กฎของค่ายนักรบ
สิ้นคำพูดที่เปรียบได้กับคำทักทายความเงียบก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปจนแปลกประหลาดอยู่บ้าง
กัสจ้องมองผู้พิทักษ์เบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยัดเนื้อชิ้นโตใส่ปากของเขาอีกครั้งแล้วเริ่มกินมันอย่างช้าๆด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในชุดเกราะหนักที่ปกปิดร่างกายทุกส่วนจนไม่มีใครสามารถมองเห็นสีหน้าแววตาหรือการแสดงออกใดๆ ได้
สิ่งเดียวที่พวกมันมองเห็นมีเพียงดวงแสงสีแดงที่ซ่อนอยู่ภายในหมวกเกราะเพียงเท่านั้นดวงแสงนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกมันมองเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้พิทักษ์รายนี้
ดวงตาที่มองเห็นเพียงดวงแสงกวาดมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็นมันมองดูกัส มองดูแนวกำแพงทั้งสาม มองดูสถานการณ์ในสนามรบก่อนจะวกกลับมายังกัสอีกครั้งหนึ่ง
ชั่วขณะนั้นภายในดวงแสงสีแดงก็ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจขึ้นมา
“พรศักดิ์สิทธิ์..”
คำพูดที่ยากจะเข้าใจความหมายดังขึ้นมาครั้งหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งราวกับเสียงของอสูรคำพูดนี้เป็นได้ทั้งคำถามและคำตอบในเวลาเดียวกัน
กัสที่นั่งฟังอยู่นั้นก็แค่พยักหน้ารับครั้งหนึ่งโดยไม่พูดอะไรเพราะปากของเขายังไม่ว่างที่จะตอบ
การแสดงออกเช่นนี้สร้างแรงกดดันให้กับเหล่านักรบโดยรอบมากทีเดียวเพราะไม่มีใครเลยในหมู่นักรบที่กล้าทำแบบนี้กับผู้พิทักษ์
กัสอาจจะไม่ใช่คนแรกแต่เขาคือคนที่เด็กที่สุดในหมู่คนที่เคยแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาต่อผู้พิทักษ์
พริบตานั้นความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาสีแดงของอสูรเกราะมันมองไปยังอาหารที่ถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย มองดูจานที่เรียงรายอยู่ด้านข้างก่อนจะมองดูกัสอย่างละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย
“ผลกระทบงั้นหรือ”
“ใช่..”
สิ้นคำตอบทุกเสียงก็เงียบลงอีกครั้งอสูรเกราะที่เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังสนามรบมองดูหัวสิงโตสีดำที่ทำหน้าที่ต้านรับการโจมตีของพวกปีศาจอย่างดุดัน
ภาพของการกัดกินที่โหดร้ายนี้ทำให้อสูรเกราะนึกประหลาดใจไม่น้อยเพราะวิชาที่กัสใช้ออกมานั้นไม่เคยมีอยู่ในบันทึกเล่มไหนที่มันเคยอ่าน
ในฐานะของผู้พิทักษ์ของค่ายนักรบพวกมันมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงบันทึกต่างๆ ของตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่ปกครองทวีปแห่งนี้เกือบทุกวิชาที่ตระกูลเหล่านั้นมีอยู่ พวกมันสามารถเข้าถึงได้ทั้งสิ้น
ต่อให้พวกมันไม่มีสิทธิ์ที่จะศึกษาหรือฝึกฝนวิชาทั้งหมดได้ทว่ามันก็มีสิทธิ์ที่จะได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับวิชาเกือบทั้งหมดในระดับพื้นฐาน
