บทที่ 1
แต๊ก แต๊ก แต๊ก เสียงฝีเท้าที่พยายามก้าวเดินบนแผ่นหินอย่างยากลำบากค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชายแก่ผมสั้นที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เขาค่อย ๆ ถอดแว่นแล้วเอานิ้วโป้งคั่นหน้าที่ยังอ่านไม่จบเอาไว้แล้วหันไปมองตามเสียง แล้วเค้าก็ได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินด้วยรองเท้าเกี๊ยะอย่างไม่ค่อยถนัดนัก เด็กสาวสวมใส่ชุดกิโมโนสีดอกโบตั๋นดูชื่นตากำลังเดินเข้าไปในสวนหย่อมอันร่มรื่นด้วยความทุลักทุเล แต่เมื่อพลันเหลือบไปเห็นคุณปู่ของตนเองค่อย ๆ หันหน้ามามองก็ยิ้มระรื่น เธอรีบก้าวเดินให้เร็วขึ้นด้วยความดีใจ ชายแก่เห็นดังนั้นก็แอบขำกับตัวเอง หลานสาวที่นาน ๆ จะแวะมาหาตนสักทีหนึ่ง เติบโตขึ้นจนเขาเองก็อดนึกไม่ได้ว่า ตัวเองแก่ลงไปแค่ไหนกันแล้ว เขาถอนหายใจให้ความคิดของตัวเองเบา ๆ แล้วตัดสินใจ วางหนังสือในมือ แล้วไม่รอช้า รีบฉวยถ้วยชาแล้วหงายเพิ่มขึ้นอีกใบ มือของชายชาตรียกกาน้ำชาขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆ รินน้ำชาใส่แก้วอย่างใจเย็น
“สวัสดีค่ะคุณปู่” เด็กสาวหอบหายใจพลางยิ้มระรื่น เธอเอ่ยทักเขาด้วยความตื่นเต้น
“มาทันเวลาชมดอกโบตั๋นพอดีเลยล่ะ” ชายแก่วางกาน้ำชาแล้วยกแก้วส่งให้เด็กสาว เธอเห็นดังนั้นจึงรีบนั่งลงที่เก้าอี้หวายใกล้ๆ แล้วยื่นมือไปรับแก้วน้ำชาอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้นานาชนิดที่นำมาทำชาชั้นดีชวนให้เธอยิ้มออกมาด้วยความชื่นใจ กลิ่นหอมละมุนของชาชวนให้หายเหนื่อยได้ดีจริงๆ
“หลานกลัวว่าช้าไปกว่านี้ คุณปู่จะหนีไปเมืองอื่นอีกนิคะ” เด็กสาวว่าพลางค่อยๆ จิบชา “ชาที่พ่อบ้านเถาทำให้หรือคะ”
“อาเถาไม่ชงชาแล้วใครจะชงล่ะ”
“พ่อบ้านเถาเลือกวัตถุดิบชงชาได้เก่งจริงๆ ฝีมือไม่ตกเลย” ว่าพลางยกดื่มอึกสุดท้าย เด็กสาวค่อยๆ วางแก้วชาลงบนโต๊ะ แล้วรีบหันหน้ามาจ้องชายแก่ด้วยดวงตาออดอ้อน เห็นแบบนี้แล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าหลานสาวน่าจะอยากพูดอะไรกับเขามากกว่ามานั่งจิบชาด้วยกัน “เห็นคุณย่าบอกว่า เ้าคุณปู่จะไปเมืองใหญ่อีกแล้ว พาหลานไปได้รึเหล่าคะ หลานจะได้ฝึกช่วยงานเ้าคุณปู่”
“ไม่ได้หรอก ปู่ไปทำพิธีปลุกดวงิญญากุยหรง แล้วก็ต้องไปปลุกิญญาเกนบุด้วย มันอันตราย”
“หลานฟันดาบได้นะคะ ฝึกมาแล้ว หลานไม่บอบบางขนาดนั้นนะ”
“ไม่ใช่แค่เื่อันตรายแบบนั้น แต่ที่นั่นน่ะ ติดต่อกับคนภายนอกลำบากมากนะ ไม่มีตลาดให้เดินเล่น หรืองานวัดอะไรหรอก ต่อให้ไม่เจออันตราย ก็ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากชมดอกไม้กับอ่านหนังสือ เดี๋ยวหลานก็เบื่ออยู่ดี” เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยปากตอบด้วยความมั่นใจ
“หลานไม่ห่วงเื่นั้นเลยค่ะ หลานพบงานอดิเรกใหม่แล้ว” เธอหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดออกไปสุดเสียง “หลานชอบการจดบันทึกเื่ราวค่ะ”
“จดบันทึกงั้นเหรอ ปู่มีทัชสึคอยช่วยอยู่แล้ว ไม่ต้องหรอก”
“คุณปู่ ฤดูร้อนนี้ หลานไม่ได้อยากมาไกลถึงญี่ปุ่นแล้วก็อยู่บ้านอย่างเดียวนะคะ” เด็กสาวว่าพลางกำมือแน่น
“หลานต้องไปทำพิธีปลุกพลังตะเกียง อยู่บ้านกับย่านั่นแหล่ะ แล้วปู่จะให้อาเถาพาไปพร้อมกับย่า”
“แค่ปลุกพลังตะเกียง ฝากคุณย่าไปก็ได้นิคะ มิกิก็ยังฝากเลย”
“มันไม่...”
