บทที่ 1
เส้นทางรักยากสมหวัง
เมฆน้อยล่องลอยเหนือแดนเซียน ทว่าเมฆน้อยก้อนหนึ่งกลับพุ่งตัดหมู่เมฆที่ลอยเอื่อย พุ่งไปราวดาวหาง
เมฆก้อนน้อยมุ่งตรงเข้าสู่ที่พำนัก ‘สิบสองเซียนนักษัตร’ ตำหนักทั้งสิบสองอยู่ร่วมอาณาเขตเดียวกัน เมฆน้อยลอยเหนือตำหนักทั้งสิบสองลอยวนอยู่สองรอบถึงค่อยเห็นผู้ที่ตามหา
“เซียนจวี๋ฮุ่ย!”
ผู้ที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงอย่างเพลิดเพลินหลุดออกจากภวังค์ หันมองสหายเซียนในนักษัตรัที่กำลังอ่านม้วนตำราอย่างเคร่งขรึมก็คาดว่าเมื่อครู่สหายสนิทคงไม่ได้ออกปากเรียก ในขณะที่งุนงงอยู่นั้นเงาดำสายหนึ่งก็เกิดขึ้นเหนือหัว
เมฆขาวปุกปุยก้อนน้อยกลับคืนกายทิพย์ กลายเป็เด็กน้อยวัยห้าหกขวบท่าทางน่าเอ็นดู สวมเอี๊ยมมงคลสีแดง
ตึง!
จวี๋ฮุ่ยกะพริบตาปริบๆ เมื่อเซียนเมฆน้อยยืนจังก้าอยู่บนโต๊ะ แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้เปลือกเมล็ดแตงกระเด้งกระดอนกระจัดกระจาย มองเท้าขาวๆ อ้วนๆ ของเซียนเมฆน้อยแล้วพลันถอนใจ บุ้ยปากไปยังสหายเซียนด้านข้าง
“เซียนเมฆน้อยยั่วโทสะเซียนหลงเหนียน [1] คงไม่ดีกระมัง”
เซียนเมฆน้อยได้ยินก็หันมองท่านเซียนหลงเหนียนที่กำลังมองมายังตน ดวงตาแวววาวใสแจ๋วราวธารน้ำเกิดร่องรอยกระเพื่อมไหวตื่นตระหนก เห็นว่าเศษเปลือกเมล็ดแตงกระเด็นใส่ม้วนตำราของท่านเซียนก็เย็นวาบไปทั้งกาย
สีหน้าราบเรียบเฉยชายากบ่งบอกอารมณ์นี้ทำให้เซียนเมฆน้อยหวาดกลัวขึ้นทุกขณะ รีบเก็บท่วงท่าอาจหาญปีนลงจากโต๊ะหินอ่อนจนแทบล้มคว่ำคะมำหงาย ยืนกุมมือก้มหน้าคงท่วงท่าของเซียนผู้น้อยกล่าวอ้อมแอ้ม
“ขออภัยท่านเซียนหลงหนี่”
เซียนหลงหนี่แม้มีตำแหน่งไม่สูงนักเป็เพียงเซียนประจำหนึ่งในสิบสองนักษัตรเท่านั้น แต่นางมีเชื้อสายของั! น่าเกรงขาม!
“อืม” หลงหนี่ตอบรับในลำคอ มองเซียนจวี๋ฮุ่ยปราดหนึ่งแล้วปรายตามองเศษเปลือกเมล็ดแตง
“เก็บเสีย”
เซียนเมฆน้อยไม่อิดออดชักช้า ใช้มือนุ่มนิ่มโกยเอาเศษเมล็ดแตงทั้งหมดบนโต๊ะใส่มืออย่างขะมักเขม้นตั้งใจ จนโต๊ะหินสะอาดเอี่ยมอ่อง เซียนหลงหนี่จึงค่อยก้มหน้าอ่านตำราต่อไป
“เซียนเมฆน้อยเร่งรีบมาพบข้า ใช่มีเื่เร่งด่วนอันใดหรือไม่” จวี๋ฮุ่ยวางคางรองหลังมือ ท่าทางเกียจคร้านเป็นิจ
“ขุนพลอสนีโจวอี้ออกจากการกักตนรักษาตัวแล้ว!”
นามนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นได้เป็อย่างดี แม้แต่หลงหนี่ที่พยายามรักษาท่วงท่าสูงส่งของเผ่าพันธุ์ัก็อดเหลือบตามองจวี๋ฮุ่ยแวบหนึ่งอย่างอดไม่อยู่
จวี๋ฮุ่ยได้ยินใบหน้าเผยความแปลกใจ พริบตาเดียวก็แปรเปลี่ยนเป็ความยินดีจนั์ตาเจิดจ้าเปล่งประกาย แต่อีกอึดใจใบหน้าก็ฉายความห่วงใย เงียบไปชั่วครู่แล้วจึงตอบเซียนเมฆน้อย
“เข้าใจแล้ว”
เซียนเมฆน้อยเห็นว่าเซียนจวี๋ฮุ่ยรับรู้ถึงข่าวสำคัญก็พยักหน้าหงึกๆ ะโขึ้นฟ้ากลายร่างกลายเป็เมฆมงคลแล้วลอยหายลับไปอย่างรวดเร็วดังกลัวว่าเซียนหลงหนี่จะติดใจเอาความ!
“ไม่ไปเยี่ยมคารวะหรือ”
“หากไปเยี่ยมคารวะด้วยมือเปล่าคงดูไม่ดี”
หลงหนี่แม้ดวงตาจับจ้องอักษรในม้วนตำราไม่ได้หันมองแต่จวี๋ฮุ่ยรู้ดีว่านางกำลังพูดกับตนเอง ลูบคางครุ่นคิดจนหัวคิ้วขมวดมุ่น นางเป็เซียนตำแหน่งเล็กๆ ของวิเศษที่มีก็ไม่ได้ล้ำเลิศ
“เื่เช่นนี้ทำด้วยใจย่อมดีที่สุด แต่หากกังวลนักมิใช่สองสามร้อยปีก่อนเ้าช่วยเหอเซียนกู [2] หาแส้ปัดจนได้ลูกกลอนกลีบบัวมาเม็ดหนึ่งหรือ”
“ใช่ๆๆ” จวี๋ฮุ่ยร้องทันทีเมื่อถูกสหายทัก ขณะที่กำลังลุกขึ้นวิ่งเข้าตำหนักรื้อค้นดูว่าเก็บลูกกลอนเม็ดนั้นไว้ที่ใด เสียงของหลงหนี่ก็ดังขึ้นอีกครา
“ไม่รู้ว่าขุนพลอสนีโจวอี้โชคดีหรือร้าย ยามเป็มนุษย์กว่าจะมีวาสนาได้เผชิญด่านเคราะห์ก็แทบตาย แต่พอได้ขึ้น์ ด่านเคราะห์ก็มุ่งหาไม่จบสิ้น ช่างขยันขันแข็งจริงๆ”
“ข้ารู้” จวี๋ฮุ่ยค้อนตามองสหายหนหนึ่งแล้วจึงยกชายกระโปรงเดินเข้าตำหนักตนเองไป
หลงหนี่ระบายลมหายใจ มองโต๊ะหินที่ไร้ซึ่งเปลือกเมล็ดแตงแล้วก็โคลงหัว
...จวี๋ฮุ่ยไม่ใช่สตรีไร้สมอง
เมื่อครู่ที่เซียนเมฆน้อยทิ้งตัวลงบนโต๊ะ เศษของเปลือกเมล็ดแตงไม่ได้กระเด็นติดม้วนตำราแต่อย่างใด แต่จวี๋ฮุ่ยดีดนิ้วเบาๆ เปลือกเมล็ดแตงก็กระเด็นลงบนม้วนตำราอย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายแล้วเปลือกเมล็ดแตงที่นางี้เีเก็บก็มีเซียนเมฆน้อยเก็บกวาดให้จนสะอาด
หลงหนี่โคลงหัวเล็กน้อยกลัดกลุ้มใจแทนกับเส้นทางรักอันยากสมหวังของสหายสนิท...
จวี๋ฮุ่ยเดินเข้ามาในตำหนักของตน หยิบเอาถุงวิเศษระดับต่ำออกจากกล่องเก็บของที่ซุกไว้ใต้เตียง ล้วงมือเข้าไปเพียงครู่ก็หาลูกกลอนกลีบบัวเจออย่างง่ายดาย นางเป็เซียนตำแหน่งเล็กๆ ไม่ได้มีสาวกหรือผู้ศรัทธามากมาย ของวิเศษในถุงย่อมโหรงเหรงบางตาเป็ธรรมดา!