สิ่งนี้เป็นรางวัลที่สร้างแรงดึงดูดให้กับเหล่าเทพอสูรและครึ่งเทพเป็นอย่างมากเพราะมันมีส่วนช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกฝนและสร้างวิชาที่เหมาะสมกับตัวของพวกมัน
ด้วยเหตุนี้อสูรเกราะที่แม้จะเป็นเทพอสูรแต่มันก็มีความรู้มากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะวิชาของตระกูลอันดูวเดธที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากผู้พิทักษ์ทั้งหมดในภาคี
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันกลับไม่รู้เลยสักนิดว่าวิชาที่กัสใช้เป็นวิชาอะไร
สิ่งเดียวที่มันพอจะบอกได้ก็มีเพียงวิชานี้เป็นวิชาโจมตีวิญญาณที่แสนลึกลับของตระกูลอันดูวเดธ
ความเข้าใจนี้สร้างความประหลาดใจให้กับมันมากทีเดียวเพราะมันมองออกว่ากัสคือเผ่าอสูรเผ่าที่ไม่น่าจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้มากนัก แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นสัมผัสของมันกลับบอกให้มันรู้ว่าพลังวิญญาณของกัสนั้นอยู่ในระดับที่เกือบจะเข้าถึงขอบเขตของเตรียมครึ่งเทพแล้ว
ในขณะที่อสูรเกราะตรวจสอบกัสด้วยประสาทสัมผัสของมันมนต์จันทราที่เฝ้ามองอยู่ด้านข้างก็ตระหนักถึงความลึกลับของกัสได้ก่อนแล้วมันจึงมีท่าทีที่ประหลาดใจอย่างมากซ่อนอยู่ในดวงตาสีทองของมัน
“น่าสนใจ..เผ่าอสูรที่มีพลังวิญญาณกล้าแข็ง..ไม่เพียงเท่านั้นพลังชีวิตที่ผนึกไว้ยังอยู่ในระดับเตรียมเทพอสูรอีกด้วยสัตว์ประหลาดตัวใหม่ของตระกูลอันดูวเดธงั้นหรือนี่ เฮ้อ..ช่างเป็นตระกูลที่ลึกลับอะไรขนาดนี้นะ”
ท่ามกลางความเงียบคำพูดของครึ่งเทพจึงดังพอที่จะทำให้นักรบทั้งหมดได้ยินและทำให้พวกมันตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปหลังจากรู้ว่ากัสนั้นผนึกพลังของตัวเองเอาไว้
ส่วนตัวกัสที่โดนเปิดเผยความลับก็ทำได้เพียงขมวดคิ้วเขาไม่ชอบใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขาทำให้เขาไม่สามารถปกปิดความลับเอาไว้ได้
ขณะที่คิดกัสก็มองออกไปยังครึ่งเทพที่เปิดเผยความลับของเขาด้วยความหงุดหงิด
“พูดมากไปแล้วนะปู่!! แก่แล้วก็พูดน้อยๆหน่อยไม่ได้หรือไงกัน”
หากบอกว่าสิ่งที่กัสทำลงไปก่อนหน้านี้ทำให้เหล่านักรบตกใจกลัวแล้วละก็คราวนี้มันก็มากพอที่จะทำให้พวกมันสติหลุดลอยไปชั่วขณะ แนวหน้าที่ถือโล่อยู่ถึงกับตัวแข็งไปชั่วครู่จนเกือบจะทำให้แนวรบถูกทำลายเลยทีเดียว
ครึ่งเทพผู้ลึกลับเองก็อึ้งไปมันฟังคำพูดของกัสด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายก่อนจะหัวเราะออกมาฝืนๆด้วยความรู้สึกที่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เด็กบ้านี่!! เจ้าไม่รู้จักมารยาทหรือยังไงกัน!!”
ต่อหน้าคำดุด่าของครึ่งเทพและแรงกดดันที่กดทับลงมากัสเพียงเค้นเสียงออกมาเบาๆ ด้วยท่าทางที่ดูถูก
“ข้าจะมีมารยาทกับคนที่มีมารยาทเท่านั้นพวกคนแก่ปากมากที่ชอบเปิดเผยความลับคนอื่นแบบท่าน มันไม่คู่ควร!!”
