อี้เหรินเฟิ่งใช้เวลาพักฟิ้นภายในถ้ำกว่าสามวัน กว่าเขาจะหายเป็นปรกติดังเดิม ระหว่างรักษาตัวอี้เหรินเฟิ่งก็ชำแหละชิ้นส่วนต่างๆของเจ้างูยักษ์เก็บไว้ ทั้งเขี้ยวพิษที่เหมาะจะนำไปหลอมอาวุธที่มีพิษในตัวเอง เกล็ดของมันที่สามารถนำไปหลอมเป็นเกราะได้ ถุงพิษของมัน รวมไปถึงดีงูของมัน
ถุงพิษของมันอี้เหรินเฟิ่งได้ทำการทดลองผสมพิษออกมาได้สองชนิด ชนิดแรกการใช้เหมือนปาระเบิดควันออกไป แต่เป็นควันพิษร้ายแรง อีกชนิดเป็นพิษที่ใช้ฉาบอาวุธ สะกิดโดนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ยอดฝีมือตายได้ในพริบตา
ทั้งสองออกเดินทางต่อ ออกตามหาของวิเศษตามรายทางไปเรื่อย มีสัตว์อสูรออกมาโจมตีประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์อสูรที่เฝ้าของวิเศษ พวกมันหาใช่คู่มือของอี้เหรินเฟิ่งไม่ ทำให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างดีเยี่ยม
ห้าเดือนต่อมา ทั้งสองออกมาถึงชายป่าแล้ว ด้านหน้าเป็นเมืองเล็กเมืองหนึ่งเป็นเหมือนจุดหยุดพักของนักเดินทาง พวกเขาต้องเดินทางข้ามทุ่งหญ้าใหญ่สุดลูกหูลูกตาแห่งหนึ่ง กว่าจะเข้าสู่ภาคกลางอย่างแท้จริง
ทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่นี้ มีชื่อว่าทุ่งแรดคะนอง ที่มันมีชื่อนี้นั้นเพราะว่าใจกลางทุ่งแห่งนี้นั้น เต็มไปด้วยฝูงแรดคะนองที่ดุร้าย การเดินทางนั้นจำต้องสำรวจและเว้นระยะห่างจากฝูงของมันให้ดี
เนื่องจากจุดอ่อนเดียวของพวกมันนั้น คือสายตาที่ไม่ดี แต่ไม่ว่าจะเป็นจมูก หรือหูของมันนั้นคือสุดยอดของสุดยอดแล้ว พวกมันสามารถได้กลิ่นไกลเป็นกิโลๆ หูของมันนั้น ไม่ว่าจะเป็นลมพัดใบไม้ไหวนั้น ในระยะห้าร้อยเมตรไม่สามารถหลุดรอดจากการได้ยินของมันได้
ว่าด้วยเรื่องการโจมตีนั้น นอของมันนั้นว่ากันว่าสามารถแทงแม้กระทั่งแผ่นเหล็กหนาให้ฉีกขาดราวกับกระดาษ เกราะบนตัวของมันแข็งดั่งเพรช และที่สำคัญพวมมันโจมตีทีละฝูง ฝูงใหญ่เสียด้วย
เรียกได้ว่าถ้าเกิดเดินทางโดยไม่ระวังแล้วโดนฝูงของมันโจมตีนั้น โอกาศรอดแทบจะไม่มีเลยทีเดียว.....
