวกนี้ถูกใช้เทียนด้านในจนหมดเกลี้ยงแล้ว เจียวจูถึงได้นำเอามาเก็บไว้ ส่วนที่เหลืออยู่ในห้องโถงยังมีอีกราว 10 กว่าดวง ซึ่งหญิงสาวคิดว่าเมื่อมีเงินมาซื้อเทียนก็จะเติมไส้เทียนด้านในให้เต็มทุกดวง เจียวจูจะได้ไม่ต้องเอาพวกมันมาเก็บในหีบไม้พวกนี้เพิ่ม
“ข้าเคยถามราคาตะเกียงไม้พร้อมกับไส้เทียน 1 เล่ม ดวงละ 100 อีแปะ ตะเกียงเหล็กกับตะเกียงทองเหลืองก็คงจะราคาสูงขึ้นมาอีกหน่อย แต่พวกมันเป็ของใช้แล้ว ไม่รู้ว่าจะขายมันในราคาเท่าใดดี” ยายเฉินขมวดคิ้วครุ่นคิดด้วยความใส่ใจ
“เงิน 100 อีแปะข้าซื้ออะไรได้บ้างหรือเ้าคะท่านยาย” ฉู่หลิง้าเปรียบเทียบค่าของเงินเสียก่อน
“ข้าวสารไม่ขัดสี 1 จิน (500 กรัม) ราคา 40 อีแปะ แป้งสาลีจินละ 30 อีแปะ เกลือ 2 เหลี่ยง 30 อีแปะ (1 เหลี่ยง = 50 กรัม) หากขายได้ราคาเ้าก็จะมีเงินมากพอสมควรเลยทีเดียวล่ะ"
ฟังแล้วฉู่หลิงก็ตาวาวขึ้นมาเล็กน้อย ราคาข้าวของไม่ได้แพงจนเกินไป นั่นก็หมายถึงการลงทุนค้าขายของนางสามารถเป็ไปได้ แต่อย่างไรตะเกียงเหล่านี้ก็เป็ของมือสองคงจะขายไม่ได้ในราคาเต็ม
“เราสองคนรู้แค่ราคาของตะเกียงโครงไม้ ข้าคิดว่าอย่างน้อยดวงหนึ่งก็ควรแลกข้าวสารมาได้สัก 1 ชั่ง เอาเป็ว่าข้าตั้งราคาขายตะเกียงไม้ขั้นต่ำไว้ 40 อีแปะ ถ้าขายได้มากกว่านั้นก็ถือว่าโชคดีไป ส่วนตะเกียงเหล็กและตะเกียงทองเหลือง ข้ายกให้ท่านตัดสินใจก็แล้วกันเ้าค่ะ ลองเอาไปขายดูก่อนได้เท่าไรก็เท่านั้น แล้วข้าจะแบ่งส่วนค่าตอบแทนคืนท่านในภายหลังนะเ้าคะ”
“ของมีมาก เอาไปขายวันเดียวทั้งหมดข้าคงดูแลไม่ไหวเป็แน่ ก็คงต้องจ้างเกวียนแบ่งเอาออกไปขายสักสองสามวัน ขายน่ะข้าเชื่อว่าขายได้แน่ๆ ข้าจะหักเอาแต่ค่าเกวียนที่ต้องจ้างเขาก็แล้วกัน พวกเ้าจะได้เหลือเงินมากหน่อย”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านยาย พวกเราไม่ได้รีบร้อนถึงเพียงนั้น ท่านดูแลสุขภาพตัวเองก่อนนะเ้าคะ ค่อยๆ แบ่งออกไปขายทีละเล็กละน้อยก็ได้เ้าค่ะ” ฉู่หลิงรู้ดีว่ายายเฉินมีอุปนิสัยดื้อรั้นอยู่เล็กน้อย นางจึงไม่ขัดเื่ค่าแรงที่อีกฝ่ายจะไม่ยอมรับ เอาไว้นางนำปลาหรืออาหารอย่างอื่นมาให้ท่านยายภายหลังก็ได้
เมื่อได้ฟังแผนการนำตะเกียงออกไปจำหน่ายคราวละน้อยชิ้น และจ้างเกวียนวัวไม่ซ้ำหน้าเพื่อป้องกันผู้อื่นคิดได้ว่าตะเกียงถูกลักลอบนำออกมาหอหงไถของท่านยายเฉิน ฉู่หลิงก็ต้องยกนิ้วโป้งสองนิ้วให้กับความรอบคอบของสตรีสูงวัยด้วยความรู้สึกขอบคุณ
หญิงชราที่มีหัวคิดไม่คร่ำครึแล้วยังใช้เล่ห์เหลี่ยมของตนเพื่อผลประโยชน์กับมิตรสหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านยายเฉินทำเพื่อเด็กๆ ของตน ฉู่หลิงคิดว่าเมื่อนางเปิดเผยตัวตนในอีกสามปีข้างหน้า หากยายเฉินอยากมีชีวิตเป็ะฉู่หลิงก็จะมอบตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ในฐานะแวมไพร์สูงวัยให้กับนางด้วยตนเอง
……….