ยิ่งพูดน้ำเสียงของกัสก็ยิ่งแข็งกร้าว ความเกรงใจของเขายิ่งมาก็ยิ่งน้อยลงจนทำให้เหล่านักรบถึงกับหนาวสั่นด้วยความหวาดกลัว
มันต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายนั้นคือตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของค่ายนักรบเป็นครึ่งเทพที่มีพลังอำนาจที่ลึกลับจนไม่มีใครกล้าที่จะเป็นศัตรูด้วย
หากเทียบกับเทพอสูรที่มีความแข็งแกร่งที่เหนือมนุษย์แล้วครึ่งเทพนับเป็นตัวตนที่ลึกลับและทำให้ผู้คนเคารพและหวาดกลัวมากกว่าเทพอสูรมากเพราะความยากในการฝึกฝนกับความหลากหลายของพลังที่ครึ่งเทพมีมันได้สร้างฐานะของครึ่งเทพให้กลายเป็นตัวตนที่ลึกลับและยากจะเข้าใจไป
การที่กัสกล้าพูดแบบนี้ออกมาไม่ใช่ว่าเขากล้าจนบ้าไปแต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางใช้อำนาจของครึ่งเทพมากดดันเขาแน่
และที่สำคัญยิ่งกว่าคือจิตใจของครึ่งเทพไม่ใช่สิ่งที่จะสั่นไหวได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขากัสจึงรู้ดีว่าท่าทางที่ดูหงุดหงิดไม่พอใจนี้เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
ซึ่งผลลัพธ์มันก็เป็นอย่างที่เขาคิดหลังจากถูกคำพูดที่ปราศจากความเกรงใจของกัสเข้าไปแทนที่มนต์จันทราจะโกรธหรือไม่พอใจ มันกลับส่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความยินดีแทนซึ่งทำให้เหล่านักรบแตกตื่นสับสนไปตามๆกัน
“ดี!! ดี!! ดี!!เป็นคนหนุ่มที่อนาคตไกล ใจกล้าดีนี่!! แต่เด็กน้อยหากเจ้าไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่บ้างระวังจะโดนตีนะ”
จากท่าทางของผู้ยิ่งใหญ่ พริบตาเดียวก็กลายเป็นคุณปู่ใจดีที่กำลังสั่งสอนหลานไปเสียอย่างนั้นทำให้นักรบคนอื่นๆ ปรับตัวไม่ถูกจนไม่รู้จะทำสีหน้ายังไงกันเลยทีเดียว
ส่วนกัสนั้นเขาเพียงเค้นเสียงออกมาเบาๆขณะที่ดูดกลืนพลังชีวิตและพลังวิญญาณจากพวกปีศาจอย่างมีความสุข
พวกปีศาจระดับสูงที่อ่อนแอนั้นให้พลังชีวิตกับพลังวิญญาณได้มากกว่าราชาอสูรถึงสิบเท่าเลยทีเดียว
ส่วนขุนพลปีศาจนั้นให้พลังมากกว่าราชาอสูรหลายร้อยเท่าแต่มันก็มีจุดที่น่าเสียดายอยู่บ้างเล็กน้อยคือขุนพลอสูรแต่ละตัวไม่ได้ให้พลังที่เท่ากัน
ตัวแรกสุดให้พลังเท่ากับราชาอสูรกว่า3 พันตัว ตัวที่สองให้พลังเท่ากับราชาอสูร 5 พันตัว ส่วนตัวที่สามเทียบได้กับราชาอสูร 1 พัน 5 ร้อยตัวเท่านั้น
ความแตกต่างนี้ทำให้กัสทั้งประหลาดใจและสงสัยแต่ยิ่งกินพวกมันเข้าไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสับสนและไม่เข้าใจเพราะถ้ามองดูอย่างละเอียดเขาจะพบว่าในหมู่ปีศาจระดับสูงเองก็มีความต่างของพลังเช่นกัน
ในขณะที่กัสเมินผู้พิทักษ์ทั้งสองแล้วหันไปคิดถึงปริมาณของพลังที่แตกต่างกันของพวกปีศาจ
ผู้พิทักษ์ทั้งสองก็หันมามองหน้ากันก่อนจะตกลงกันเงียบๆผ่านสายตาและเริ่มลงมือจัดการกับตัวป่วนที่สร้างความวุ่นวายให้กับสนามรบในที่สุด
“เด็กน้อย..เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังทำผิดกฎของค่ายนักรบ”
“หืม!! ข้าทำผิดกฎงั้นเรอะ!! กฎข้อไหนกัน”