อี้เหรินเฟิ่งเข้าพักยังเมืองเล็กหนึ่งคืน จากนั้นจึงได้ซื้อม้ามาหนึ่งตัวเพื่อเดินทางข้ามทุ่งหญ้าแรดคะนองแห่งนี้ เขาหัดขี่ม้าเป็นครั้งแรกแต่ก็ไม่เกินความสามารถ เพียงหนึ่งชั่วโมงอี้เหรินเฟิ่งก็สามารถควบม้าห้อทะยานได้สำเร็จ
อี้เหรินเฟิ่งฟังคำแนะนำจากชาวเมืองเรื่องข้อควรระวังในการข้ามทุ่งหญ้ามาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นไปได้ตัวเขานั้นก็ไม่อยากจะยุ่งกับแรดหมู่พวกนี้เช่นเดียวกัน
เขาเดินทางมาร่วมสิบกว่าวันจนมาถึงเกือบครึ่งทางของทุ่งหญ้าแห่งนี้ ตอนนี้เริ่มมีฝูงแรดคะนองให้เห็นบ้างแล้ว เท่าที่อี้เหรินเฟิ่งเห็นนั้น ฝูงเล็กที่สุดที่พวกมันออกหากินกันนั้น ก็มีเกินสิบตัวแล้วไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าถูกพวกมันกรูกันเข้าใส่นั้น คงจะไม่เหลือแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่สมบูรณ์
เดินทางอีกสามวันทั้งสองก็ไปเจอเข้ากับแรดคะนองบาดเจ็บตัวหนึ่ง ขาหลังของมันนั้นมีรูใหญ่รูหนึ่ง น่าจะเป็นร่องรอยของการต่อสู้ภายในฝูงของมัน แรดคะนองตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับห้าเลยทีเดียว อี้เหรินเฟิ่งค่อยๆควบม้าเข้าไปหามันหลังจากสำรวจดูใกล้ๆแล้วว่าไม่มีฝูงของมันอยู่
อี้เหรินเฟิ่งคิดว่าเขาจะรักษามัน จากนั้นก็จะบังคับมันมาป็นสัตว์ขี่ นับเป็นโชคดีของอี้เหรินเฟิ่งเพราะเป็นการยากมากที่จะสามารถเจอแรดคะนองที่อยู่ตัวเดียวเช่นนี้
เขาตรงเข้าไปดูมันใกล้ๆ แรดคะนองหนุ่มตัวนี้อาการดูไม่ค่อยจะดีนัก เรียกว่าใกล้ตายแล้วก็ว่าได้ ตัวมันคงบาดเจ็บจากการต่อสู้มาสักระยะหนึ่งแล้วตัวของมันเริ่มจะผ่ายผอม บาดแผลเริ่มจะมีกลิ่นเน่าแล้ว
อี้เหรินเฟิ่งเดินดูอาการของมันใกล้ๆ เขาป้อนสมุนไพรไห้มันก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงทำการรักษาบาดแผล อี้เหรินเฟิ่งคว้านเนื้อเน่าออกไปจากนั้นจึงพอกยาลงไป
เนื่องจากแรดคะนองตัวนี้ไกล้จะตายแล้ว ตัวมันจึงไม่มีแรงขัดขืนใดๆทั้งสิ้น ทำได้เพียงนอนเหลือบตามองอยู่เงียบๆ แต่หลังจากที่อี้เหรินเฟิ่งรักษามัน เจ้าแรดตัวนั้นก็เลิกขัดขืน ยอมนอนนิ่งๆให้เขารักษาแต่โดยดี
สมุนไพรล้ำค่า บวกกับฝีมือรักษาของอี้เหรินเฟิ่งนั้น ทำไห้แรดคะนองกลับมาหายดีอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้นเจ้าแรกก็กลับมยืนได้อีกครั้ง อีกสองวันจึงสามารถวิ่งได้ดังเดิม บาดแผลที่เป็นรู บัดนี้เนื้อหนังได้งอกออกมาเป็นปรกติเรียบร้อยแล้ว
เจ้าแรดคะนองนั้น ได้ยอมสิโรราบต่ออี้เหรินเฟิ่งตั้งนานแล้ว มันยอมเป็นสัตว์ขี่ให้แก่อี้เหรินเฟิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อี้เหรินเฟิ่งควบทะยานแรดคะนองพุ่งทะยานตรงไปยังภาคกลางต่อไป เขาปกปิดกลิ่นอายทั้งหมดของตัวเองนั่งอยู่บนหลังของแรดคะนองเดินทาง ตอนนี้เขาไม่ต้องกลัวว่าฝูงแรดคะนองจะโจมตี เนื่องจากพวกมันไม่สามารถสัมผัสถึงอี้เหรินเฟิ่งได้ พวกมันรับรู้แค่ว่ามีแรดคะนองตัวหนึ่งวิ่งทะยานอยู่ใกล้ๆเท่านั้น
