เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 44: ประตูไม้ฝาโลง

             

            ไตเติ้ลรู้ตัวว่า

            ตนเองเผลอหลุดปากพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป

            จึงรีบเดินไปยังส่วนของประตูบ้านโดยไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้ซักถามเพราะถ้าเกิดเขาถูกถามมาว่า‘จี๊ด’ คืออะไร จะให้เขาตอบไปว่า

             

            เห็นพระภูมิเจ้าที่ของบ้านหลังนี้แต่งตัวเจ็บจี๊ดเป็นเสี่ยทรงเอใส่เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมช่วงบนโชว์ซิกแพ็ก กางเกงยีนแต่งรอยขาด ใส่สร้อยทองเส้นใหญ่นิ้วมือมีแหวนหัวโตมาเต็ม ๆ พร้อมด้วยแว่นตาดำขลับแบบนั้น…

             

            แค่บอกว่ามองเห็นผีคนเขาก็แทบจะไม่เชื่อกันแล้วให้มาบอกว่าเจอพระภูมิทรงเอก็ไม่แคล้วว่าเขาจะโดนแม่สาวย้อนยุคคนนี้ไล่ตะเพิดออกนอกบ้านแทบไม่ทันเป็นแน่

             

            “อ๊ะ… จริงสิ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ พี่ชื่อสุกัญญาคุณเรียกพี่ว่าพี่สุก็ได้ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัว 

             

            หลายครั้งที่เธอพยายามไม่หลุดเรียกชื่อชายหนุ่มออกไปก่อนให้ความแตกว่าเธอมาที่นี่เพราะเฮียฮั้วแอบโทรสื่อข่าวว่าจะมีคนเข้ามาดูบ้านแต่อีกฝ่ายก็กลับไม่ยอมบอกชื่อตัวเองสักที ถ้าไม่รีบชิงถามชื่อก่อนมีหวังสุกัญญาต้องหลุดเรียก'คุณวัฒน์'ออกมาให้อีตาอะไรวัฒน์ ๆ คนนี้จับได้เป็นแน่

             

            "ผมภานุวัฒน์ครับ เรียกไตเติ้ล…เอ๊ย! วัฒน์เฉย ๆ ก็ได้ครับ"ไตเติ้ลตอบ

             

            ในชีวิตก่อนเขามีชื่อเล่นว่าไตเติ้ลมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนชื่อตัวเองเลยสักครั้งตอนวัยเด็กถึงตอนหนุ่มอายุสามสิบกว่ายังไม่เท่าไหร่ แต่พออายุมากเข้าเลยวัยสี่สิบแล้วการถูกเรียกว่าไตเติ้ลหรือพี่เติ้ลเวลาที่ไปเป็นวิทยากรให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนหรือตามมหาวิทยาลัยมันก็รู้สึกแปลก ๆ

             

            ชายหนุ่มมีความคิดตีกรอบตัวเองว่าชื่อไตเติ้ลดูเหมือนชื่อของเด็กวัยรุ่นเอามาเรียกคนอายุเกือบจะห้าสิบแบบนี้มันขัดกันยังไงก็ไม่รู้แต่ถึงยังไงก็มีความเคยชินกับชื่อนี้บางครั้งจึงอยากตั้งชื่อนี้ให้เป็นชื่อเล่นของภานุวัฒน์ในโลกนี้อยู่เหมือนกันแค่กลัวจะเกิดคำถามตามมาว่าทำไมถึงต้องเป็นชื่อไตเติ้ลเขาก็ขี้เกียจที่จะตอบเพราะตำนานมันคงจะยาวมาก

             

            “ไตเติ้ลเป็นชื่อเล่นเหรอคะ น่ารักจัง” สุกัญญาพูดอวย 

            สำหรับหญิงสาวแล้วคุณภานุวัฒน์ดูยังไงก็หน้าอ่อนกว่าเธอทั้งชื่อไตเติ้ลก็ยังไม่ค่อยเห็นมีใครตั้งกัน[1] เธอรู้สึกว่าเป็นชื่อที่น่ารักเหมาะกับคนหนุ่มวัยนี้ดีจึงออกปากชมอย่างจริงใจผิดกับคนโดนชมที่รู้สึกตัวแข็งเหมือนโดนฟ้าผ่า 

             