กัสตื่นตัวขึ้นมาในทันทีเพราะว่ากฎของค่ายนักรบเป็นสิ่งที่เขาต้องระวังเนื่องจากอำนาจการปกครองของค่ายนักรบนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากและเขาก็ไม่อยากถูกขับไล่ออกไปด้วยโดยเฉพาะหลังจากที่ได้รู้ว่าการกลืนกินพวกปีศาจให้พลังงานเขามากขนาดนี้
เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของกัสเหล่านักรบก็เริ่มมีความสุขส่วนสองผู้พิทักษ์นั้นก็ได้แต่หัวเราะในใจให้กับปฏิกิริยาตอบสนองของกัสที่บ่งบอกถึงความเป็นเด็กของเขา
“ถูกต้อง..เจ้าทำผิดกฎข้อหนึ่งของค่ายสร้างความวุ่นวายให้กับสนามรบจนทำให้นักรบผู้อื่นต้องพบเจอกับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น”
ทันทีที่กฎถูกเปิดเผยออกมา นักรบบางคนที่คุ้นเคยกับกฎระเบียบดีก็พากันอุทานออกมาเบาๆเพราะพวกมันไม่นึกมาก่อนว่าสิ่งที่กัสทำอยู่ในตอนนี้จะเข้าข่ายความผิดข้อนี้ด้วย
“อ่อ..แล้วข้าจะโดนลงโทษยังไง..”
สีหน้าของกัสในตอนนี้ดูเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดซึ่งทำให้นักรบที่ได้รับความลำบากเพราะเขายิ่งพากันตื่นเต้นยินดีมากขึ้นไปอีก
“ตามกฎ กระทำผิดครั้งแรกจะถูกปรับค่าผลงาน 1 ใน 10 ส่วนแต่ถ้าเจ้าไม่ยอมหยุด ข้าก็ต้องปรับเจ้าเพิ่มอีกครั้งละ 1 ส่วน ว่ายังไงเจ้าหนูจะยอมหยุดแต่โดยดีหรือไม่”
กัสนิ่งอึ้งไปนานสองนานพลางทบทวนค่าผลงานที่อีกฝ่ายพูดก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วตอบกลับไปอย่างหนักแน่นจนทำให้นักรบทุกคนถึงกับสะดุ้งขึ้นมา
“ไม่!!”
คำตอบที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้ผู้พิทักษ์ทั้งสองทั้งประหลาดใจและสนใจในเวลาเดียวกัน
“เจ้าไม่ยอมหยุดจริงๆ เตือนครั้งที่ 2..”
“ไม่!!”
บรรยากาศภายในสนามรบเปลี่ยนแปลงเป็นหนักอึ้งขึ้นมาในทันที ไม่ว่าคำเตือนจะถูกกล่าวออกมาสักกี่ครั้งกัสก็ยังยืนยันคำเดิม ยิ่งเขาพูดหัวสมองของนักรบทุกคนก็ยิ่งสั่นสะเทือนพวกมันตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไปเพราะคำตอบที่เขาตอบออกมาเป็นสิ่งที่พวกมันไม่เคยคิดฝันว่าจะมีคนพูดแบบนี้
อย่างช้าๆทีละคำๆ ราวกับการเล่นเกมถามตอบ จากคำเตือนครั้งที่ 2 ไปจนถึงคำเตือนครั้งสุดท้ายถูกเอ่ยออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าคำตอบรับของกัสก็ยังเป็นคำเดิมนั่นคือ
“ไม่!!”
สิ้นคำตอบรับครั้งสุดท้าย ค่าผลงานของกัสก็ถูกหักออกไปจนหมดสิ้นไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ส่วนเดียวถึงตอนนี้เหล่านักรบที่มีความสุขก็เริ่มมีสีหน้าแปลกๆ แล้ว
ช่วงแรกพวกมันยังตื่นเต้นยินดีที่ค่าผลงานของกัสถูกหักเพราะการหักค่าผลงานของกัสนั้นจะทำให้ส่วนแบ่งของพวกมันเพิ่มสูงขึ้นตามกฎของค่าย
ยิ่งถูกหักออกไปมากเท่าไหร่ผลงานที่กัสทำได้ก็จะถูกหักออกไปให้นักรบคนอื่นๆ มากขึ้นเท่านั้นจนกระทั่งผลงานทั้งหมดถูกหักออกไปโดยสมบูรณ์พวกมันก็เริ่มสับสนและไม่เข้าใจเพราะไม่มีใครเลยในที่นี้ที่จะยินดีทำงานหนักโดยไม่รับผลตอบแทน
“ดี..ข้ากล่าวเตือนครบสิบครั้งแล้ว เจ้าล้วนตอบปฏิเสธตามกฎเจ้าจะไม่ได้รับค่าผลงานอีกต่อไป..”