อี้เหรินเฟิ่งใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนในการเดินทางผ่านทุ่งราบแห่งนี้ จนมาถึงสุดขอบของทุ่งหญ้า ด้านหน้าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง กำแพงเมืองสูงนับสิบเมตรทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
เมือง จิ่นโจว เมืองหน้าด่านของภาคกลางแห่งแดนมาร ประตูใหญ่สู่ภาคกลาง หน้าประตูเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต้องการต่อแถวเข้าเมือง อี้เหรินเฟิ่งขี่แรดไปเข้าแถวอย่างช้าๆ เขาจ่ายค่าเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วจึงตรงเข้าไปยังเหลาอาหารเป็นอันดับแรก
อี้เหรินเฟิ่งไม่ได้ลิ้มรสอาหารและสุราเลิศรสมาเป็นเวลานานแล้ว เขาตรงไปยังเหลาใหญ่แห่งหนึ่งอย่างไม่รอช้า สั่งอาหารเต็มโต๊ะสุราเลิศรส ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงสำหรับมื้ออาหาร
อี้เหรินเฟิ่งออกมาจากเหลาอาหารก็เดินหาที่พักอย่างสบายใจ เขาจะพักผ่อนภายในเมืองสักระยะเวลาหนึ่ง ใช้เงินอย่างมีความสุขตามประสาคนรวย
เมื่อได้ที่พักอี้เหรินเฟิ่งเริ่มเดินสำรวจตามที่ต่างๆภายในเมือง ตามสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆมากมาย แผงลอยของนักเดินทางก็มีไม่น้อย อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานเดินตามแผงลอยต่างๆ พวกเขาเก็บตกของวิเศษมาไม่น้อย
เดินไปจนถึงร้านหลอมอาวุธแห่งหนึ่ง อี้เหรินเฟิ่งก็ได้นำเขี้ยวงู กับเกล็ดวิเศษของมันเข้าไปหลอม เขี้ยวพิษ อี้เหรินเฟิ่งจะหลอมเป็นกริชคู่ ส่วนเกล็ดงู เขาจะสร้างเกราะอ่อน ส่วนที่เหลือของเกล็ดงู เขาได้ขายให้กับร้านหลอมอาวุธ
อาวุธจะเสร็จในอีกหนึ่งเดือน เขาจำต้องอยู่ในเมืองนี้อย่างน้อยหนึ่งเดือน อี้เหรินเฟิ่งออกจากร้านหลอมอาวุธก็เดินตรงไปยังตรอกแคบแห่งหนึ่ง
เดินมาจนถึงกลางตรอกเขาจึงหยุดเดิน เพราะด้านหน้านั้น มีชายสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าดักรออยู่ ไม่นานด้านหลังของอี้เหรินเฟิ่งก็มีชายสวมหน้ากากอีกสองคนเดินตามเขาเข้ามา
" เด็กน้อย เจ้ามาคนเดียวสินะ รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น " ชายสวมหน้ากากเอ่ยขึ้นมา
" เจ้าจะทำอะไรข้าอย่างนั้นหรือ ปล้น ฆ่า หรือแค่แวะมาทักทาย ? "
" ฮ่าฮ่าฮ่า ลูกวัวไม่กลัวเสือ !!"
" ถ้าไม่อยากตาย เจ้าก็ส่งของมีค่าทั้งหมดมาซะดีๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ต้องตาย! "
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น พวกโจรระดับกายทองพวกนี้คงเห็นเขาเป็นเด็กบ้านรวยที่ออกมาเที่ยวเล่นสินะ ถึงได้ตามมาปล้นกันกลางวันแสกๆเช่นนี้ อี้เหรินเฟิ่งได้ถามออกไป
"พวกท่านเป็นใครมาจากไหนเช่นนั้นหรือ ไม่กลัวทางการจะจัดการหรืออย่างไร"เขาพูดพร้อมทำท่ากลัวออกไป
"ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเด็กน้อย พวกเรากลุ่มหน้ากากปีศาจ มีอะไรจะต้องกลัวในเมืองนี้"
สิ้นเสียงหัวเราทั้งสามก็ขาดใจตายไปเสียแล้ว อี้เหรินเฟิ่งเดินไปทำลายศพดวยการใช้พิษละลายศพจนไม่เหลือซาก
"กลุ่มหน้ากากปีศาจอย่านั้นรึ มีอะไรให้ทำซะแล้วสิ"อี้เหรินเฟิ่งยิ้มจนตาหยี จากนั้นจึงเดินเล่นต่อภายในเมืองอย่างสบายใจ