ฉู่หลิงและเด็กๆ กลับมาถึงหอหงไถในเวลาไล่เลี่ยกัน คราวนี้เด็กๆ ได้ปลาติดมือกลับมาเพียง 1 ถัง เป็เพราะเจียวจูเร่งให้พวกเขารีบกลับด้วยความหวาดกลัวคนร้ายที่ทางการตามหาตัวอยู่
“ระยะนี้ข้าจะขอแบ่งปลาไปฝากท่านยายเฉินขายให้ชาวบ้านบ้างนะ พวกเราต้องใช้เงินสำหรับซื้อเครื่องปรุงและยังต้องซื้อเสื้อผ้าให้เด็กผู้ชายด้วย”
เจียวจ้านรีบพยักหน้าตอบรับเร็วรี่ เขาเห็นพี่สาวหลิงหลิงพยายามแก้ไขชุดสตรีเก่าๆ ให้เด็กผู้หญิงสวมใส่แล้ว ยังดีว่าเป็เพียงการตัดเย็บให้มีขนาดเล็กลงโดยการตัดชายกระโปรงหรือชายแขนเสื้อให้สั้น แต่ฝีมือของพี่สาวหลิงหลิงขนาดเขาเป็เด็กชายยังเห็นชัดว่ามันอยู่ในขั้นวิกฤติ!!
เสื้อผ้าเด็กชายที่จะถูกเย็บขึ้นมาจากผ้าคลุมเตียงโดยไม่มีแบบดั้งเดิมเป็แนวทาง เจียวจ้านยินยอมสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่สั้นเต่อเช่นนี้ต่อไปยังจะดีเสียกว่า
“เราจะหาเงินได้เช่นนั้นหรือเ้าคะพี่หลิงหลิง” ตงเหม่ยหูผึ่งขึ้นมาทันที นางยังคงจำคำสัญญาเื่เกลือของพี่สาวได้แม่นยำ
“ใช่ ข้าจะหาเงินซื้อน้ำมัน ซื้อกระเทียมให้เ้าอีกด้วยนะ แต่นั่นต้องเริ่มจากหาเงินก้อนแรกมาสร้างอาชีพให้ได้เสียก่อน ข้าจึงจำเป็ต้องขอแบ่งปันปลาจากพวกเ้าไปฝากท่านยายเฉินขาย” ฉู่หลิงรู้สึกว่าตนเองจะหน้าแดงไปเล็กน้อยเมื่อต้องพูดคำโกหกคำโตเื่ขายปลาบังหน้า แต่แท้จริงแล้วนางขโมยตะเกียงไปขายต่างหาก นางรีบเบือนหน้าหนีแสร้งไปเลือกปลาโดยพลัน
“ทำไมเราไม่ทำอาชีพขายปลาไปเสียเลยเล่าขอรับในเมื่อเราก็จับปลาได้ตั้งมากมาย พวกเราจะกินมันให้น้อยลงกินผักให้มากขึ้น เท่านี้ก็หาเงินได้แล้ว” อู๋ซินเด็กชายวัย 9 ขวบถามออกมาบ้าง เขารู้สึกว่าการจับปลาเป็เื่ง่ายดายที่ไม่ต้องลงทุนอะไรสักนิด