“ขอโทษครับคุณท่านมัตสึยามะ” ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมา “คุณนายฝากมาบอกว่า คุณหนูมิกิเดินทางมาถึงแล้ว แต่ตอนนี้คุณหนูร้องไห้ใหญ่เลยครับ” อาเถา หรือ จิ่งซือเถา ชายแก่ผมสีเทาในชุดกิโมโนสีน้ำเงินเข้ม เดินเข้ามาพร้อมซามูไรหนุ่มอีกสองคน
“มิกิจังเป็อะไร” มัตสึยามะเปลี่ยนท่าทีจากคนแก่ใจดีเป็เคร่งขรึมทันที
“เห็นว่าตะเกียงเสียหายระหว่างทางครับ”
“อะไรนะ?!” “ไม่จริง!!” ทั้งสองคนปู่กับหลานอุทานเสียงดังด้วยความใ เด็กสาวเอามือปิดปาก ดวงตาโตจ้องมองไปยังพ่อบ้าน เมื่อประคองสติตัวเองกลับมาได้ก็ไม่วาย รีบร้อนผวาเข้าไปกอดแขนผู้เป็ปู่เสียแน่น “ทำยังไงดีคะ?! คุณปู่ มิกิจังจะแย่มั้ย?” ชายแก่ถอนหายใจยกใหญ่ เขาหันหน้ามามองหลานสาวคนโตครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับไปหาพ่อบ้าน “เตรียมพิธีผสานิญญา ฉันจะทำพิธีเอง”
“ครับ” อาเถาหันหน้าไปมองซามูไรทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เ้า ไปเตรียมสถานที่ ส่วนเ้า พาคุณนายกับคุณหนูมิกิไปเตรียมตัว” ซามูไรทั้งสองคนรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกจากสวนไปทันที มัตสึยามะมองตามซามูไรสองคนนั้นจนลับสายตาแล้วจึงหันมามองหน้าหลานสาวคนโตของตัวเองที่กำลังจ้องมองหน้าตนด้วยความกังวลใจ
“น้องจะเป็อะไรหรือเปล่าคะ” ยิ่งถาม มือก็ยิ่งบีบแขนของเขาให้แน่นยิ่งขึ้น บีบแน่นให้เท่ากับความอยากรู้ที่มันรัดสุมอยู่ในอก
“ไม่เป็ไรหรอก แต่ตะเกียงน่ะ จะสื่อกับมิกิไม่ได้”
“สื่อไม่ได้ แล้วมันอันตรายหรือเปล่าคะ” ชายแก่เอื้อมมือไปจับบ่าของหลานสาวแน่น ดวงตาแสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่กับสิ่งที่กำลังจะพูด “สื่อไม่ได้ ก็แปลว่า มิกิจะเจ็บป่วยง่ายขึ้น โชคร้ายก็อาจถึงขั้นเืออกทั่วร่างจนตาย”
“ไม่จริง!!” เด็กสาวได้ยินแล้วก็แทบจะทรุดตัวลงกับพื้น เธอไม่เคยรู้เลยว่าใจหายมันเป็ยังไง แต่ตอนนี้หัวใจเธอวาบโหว่ง มันไม่เจ็บแต่กลับทำให้เธอน้ำตาปริ่มได้อย่างน่าประหลาด ไม่รู้ทำไม แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกเหมือนดวงใจมันหายไป
“ปู่ล้อเล่น ไม่หนักหนาขนาดนั้นหรอก...เรานี่ก็ขี้แงไม่หายเลย” ชายแก่ใช้มือทั้งสองประคองหลานเอาไว้
“เื่แบบนี้ ล้อเล่นได้ที่ไหนล่ะคะ” เด็กสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองสองสามครั้ง “แล้วคุณปู่จะช่วยน้องได้ใช่ไหมคะ” ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่กลับเจื่อนลงเล็กน้อย เขาค่อยๆ ประคองให้หลานสาวคนโตของเขาลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้หวายตัวเดิม