            คุณสุกัญญาเนี่ยถ้าเทียบกับไตเติ้ล(ในโลกที่แล้ว)ก็ถือเป็นรุ่นลูกได้เลยนะ พอถูกเด็กสาว ๆ ชมมาแบบนี้จิตวิญญาณของชายวัยกลางคนก็ถึงกับตัวเกร็งไปต่อไม่ถูก

             

            “อันนี้เป็นบ้านเก่าที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายเลยหรือเปล่าครับ”

            ไตเติ้ลรีบเปลี่ยนเรื่องออกมาให้ไวในทันที

             

            “ค่ะ เดิมเป็นบ้านของคุณปู่คุณพ่อรับมรดกมาก็อยู่ที่นี่จนถึงท่านเสียชีวิต” หญิงสาวอธิบาย

             

            เวลานั้นทั้งสองคนเดินมาถึงประตูบ้านกรอบฝาโลงศพพอดีสุกัญญาไขกุญแจแล้วเดินนำเข้าไปโดยไม่รับรู้ถึงผีหน้าตาไม่น่าคบหนึ่งฝูงที่ยืนปิดบังมิดประตูบ้านอยู่ 

             

            และเมื่อรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มไม่ได้เดินตามเธอเข้าไปหญิงสาวก็เหลียวหลังมามองทันเห็นภานุวัฒน์ที่แสดงกิริยาชะงัก ถอยเท้าไปข้างหลังก้าวหนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วยกฝ่ามือขึ้นตบกรอบประตูเบา ๆ ก่อนจะก้าวเท้าผ่านประตูตามเธอเข้ามาในบ้าน

             

            “เอ๊ะ?” หญิงสาวโคลงศีรษะเมื่อเห็นกิริยาเช่นนั้นของอีกฝ่าย

             

            “ครับ?” ไตเติ้ลตัวเกร็งขึ้นเล็กน้อย 

            อย่าบอกเชียวนะว่าเจ๊คนนี้มองเห็นว่าเขาทำอะไรลงไปไม่น่าหรอกนะ เขาว่าตัวเองเก็บสีหน้าและอาการเหมือนกับว่าไม่มีอะไรได้นิ่งสุด ๆ แล้วนะเนี่ย

             

            “เปล่าค่ะคือน้องทำเหมือนคุณพ่อของพี่เวลาจะเดินเข้าบ้านเลยค่ะ” สุกัญญาว่า

             

            “เหรอครับ” 

            ภานุวัฒน์ตอบด้วยหน้าตาเหลอหลาตีเนียนว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เขาไม่รู้ไม่เห็นอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

             

            ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าอาจจะเป็นพ่อของผู้หญิงคนนี้สินะที่เป็นคนมีวิชาอาคมแล้วออกไอเดียตกแต่งประตูบ้านด้วยไม้ฝาโลงศพแบบนี้

             

            มันจะมีอาคมอยู่ประเภทหนึ่งที่ชายไทยสมัยก่อนใช้กันก็คือการเอาไม้กระทุ้งศพ[2] มาวางพิงไว้ที่ประตูหน้าบ้านเพื่อป้องกันขโมยในเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้านหากโจรคิดจะมาปล้นบ้านที่มีไม้กระทุ้งผีนี้วางอยู่พอมองเข้ามาก็จะเห็นว่ามีคนเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด ทำให้ไม่กล้ามาปล้น แต่ที่นี่ดูแล้วจะครีเอทกว่าน่าจะเป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงหาไม้กระทุ้งผีไม่ได้เจ้าของบ้านจึงใช้ไม้จากโลงศพเอามาทำเป็นกรอบประตูบ้านแทน

             

            ของแบบนี้น่ะ ไม่ใช่ว่ามีติดบ้านไว้แล้วดีหรอกนะการเอาผีเข้ามาอยู่ในบ้าน เอาผีมาใช้งานแบบนี้เจ้าของวิชาอาคมจะต้องมีจิตที่แข็งแกร่งมากพอถึงจะควบคุมเจ้าตัวพวกนี้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้ถ้าเมื่อไรที่พลังจิตถดถอยมันก็จะเข้าสิงทำร้ายคนในบ้านให้ป่วยไข้หรือมีเคราะห์ร้ายถึงตายได้ในทันที

             

            กับพวกผีเฝ้าประตูพวกนี้ไตเติ้ลเห็นว่ามันยังมีกำลังดีให้คอยหลอกหลอนกวนประสาทผู้คนอยู่มากก็เชื่อว่าคนที่เอามันมาใช้งานถึงแม้ว่าจะตายไปแล้วแต่พลังจิตของวิญญาณดวงนั้นจะต้องยังแข็งแกร่งเข้าขั้นมากอยู่ทีเดียว