สิ้นคำประกาศของผู้พิทักษ์ สีหน้าของกัสก็ยังคงนิ่งเฉยเขาไม่สนใจสักนิดว่าเขาจะได้รับค่าผลงานเพราะสิ่งที่ค่าผลงานแลกได้ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับเขาเลย
ในสายตาของเขาพลังที่เขาได้จากการกลืนกินพวกปีศาจมีค่ามากกว่านั้นมาก
เมื่อเหล่านักรบเห็นท่าทางที่สงบนิ่งเยือกเย็นของกัสพวกมันก็เริ่มสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครหรอกที่จะมีความสุขอยู่ได้หลังจากถูกหักค่าผลงานออกไปจนหมดแบบนี้
ยิ่งพวกมันมองกัสพวกมันก็ยิ่งสับสนต่างกับผู้พิทักษ์ทั้งสองที่ยิ่งมองดูเขามากเท่าไหร่ความเอ็นดูในสายตาของพวกมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับความชื่นชม
“เจ้าหนูข้าขอเตือนเอาไว้ก่อน..หากเจ้ายังทำเช่นนี้ต่อไปแล้วทำให้ใครบางคนได้รับอันตรายจากการกระทำของเจ้าเจ้าจะต้องถูกลงโทษหนักเป็น 2 เท่า”
“ไม่มีปัญหา..ข้าแค่ระวังเอาไว้ก็พอใช่ไหม ยังไงนักรบที่นี่ก็ไม่ใช่พวกอ่อนหัดอยู่แล้วนี่”
อสูรเกราะพยักหน้ารับ มันมองดูกัสด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขณะที่มันมองออกไปรอบด้าน มองดูเหล่านักรบที่เริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะพวกมันไม่เข้าใจว่าทำไมกัสที่ทำผิดกฎถึงยังไม่ถูกลงโทษหรือห้ามปรามใดๆ
“พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่..เจ้าเด็กคนนี้ถูกลงโทษตามกฎของค่ายนักรบแล้วต่อจากนี้ผลงานที่มันทำได้ทั้งหมดจะกลายเป็นส่วนแบ่งของพวกเจ้า ดังนั้นจงทำงานต่อไปและระวังตัวให้ดีเพราะว่ากฎของค่ายไม่อนุญาตให้ใครฉวยโอกาสนี้เรียกรับผลตอบแทนเด็ดขาด”
คำพูดประโยคนี้สร้างความสับสนให้กับนักรบจำนวนมากในขณะที่นักรบอีกจำนวนหนึ่งคล้ายกับเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้
ถึงจุดนี้พวกมันก็เข้าใจแล้วว่าการก่อกวนของกัสจะไม่ถูกหยุดและคนที่คิดจะปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บเพื่อเรียกรับค่าชดเชยจากการก่อกวนก็จะไม่ได้รับการให้อภัยเช่นกัน
กฎของค่ายมีไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักรบในค่ายไม่ได้มีไว้เพื่อให้พวกมันหาประโยชน์จากคนอื่น
คำพูดนี้ถือเป็นคำเตือนและคำอธิบายถึงบทสรุปของกัสที่ไม่ยอมทำตามกฎของค่าย
ท่ามกลางความสับสนผู้พิทักษ์ทั้งสองพากันเดินจากไปอย่างเงียบๆจนทำให้นักรบที่ยังไม่เข้าใจเกิดความเดือดดาลขึ้นมา
“ท่านผู้พิทักษ์!! ท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!!ทำไมท่านไม่หยุดเจ้าเด็กบ้านี่ละ!!”