“ไม่ต้องห่วงหรอก” มัตสึยามะเอ่ยปลอบด้วยหวังจะคลายความเคร่งเครียดลง “แต่พวกเราต้องทำพิธีั้แ่ก่อนพระอาทิตย์ตกดินวันนี้ ไปจนถึงก่อนเช้าตรู่ แล้ววันถัดไปก็ต้องรีบทำพิธีปลุกพลังตะเกียง” เด็กสาวมองหน้ามัตสึยามะด้วยสายตาคาดคั้น เธอไม่ได้อยากรู้ว่าจะต้องทำอะไร เธอเพียงแต่อยากรู้ว่ามิกิจังจะปลอดภัยจริงๆ หรือไม่ “ปู่อยากให้หลานร่วมพิธีนี้ด้วยนะ” เป็ประโยคที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินจากปู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย
“แต่...หนูไม่รู้วิธีอะไรเลยนะคะ...”
“ไม่เป็ไร ถือเสียว่าฝึกงาน ก่อนจะทำพิธีให้กุยหรงได้ ก็เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ไปก่อน”
“หมายความว่า ต่อจากนี้ไป หนูจะได้ไปทำพิธีที่กลางหุบเขากับเ้าคุณปู่เหรอคะ?”
“ถ้าผสานิญญาแล้ว มิกิจะต้องพักฟื้นอีกหลายวันเลยล่ะ ระหว่างนั้น ถ้าปู่ไม่อยู่ ปู่ไม่ไว้ใจหรอก ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหล่ะ” เด็กสาวมองหน้ามัตสึยามะอย่างมีความหวัง เธอดีใจจนเกือบจะลืมไปเสียแล้วว่ามีอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำทุกปี
“แล้วใครจะปลุกพลังตะเกียงล่ะค่ะ?”
“ถ้ามีอาเถากับทัชสึล่ะก็ ไม่เป็ไรหรอก หลานไปเตรียมตัวกับย่าเถอะ”
“ค่ะคุณปู่” เด็กสาวใช้มือปาดน้ำตาลวกๆ อีกครั้ง แล้วก้าวเท้าวิ่งออกไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมัตสึยามะเห็นเด็กสาววิ่งไปจนลับสายตาแล้ว สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ก็กลับนิ่งเฉยขึ้นมาอีกครั้ง มือหนาคว้าบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อกิโมโนของตนเองแล้วส่งให้พ่อบ้านที่ยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ
“อาเถา เอาไปใช้ห่อโคมตะเกียง ดูให้ดีๆ อย่าให้ชิ้นส่วนใดหล่นหาย โดยเฉพาะหัวใจตะเกียง”
“ครับ คุณมัตสึยามะ” อาเถารับผ้าผืนนั้นมาเก็บเข้าในแขนเสื้อกิโมโนของตนแล้วเดินจากไป
เกือบจะพลบค่ำแล้ว ตอนนี้ในห้องโถงใหญ่ที่นี่มีแต่ผู้ชายสวมชุดกิโมโนที่ดูแปลกตา มานั่งคุกเข่าล้อมวงพร้อมท่องบทอัญเชิญเทวดา มือของนักพรตเ่าั้ประสานเข้าด้วยกันยกเว้นนิ้วชี้กับนิ้วโป้งทั้งด้านซ้ายและด้านขวาที่ััแต่เพียงปลายนิ้วเท่านั้น ใจกลางวงที่โดยล้อมรอบนั้นมีก้อนหินสีแดงก่ำลอยอยู่ในอากาศ รอบๆ หินก้อนนั้นมีเศษผงส่องประกายสีเงินหลายชั้นลอยวนเวียนอยู่ และดูเหมือนจะวิ่งวนรอบหินสีแดงนั้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่นักพรตเ่าั้เปลี่ยนบทสวด สิ่งที่อยู่ด้านล่างหินก้อนนั้นคือเด็กสาวคนหนึ่ง ผมสั้นดำขลับติดกิ๊บหลากสีสัน