หลังจากได้ของติดไม้ติดมือแล้วจวี๋ฮุ่ยจึงเสกเมฆเซียน รุดไปยังตำหนักขุนพลอสนีโจวอี้ด้วยจิตใจมุ่งมั่น
ขุนพลอสนีโจวอี้เป็ขุนพลฝ่ายบู๊ กองกำลังส่วนหนึ่งในสังกัดกองทัพเทพอสนี แม้เขามีเป็ลำดับขั้นเป็เซียนแต่พลังเวทของเซียนโจวอี้ก็ทัดเทียมกับซ่างเซียน [3] ขยันฝึกปรือบำเพ็ญเพียร เคร่งครัดมุ่งมั่นจนทำให้ผู้อื่นพากันเกิดความเลื่อมใส
“คาดไม่ถึงว่าเคราะห์อสนีครั้งก่อนขุนพลโจวอี้ฝ่าไปไม่ได้ มิใช่ขุนพลโจวอี้มีพลังเวทกล้าแกร่งหรอกหรือ”
จวี๋ฮุ่ยที่กำลังรอแถวเข้าคารวะขุนพลอสนีโจวอี้เหลือบมองเซียนสองท่านที่กำลังพูดคุยถึงเื่ที่เกิดขึ้นในอดีต
“ไอหยา เื่นี้ผู้ใดจะล่วงรู้ลิขิตฟ้า ดีเท่าใดแล้วที่เคราะห์อสนีหนนั้นไม่ได้ฝังจิตมารหรือทำให้เซียนโจวอี้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรต่อไปได้ เคราะห์อสนีคราวนั้นคงหนักหนาไม่น้อย เซียนโจวอี้ถึงได้กักตัวไปแปดร้อยปี”
จวี๋ฮุ่ยเพียงก้มหน้าฟังบทสนทนาของสองเซียนเงียบๆ
“เฮ้อ น่าเสียดาย น่าเสียดาย...”
เสียงถอนใจยาวนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยลอบถอนใจไปพร้อมกันด้วย รู้สึกผิดและอึดอัดใจจนต้องขยับตัวคลายความกังวล
ในขณะที่นางกำลังใจลอยอยู่นั้นตำหนักตรงหน้าพลันสั่นะเืหนึ่งครั้ง เซียนน้อยใหญ่ที่อยู่รอบบริเวณตำหนักรู้ได้ทันทีว่าเวลานี้เซียนโจวอี้กำลังจะฝ่าด่านเคราะห์อีกครั้ง!
“นี่มันอะไรกัน!”
“มิใช่เพิ่งออกจากการกักตนรักษาตัวงั้นหรือ!”
เสียงอื้ออึงดังขรม จวี๋ฮุ่ยชะเง้อคอมองก็เห็นเซียนประจำตำหนักออกมารับหน้าก็รู้แล้วว่าขุนพลอสนีโจวอี้กำลังจะถึงด่านเคราะห์ รีบเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาที่ยังแจ่มใส
ไม่ใช่เคราะห์อสนี...
“ไอหยา ขุนพลอสนีโจวอี้ช่าง...”
เสียงพึมพำทั้งเลื่อมใสทั้งกลุ้มใจทำให้จวี๋ฮุ่ยอยู่ไม่สุข เค้นสมองขบคิดอยู่เนิ่นนาน ด่านเคราะห์แทรกเข้ามาเช่นนี้นางคงไม่มีโอกาสได้พบขุนพลอสนีโจวอี้ในเร็ววันเป็แน่
“คนเช่นเขาร้อยปียากพานพบ น่าเลื่อมใส มีทั้งความสามารถ ทั้งยังมีวาสนา รอบนี้หากเซียนโจวอี้ฝ่าด่านเคราะห์ไปได้อนาคตภายภาคหน้าย่อมสดใสไร้ใดเปรียบ แต่หากฝ่าไปไม่ได้แม้แต่กายทิพย์ก็ยากรักษา”
คำพูดนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยสะท้านไหวไปถึงขั้วหัวใจ ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง สะบัดแขนเสื้อหมุนกายออกจากเขตตำหนักของเซียนโจวอี้ ขึ้นเมฆเซียนมุ่งสู่แดนเทพ
แม้เรียกขานว่า์ชั้นเก้าฟ้า แต่หากนับจริงๆ แล้วภพมีทั้งหมดสามสิบหกชั้น แบ่งออกเป็ห้าเขตแดนตามระดับขั้นของเซียนและเทพ ใช่ว่าผู้เป็เซียนสามารถเข้าสู่แดนเทพได้ตามอำเภอใจ อย่างน้อยสุดต้องระบุรายนามของเทพที่มีการเรียกพบต่อทหาร์ที่เฝ้าประตู