ผู้พิทักษ์ทั้งสองหยุดนิ่งไปในทันทีพวกมันหันมามองหน้ากันโดยไม่อาจอ่านอะไรได้เลยนอกจากสายตาของอีกฝ่ายจากนั้นพวกมันก็หันกลับไปมองนักรบที่เรียกร้องหาความรับผิดชอบจากพวกมัน
“เจ้าโง่หรือเปล่า..”
คำถามที่ถูกส่งกลับมานั้นทำเอานักรบที่ออกมาเรียกร้องด้วยความไม่พอใจถึงกับสะอึกไปทันทีสีหน้าของมันยังคงสับสนและไม่เข้าใจทั้งยังมีความอับอายที่ทำให้มันโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก
“ข้าขอถาม..พวกเจ้ามาที่ค่ายนักรบเพื่ออะไร”
คำถามนี้ไม่มีใครตอบเพราะคำตอบมันเป็นสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดออกมาอีก
“เจ้าน่าจะรู้ดีและไม่ใช่แค่พวกเจ้า ตัวข้าเองก็เช่นกันพวกเรามาเพื่อผลประโยชน์ของพวกเราเอง ทำงานหนักเสี่ยงตายปกป้องเมืองแห่งนี้เอาไว้ก็เพื่อผลประโยชน์”
คำตอบนี้อาจจะเหนือความคาดหมายของใครหลายๆ คนไปบ้างแต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคำตอบนี้คือความจริง
ต่อให้บางคนจะอ้างว่าทำลงไปก็เพื่อเกียรติยศของตนเองหรือความยุติธรรมและความปลอดภัยของเมืองแต่พวกมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกมันทำลงไปนั้นก็เพื่อผลตอบแทน
ถึงตอนนี้นักรบอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจก็ตระหนักได้ว่าคำถามนี้เป็นคำถามของคนโง่อย่างแท้จริง
กัสถูกตัดค่าผลงานออกไปจนหมดแล้วในตอนนี้สิ่งที่เขาทำจะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ จากค่ายทั้งสิ้นเช่นนี้การกระทำของเขาย่อมให้ผลประโยชน์กับพวกมันอย่างเต็มที่แล้วพวกมันจะยังไม่พอใจอะไรอีก
ไหนจะไม่ต้องเหนื่อยแรงและเสี่ยงให้มากเกินไปทั้งยังได้ผลตอบแทนเหมือนเดิม ผลลัพธ์แบบนี้มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ยังไม่พอใจ
นักรบที่เอ่ยปากถามก็เหมือนจะตระหนักได้ถึงคำตอบนี้แล้วใบหน้าของมันจึงกลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย
เมื่อเห็นว่าทุกคนรู้ดีแล้วผู้พิทักษ์ทั้งสองก็เค้นเสียงออกมาเบาๆ พลางส่ายหน้าก่อนจะหมุนตัวกลับไปอย่างช้าๆ
วินาทีนั้นข่ายอาคมก็ถูกฉีกออกอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของขุนพลปีศาจตัวที่4
ช่วงเวลานั้นผู้พิทักษ์ทั้งสองเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหวอีกครั้งแต่ก่อนที่พวกมันจะได้ทำอะไร ลำแสงสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนก็ถูกยิงออกมาจากหัวสิงโตสีดำที่ลอยอยู่
พริบตานั้นขุนพลปีศาจที่น่ากลัวก็ทรุดลงราวกับตุ๊กตาตัวหนึ่งมันล้มลงกับพื้นก่อนจะถูกฝูงสิงโตนับไม่ถ้วนรุมขย้ำและกลืนกินลงไปอย่างน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเห็นภาพนี้ผู้พิทักษ์ทั้งสองก็หันมามองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
สำหรับพวกมันสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเพียงบทหนึ่งของการกำเนิดวีรบุรุษคนใหม่เท่านั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นครั้งแรก
หากแต่เกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งและผลลัพธ์จากเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนั้น ก็มักจะให้กำเนิดผู้พิทักษ์คนใหม่ของค่ายนักรบอีกด้วย
สำหรับพวกมันเหตุการณ์ในวันนี้เป็นเพียงข่าวดีที่น่าจดจำเท่านั้น