เธอใส่ชุดกิโมโนสีชมพูลายดอกโบตั๋นคล้ายของเด็กสาวอีกคน ต่างกันที่อีกคนนั้นดูโตกว่าหลายปีอยู่ ด้านข้างเป็หญิงสาวสูงอายุคนหนึ่งที่ดูคล้ายจะเป็ที่น่าเกรงใจของหลายๆ คนในที่แห่งนี้ เธอสวมใส่ชุดกิโมโนสีขาวที่ทอลายดอกไม้สีเงินเหมาะกับ่ฤดูร้อน เอบิคาดเอวก็เป็ทรงแปลกตาที่ใครๆ เห็นก็ต้องรู้ดีว่าสั่งตัดจากช่างที่มีฝีมือดีเท่านั้น ด้านหน้าของทั้งสองเป็โต๊ะขนาดเล็ก ที่มีโคมตะเกียงขนาดย่อมสีทองวางอยู่ ลักษณะของฐานรองตะเกียงเป็รูปดอกโบตั๋นที่กำลังบานสะพรั่งประดับรายล้อมสวยงาม ดูเหมาะสมกับจะเป็โคมตะเกียงของเด็กผู้หญิง อีกด้านเป็โคมตะเกียงโบราณ ที่มีแสงสีเงินส่องทอประกายออกมาราวกับแสงจันทร์ที่ทอดผ่านผิวน้ำ เด็กสาวนั่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นพลางกระเถิบเข้าไปโอบกอดคนข้างตัว เธอเอ่ยปากถามหญิงชราอย่างหวั่นๆ
“คุณย่า พวกเค้าทำอะไรกับตะเกียงของหนูกันคะ” มือเรียวเล็กดึงชายแขนเสื้อของย่าตนเองเพื่อดึงความสนใจ
“ซ่อมหัวใจตะเกียงจ่ะ” มือเรียวที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยค่อยๆ เอื้อมออกไปจับมือหลานทั้งสองข้างแล้วเอามากุมไว้ ดวงตาเฉี่ยวคมของเธอมองหน้าหลานอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะ หัวใจตะเกียงของหลาน ย่าเป็คนผนึกให้เองั้แ่หลานเกิด ไม่มีอะไรทำลายได้หรอกจ่ะ ถ้าไม่โดนกินน่ะนะ” เสียงหญิงชราเอ่ยปลอบปนพูดติดตลก ก็แค่เพื่อหวังจะให้หลานสาวตัวน้อยสบายใจมากขึ้น
“ค่ะ คุณย่า”
สาวน้อยซบตัวลงกับผู้เป็ย่า แล้วจ้องมองหินสีแดงก้อนนั้นไม่หยุด ประกายสีเงินแวววับที่วิ่งวนรอบหินก้อนนั้นค่อยก่อตัวหนาขึ้นกว่าเมื่อครู่ จนเหมือนกับว่ากำลังโอบล้อมหินก้อนนั้นเอาไว้
“เอาล่ะ ใกล้ได้เวลาผนึกหัวใจตะเกียงแล้ว”
เธอหันมาจับที่ต้นแขนของหลานแล้วจัดท่าทางให้นั่งตัวตรง เมื่อเห็นว่าหลานสาวอยู่ในท่านั่งที่เตรียมพร้อมแล้ว เธอจึงเอื้อมไปช้อนโคมตะเกียงโบราณตรงหน้าขึ้นมาแล้วประคองตัวยืนขึ้น
“์ ท้องฟ้า อรุณเทพและทิวา....” ตะเกียงในมือของเธอเริ่มเปล่งแสงสว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินวิ่งวนรอบตะเกียงก่อให้เกิดลมพายุรอบๆ ตัวของเธอ “...ขออัญเชิญิญญาของข้า...เรย์ชิ” สิ้นเสียงประโยคสุดท้าย ลมพายุรอบๆ ตัวก็ก่อตัวขึ้นกลายเป็ร่างของสุนัขจิ้งจอกขนาดใหญ่ มีรูปทรงกะโหลกกลม หน้ายาว ปลายจมูกและปากเป็สีดำสนิท ใบหูชี้ตรงเป็สีน้ำตาลไหม้เหมือนกับขนที่ปลายหางทั้งเก้าหาง ตามลำตัวปกคลุมไปด้วยขนสีขาวที่ทั้งหนาและฟูฟ่อง ส่องประกายสีเงินคล้ายแสงจันทร์ เหล็กของโคมตะเกียงอยู่ดีๆ ก็ยืดตัวออกแล้วบิดงอเป็รูปวงกลมสองอันเล็กๆ ก่อนจะพุ่งเข้ารัดข้อมือของหญิงแก่จนเกิดแสงวาบแสบตา แล้วแทนที่ด้วยประกายแสงสีเงินจากกำไรข้อมือทั้งสองข้างกับลูกไฟที่ค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในมือของเธอ
หลานสาวตัวน้อยของเธอนั่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดตัวเอง ดวงตากลมจ้องหญิงชราเขม็งไม่วางตา นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นสิ่งเหล่านี้ ั้แ่โตขึ้นมา เธอได้ยินพ่อกับแม่เล่าว่าเด็กๆ ลูกหลานของบ้านมัตสึยามะ ไม่ว่าจะเป็หลานทางตระกูลไหนก็แล้วแต่ จะได้รับการผูกิญญาั้แ่เด็ก ซึ่งจะผูกกับิญญาเทพอะไรก็แล้วแต่ว่าครอบครัวจะเลือกชิ้นส่วนหัวใจตะเกียงยังไง ตัวเธอเองก็มีตะเกียงนี้ติดตัวมาั้แ่เด็ก เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องพกไปด้วยตามที่พ่อกับแม่ของเธอบอก แต่เธอก็ไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งที่เธอพกติดตัวตลอดนั้น จะมีความพิเศษได้ขนาดนี้ นึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเคยทำตะเกียงหล่นกับพื้นครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเธอรีบวิ่งเข้าไปคว้าตะเกียงขึ้นมาตรวจดูว่าเสียหายตรงไหน แต่เธอก็ต้องใกับสิ่งที่เห็น เธอเห็นเหมือนกลางโคมตะเกียงมีไฟอะไรบางอย่างสีเงินเปล่งแสงออกมา เธอพยายามจะเปิดดูว่าด้านในมีอะไร แต่ก็เปิดไม่ออก ตอนนั้นเธอก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
“มิกิจัง” เสียงของหญิงชราเอ่ยเรียก เธอยื่นมือออกไปตรงหน้าสาวน้อย มิกิเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วคว้ามือของหญิงชราเอาไว้ “ไปหยิบตะเกียงมาสิจ๊ะ” เธอพยักหน้าแล้วผละมือออกไปหยิบตะเกียงอย่างว่าง่าย เด็กสาวเขยิบกลับมายืนใกล้ๆ ผู้เป็ย่าในขณะที่ตัวเองก็พยายามประคองโคมตะเกียงอันใหม่ของตนเองอยู่ หญิงชราเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้วจึงหันไปทางสุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่ข้างๆ เธออีกครั้ง เธอยื่นมือออกไปขยี้หูหมาจิ้งจอกด้วยความเอ็นดูแล้วเอ่ยปากเพียงสี่คำเท่านั้น “ปกป้องพวกเรา” สิ้นเสียงสี่คำนั้นหางของจิ้งจอกเงินก็แผ่กางออกแล้วมาล้อมรอบตัวเธอกับหลานสาวเอาไว้ เสียงบทสวดที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กลับกลายเป็เหมือนกำลังท่องวนอยู่ไม่กี่ประโยค ดวงตากลมโตของเด็กสาวมองเห็นหินที่มีแสงสีเงินล้อมรอบค่อยๆ ลอยต่ำลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท ขนหางฟูฟ่องล้อมรอบปกคลุมเธอกับหญิงสูงอายุเอาไว้จนเธอไม่สามารถมองเห็นอะไรด้านนอกได้เลย เหลือเพียงอย่างเดียวที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนก็คือ หินก้อนนั้น ที่ตอนนี้ลอยอยู่เหนือโคมตะเกียงของเธอ