จวี๋ฮุ่ยไม่ได้เป็เซียนในสังกัดของเทพองค์ใด ทั้งยังไร้ซึ่งการเรียกพบ นางจึงไม่อาจใช้เส้นทางปกติได้จึงต้องใช้เส้นทางอื่นที่มีความยากลำบากสักเล็กน้อย
มีเส้นทางมากมายหลากหลายที่สามารถเข้าสู่แดนเทพ แต่ก็ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถผ่านเข้ามาได้ ภพ์ทั้งสามสิบหกชั้นล้วนมีผนึกจากาคอยป้องกันมิให้เหล่ามารเข้ามาก่อความวุ่นวาย ผู้ที่ผ่านผนึกาสามารถเข้าออกแดนเซียนและแดนเทพจำต้องมีชื่อในทะเบียนเซียน มีประทับเซียนกลางหว่างคิ้วจึงจะถือว่าเป็เซียน
หากเส้นทางปกติราบรื่นราวกับปูด้วยแพรแดง เส้นทางที่จวี๋ฮุ่ยเผชิญในเวลานี้ไม่ต่างจากการออกเรือในยามที่ทะเลกำลังบ้าคลั่งถึงขีดสุด ผิดกันราวฟ้ากับเหว
แม้เส้นทางนี้จะไม่ใช่เส้นทางที่เสี่ยงอันตรายหรือมีมารดักทำร้ายแต่ก็เสียพลังเวทไปไม่น้อยกว่าจะดั้นด้นเข้ามาได้
จวี๋ฮุ่ยมาถึงแดนเทพด้วยสภาพที่ไม่เรียบร้อยนัก แต่เวลานี้นางก็ไม่คิดเสียเวลาจัดแต่งอาภรณ์บนร่าง เสกเมฆเซียนแล้วะโขึ้นไปอย่างรีบร้อน บังคับเมฆเซียนมุ่งเข้าสู่ตำหนักของเทพชะตา
ตำหนักของขุนพลอสนีโจวอี้สั่นะเืเป็ลางบอกเหตุว่าด่านเคราะห์กำลังมาเยือน นางเห็นด้วยตาตนเองว่าท้องนภาเหนือตำหนักของเซียนโจวอี้ยังคงสดใส ดังนั้นด่านเคราะห์ที่เซียนโจวอี้เผชิญในครั้งนี้จึงไม่ใช่เคราะห์อสนี
แต่เป็ด่านเคราะห์ที่เทพชะตาเป็ผู้ขีดเขียน!
จวี๋ฮุ่ยเร่งบังคับเมฆเซียนมาถึงตำหนักของเทพชะตา ะโลงจากเมฆเซียนแล้วรีบเข้าไปแจ้งเื่ขอเข้าพบ ภาวนาในใจมิให้เทพชะตามีกิจธุระด่วนอันใดเช่นการเข้าด่าน กักตนหรือฝึกวิชา!
“เซียนจวี๋ฮุ่ยเชิญ”
จวี๋ฮุ่ยผงกหัวพร้อมกล่าวขอบคุณเร่งเดินเข้าไปในตำหนักเทพชะตา หลังจากเห็นผู้เป็เ้าของตำหนักนางก็ไม่รอช้าถลาตัวเข้าไปแล้วคุกเข่าลงก้มหัวจนหน้าผากจรดพื้น ร้องเสียงสั่น
“เทพชะตาได้โปรดช่วยเหลือผู้น้อยด้วยเ้าค่ะ!”
เซียนล้วนมีท่วงท่าของเซียน ต่อหน้าผู้เป็เทพแล้วเซียนน้อยใหญ่ก็มักจะทำเพียงโค้งตัวคำนับ หากไม่ใช่พิธีการยิ่งใหญ่น้อยครั้งนักก็จะคุกเข่าหมอบกราบเช่นนี้
“เซียนจวี๋ฮุ่ยลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ เถิด”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนของเทพชะตาก็เงยหน้าขึ้นแต่นางยังคงไม่ลุก คลานเข่าเข้าหาเกาะขาของเทพชะตาเอาไว้อย่างไม่ยอมแพ้ แววตามุ่งมั่นมองเทพชะตาผู้งดงาม อ้อนวอนร้องถาม
“ขุนพลอสนีโจวอี้กำลังเผชิญด่านเคราะห์ที่ภพมนุษย์ใช่หรือไม่เ้าคะ”
[1] หลงเหนียน เรียกขานตำแหน่งของเซียนในปีั
[2] เหอเซียนกู เป็หนึ่งในแปดเซียน
[3] ซ่างเซียน หมายถึง เซียนชั้นสูง
เน้นน่ารักนุ่มฟู ไม่ดราม่ามากจ้าา อ่านสบายๆ นะคะเื่นี้ อิอิ
เื่นี้ต้นฉบับประมาณ 100K คำ ทะลุจากตอนแรกที่ตั้งใจเอาไว้อยู่บ้าง แล้วก็มีฉาก nc มอบกายนิดหน่อยให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ
ถ้าชอบฝากกดใจเพื่อเป็กำลังใจให้กันด้วยน้า