“มองหัวใจตะเกียงเอาไว้นะมิกิ มันทำมาจากเขี้ยวลูกจิ้งจอกเงิน เป็สิ่งที่มีไว้เพื่อคุ้มครองหนูยังไงล่ะ” เธอก้มลงพูดใกล้ๆ หลานตัวน้อย
“คุ้มครองงั้นหรอ....” ไม่ทันที่สาวน้อยจะได้ทำความเข้าใจอะไร แสงประกายสีเงินที่ล้อมรอบก้อนหินอยู่นั้นก็คลายออกแล้วเปลี่ยนเป็มาล้อมรอบตัวเด็กสาวแทน
“ผสาน” แก๊ก แก๊ก... เสียงเคาะกำไรทั้งสองข้างเข้าด้วยกันดังขึ้นหลังจากที่หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แสงสีเงินที่ลอยล้อมรอบตัวเด็กสาวแปลเปลี่ยนเป็ค่อยๆ ห่อหุ้มตัวเธอั้แ่หัวจรดถึงเท้า แสงประกายนั่นลอยเข้าใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่อยๆ ซึมเข้าตามผิวกายของเด็กสาวอย่างช้าๆ เธอััได้ถึงอะไรบางอย่างเหมือนจะวิ่งไปทั่วร่าง แต่มันไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ
“*&^%$#@................” เสียงสวดมนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวนั่งอยู่บนฟูกนั่งสำหรับแขกมองคุณปู่อย่างใจจดใจจ่อ เธอไม่เข้าใจว่าถ้าจะให้นั่งเฉยๆ แล้วจะให้เธอร่วมพิธีเพื่ออะไร
“คุณปู่คะ...” เด็กสาวเอ่ยเรียก เธอพยายามจะลุกขึ้นจากฟูกแต่ก็โดนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“คุณหนูนั่งรอก่อนเถอะครับ คุณท่านจะต้องสวดจนกว่าคุณนายใหญ่กับคุณหนูเล็กจะทำพิธีเสร็จนะครับ”
“ค่ะ” สาวน้อยทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย แต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าห้องโถงนี้ช่างดูแปลกตาเสียเหลือเกิน ปกติแล้วเธอเคยเห็นห้องโถงลักษณะแบบนี้ที่บ้านของคุณย่าทวดที่แถบชานเมือง ซึ่งเป็ห้องโถงที่คุณย่าทวดของเธอมักจะใช้เก็บสะสมใบชา ดอกไม้ หรือไม่ก็พวกสมุนไพรอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ส่วนพื้นที่ตรงกลางที่เป็พื้นดินอัดแน่น คุณย่าทวดของเธอก็จะเอาไว้ใช้สำหรับปรุงยาหรือไม่ก็พวกเครื่องหอม ซึ่งพื้นดินจะถูกขุดให้พอดีกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้ก่อไฟเท่านั้น แต่พื้นดินที่นี่กว้างมาก เธอไม่เคยเห็นพื้นดินที่กว้างขนาดนี้อยู่ในห้องโถงใหญ่มาก่อน
ในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะผ่านไปด้วยความราบรื่นก็ปรากฏแสงสีขาวลอยอยู่เหนือบริเวณที่หญิงแก่และหลานสาวกำลังทำพิธีอยู่ เริ่มจากเป็วงกลมจุดเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ มีไฟกระพริบแทรกออกมา เกิดเป็แสงคล้ายกับสายฟ้าสีขาวที่กระพริบวูบวาบอยู่กลางอากาศ สาวน้อยจ้องมองไปที่แสงนั้นไม่วางตา สวยจัง...
สายฟ้าสีขาวยังคงกระพริบวูบวาบอยู่กลางอากาศ แต่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนกับสายฟ้าที่จะพบได้กับลมพายุ แล้วอยู่ ๆ คลื่นลมก็ก่อตัวขึ้นแล้วพัดผ่านปะทะกับลำตัวของผู้คนที่อยู่ในห้องโถง และเมื่อคลื่นลมพัดเข้าปะทะกับใบหน้าของมัตสึยามะ เขาก็ลืมตาขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ในฐานะเ้าสำนัก เขารีบคว้ามีดพกของตัวเองออกมาจากแขนเสื้ออย่างไม่รอช้า มัตสึยามะใช้มีดเฉือนผ่านฝ่ามือของตัวเองโดยไม่เกิดรอยแผลใหญ่มากนัก แล้วใช้ทั้งสองมือจับที่ด้ามมีดแน่น เืที่ไหลซึมออกมาจากฝ่ามือค่อยๆ ไหลผ่านไปยังมณีก้อนหนึ่งที่ฝังอยู่ตรงปลายด้ามจับ “ข้าขอใช้โลหิตอัญเชิญ เขตอาคม เกนบุ เมนเซขิ!!” แสงสว่างรูปทรงคล้ายกระดองเต่าขนาดมหึมาปรากฎขึ้นตรงกลางห้องโถง แล้วค่อยๆ แผ่ขยายออกครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ชายแก่เห็นแน่ชัดแล้วเขตอาคมของเขาปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถง เขาจึงเริ่มสวดมนต่ออีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าอันตรายที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้มาจากแสงสีขาว้า แต่เป็ช่องลมที่มีเงาบางอย่างกำลังคืบคลานออกมาจากทางด้านหลังของคุณหนูใหญ่ต่างหาก
เวลาผ่านไปไม่นานมากนักหญิงชราก็โผลตัวออกมาจากขนหางฟูนิ่มของจิ้งจอกคู่ใจ สายตาของเธอหันไปเพื่อจะสบตากับสามีของตัวเองกับหลานสาวคนโตที่กำลังนั่งรออยู่ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยพูดอะไร ด้านหลังหลานสาวเธอก็ปรากฏเงาของอสูรกายตัวใหญ่ั์ มันกำลังจะตะหวัดหางพุ่งเข้าหาสามีกับหลานสาวของเธอ
“ระวัง!!” เธอรีบะโบอก มัตสึยามะได้ยินดังนั้นก็รีบหันหน้าไปหาหลานคนโตของตัวเอง มือเขากำมีดพกที่ชุ่มไปด้วยเืเอาไว้แน่น นักพรตแก่เตรียมที่จะวาดมีดตัดผ่านอากาศเพื่ออัญเชิญิญญาศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่ทันเ้าสัตว์ร้ายนั้น เงาั์นั้นอ้าปากร้องคำรามเสียงดัง ทำให้เกิดคลื่นลมที่พัดสวนกระแสไปมาภายในห้องโถง นักพรตทั้งหลายที่กำลังสวดทำพิธีอยู่ต่างถูกสายลมพัดสวนเข้าร่าง ทำให้ต้องล้มเข่าทรุดกันหมด รวมไปถึงตัวชายแก่เองก็โดนแรงกระแทกของลมจนล้มหงายหลังลงไปกับพื้น
“คุณปู่” เด็กสาวเห็นคุณปู่ของตัวเองล้มลงก็รีบลุกขึ้นเตรียมจะก้าวขาวิ่งเข้าไปช่วย
“คุณหนูครับ อย่า!!” “กรี๊ด” เด็กสาวกรีดร้องเสียงดัง ตัวของเธอถูกรัดแน่นแล้วยกให้ลอยขึ้นจากพื้นห้อง อาเถาตั้งท่าชักดาบออกมาเตรียมกระโจนเข้าฟาดคมดาบใส่เงาปีศาจนั้น แต่ก็ต้องโดนหางของมันตะหวัดฟาดใส่เข้ากลางลำตัวจนตัวเขาลอยไปกระแทกกับผนังห้องก่อนจะสลบไป
“พี่คะ!!” มิกิ เด็กสาวตัวน้อยที่พอโผล่ตัวพ้นหางจิ้งจอกออกมาแล้วก็ต้องใกับสิ่งที่เห็น “คุณย่าคะ ช่วยด้วย ช่วยพี่เซกิด้วย!!” เธอเขย่าตัวหญิงแก่แล้วส่งสายตาอ้อนวอน หญิงแก่เตรียมจะเคาะกำไรข้อมือของตัวเองอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักไปกับเสียงเรียกของสามี
“เออิโกะ!!” เธอหันไปมองตามเสียงเรียก “อย่าออกมาจากเขตอาคม!!” เธอมองดูรอบๆ แล้วก็ได้เห็นว่ารอบตัวเธอกับหลานคนเล็กนั้นมีกระดองเต่าเกนบุล้อมอยู่อีกชั้นหนึ่ง เธอหันกลับมองแววตาร้อนรนของหลานในอ้อมกอดแล้วก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ยากที่สุด “ย่าขอโทษนะหลานรัก” พูดจบเธอก็โปรยผงจากมือใส่หน้าหลานแล้วดึงสาวน้อยเข้ามาซุกกับอกตัวเองเสียแน่น “เรย์ชิ ผสานเกราะ” สิ้นคำสั่ง จิ้งจอกั์ก็แผ่ขนหางสีขาวของตนเองออกมาห่อหุ้มร่างของพวกเขาอีกครั้ง
“เดี๋ยวค่ะ คุณย่า เราต....” มิกิดื้อดึงเถียงได้ไม่นานก็ค่อย ๆ เสียงอ่อนลงเรื่อย ๆ เปลือกตาหนักอึ้งทำให้เธอไม่อาจฝืนอะไรได้ ไม่นานนัก เธอก็ผล็อยหลับไป พอดีกับที่หางทั้งเก้านั้นพุ่งเข้าห่อหุ้มร่างของทั้งสามเอาไว้อย่างแ่า
สัตว์ร้ายนั้นร้องคำรามอีกครั้งแล้วม้วนตัวสลัดหางกลางอากาศทำให้เข็มพิษที่หางของมันกระจายไปทั่วทุกทิศ นักพรตและนักบวชทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัวกับเงาปีศาจดำทะมึนที่ดูเหมือนจะส่งเสียงขู่ร้องไม่ยอมหยุด
“คุณปู่ ช่วยด้วย!!” มัตสึยามะรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายยันตัวลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ต้องล้มลงอีกครั้ง ความเจ็บแปล๊บที่ชายโครงด้านซ้ายทำให้ขาของเขาชาจนแทบจะขยับอะไรไม่ได้เลย
“แอ่ก...แค่กๆ ...ไม่นะ เซกิ...” สัตว์ร้ายสีดำทะมึนม้วนตัวเป็เกลียวพันรอบตัวเด็กสาวอีกครั้งแล้วค่อยๆ หลุบหายเข้าไปในช่องลมมืดมิด
“คุณปู่ คุณปู่!!!!” เด็กสาวกรีดร้องสุดเสียง เธอพยายามจะขัดขืนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้สัตว์ร้ายตัวใหญ่สีดำทะมึนนี้พาเธอหายเข้าไปในหลุมอากาศสีดำนั่น เซกิจ้องมองคนที่ตัวเองร้องเรียกจนลับสายตา ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเองก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย
“ไม่!! เซกิ!!” เสียงเรียกชื่อหลานสาวที่หายเข้าไปในหลุมอากาศสีดำดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ ทันใดนั้นเอง เสียงลมพายุที่หมุนรอบหลุมอากาศก็เงียบสะงัดไปพร้อมๆ กับหลุมอากาศสีดำที่ปิดลง สิ่งที่เหลืออยู่ในลานกว้างนั้นคือร่างของหลานสาวคนรองที่มุดตัวอยู่ในอ้อมอกของหญิงแก่ ล้อมด้วยหางของ เรย์ชิ ภูตจากโคมตะเกียงของเออิโกะที่ถูกเรียกออกมาระหว่างทำพิธี เมื่อเสียงรอบข้างเงียบลง จมูกแหลมๆ ของจิ้งจอกเงินเก้าหางก็ค่อยๆ โผล่พ้นแพขนหางของตัวเองออกมาสำรวจให้แน่ใจว่าปลอดภัยแน่แล้ว จึงได้คลายหางของตนออก ให้มนุษย์ทั้งสองคนยันตัวลุกขึ้นยืนบนพื้นได้อย่างสะดวก หญิงแก่ประคองหลานตัวน้อยเอาไว้ไม่ให้ล้มในขณะที่เท้าของทั้งคู่กำลังจะแตะลงสู่พื้น สายตาของเธอสอดส่องไปทั่วร่างของเด็กสาวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตรงไหนาเ็ เมื่อแน่ใจแล้วเธอจึงเงยหน้าเพื่อจะหันไปทางหลานสาวอีกคนแต่ทว่าเมื่อคุณนายใหญ่ของบ้านหันไปสบตากับสามีตนเองแล้วก็ถึงกับหน้าซีดเผือด แค่มองหน้าเพียงครู่เดียวเธอก็รู้ได้ทันทีว่าสัตว์ร้ายที่ออกมาจากพายุนั่น พาหลานคนโตของเธอไปเสียแล้ว