            เผลอ ๆ น่าจะยังไม่ได้ไปเกิดคงจะยังอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำเพราะตอนที่สุกัญญาเดินเข้าไปในบ้านนั้นพวกมันพร้อมใจหลบแหวกเป็นทางให้จนดูออกเลยว่ามันไม่กล้าทำร้ายผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะเป็นเพราะเจ้าของวิชาที่เป็นพ่อหรือไม่ก็ปู่ของผู้หญิงคนนี้นี่แหละที่คอยปกป้องเธอจากวิญญาณร้ายในบ้านพวกนี้เอาไว้

             

            แต่กับคนหน้าใหม่อย่างภานุวัฒน์น่ะเหรอ?

             

            ทันทีที่เขาจะเดินเข้าประตูพวกมันก็พุ่งเข้ามาแยกเขี้ยวทำท่าอย่างกับตัวเองเป็นผีดูดเลือดทั้งๆ ที่เขี้ยวกุดแถมดั้งก็ไม่มีถ้าเป็นคนทั่วไปที่พอจะมีซิกเซนส์อยู่บ้างก็อาจจะมองเห็นอาการหลอกหลอนของพวกมันเป็นเงาดำลางร้าย แล้วไม่กล้าเดินผ่านไป หรือถ้าเซนส์ดี ๆ หน่อยก็จะเห็นเป็นหน้าลอยมาปะทะ

             

            ถ้าเป็นคนกลัวผีเห็นแบบนี้ไม่ตกใจก็คงจะเสียสติแต่กับไตเติ้ลนะเหรอ?

             

            หึ!อย่าให้ขนประสบการณ์ในการเผือกกรรมของชาวบ้านจากชีวิตในภพเดิมมาขิงเชียวนะขอบอกเลยว่าหนักกว่าเธอก็เจอมาแล้ว!

             

            “พี่น่ะ ไม่เชื่อเรื่องผีหรอกนะคะแต่ไม่อยากจะถูกคุณหาว่าหลอกขาย อันที่จริงก็คือบ้านหลังนี้ขายออกค่อนข้างยากเพราะมีคนลือกันหนาหูว่าเป็นบ้านผีเฮี้ยนน่ะค่ะแต่เท่าที่อยู่อาศัยและโตที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆพี่ยังไม่เคยเจอผีในบ้านหลังนี้เลยสักครั้ง ก็เลยไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องพวกนี้น่ะค่ะ”สุกัญญาเผยความลับให้ชายหนุ่มรู้

             

            ทีแรกเธอไม่ได้คิดอยากจะเล่าเลยเพราะอย่างไรเสียคนคนนี้ก็คงไม่คิดจะซื้อดูจากฐานะการแต่งกายแล้วอย่างมากก็คงจะทำได้แค่จ่ายเช่าไปเดือนต่อเดือนไม่น่าจะมาอาศัยอยู่ได้นานเสียด้วยซ้ำ พูดไป เล่าไป เกิดเหยื่อ… เอ๊ย!เกิดผู้เช่ากลัวข่าวลือจนหนีหายไป นอกจากจะไม่ได้ค่าเช่าแล้วก็ยังจะได้ข่าวลือว่าบ้านเฮี้ยนเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

             

            จนกระทั่งถึงตอนที่เธอเห็นว่าภานุวัฒน์ตบมือลงไปที่กรอบประตูเหมือนกับที่พ่อของเธอทำเวลาจะเดินเข้าบ้านจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เธอเคยถามพ่อว่าตบทำไม ก็ได้คำตอบมาว่าที่ประตูมีผีสิงอยู่พ่อจึงตบข่มพวกผีเพื่อไม่ให้มันกำเริบกับพ่อ

             

            สุกัญญาเป็นหญิงสาวหัวสมัยใหม่เลือดกรุ๊ปโอเกิดราศีกุมภ์ซึ่งคนเกิดราศีกุมภ์มักไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้วดังนั้นเธอจึงไม่เชื่อเรื่องผีที่พ่อเล่ามาแต่คุณภานุวัฒน์คนนี้เคยตายแล้วฟื้นมาแล้วครั้งหนึ่งถ้าเขามองเห็นผีอย่างที่พ่อของเธอมองเห็นการไม่บอกความจริงก็จะกลายเป็นหลอกเอาบ้านไม่ดีให้ไปเช่าเสียเปล่า ๆ

             

            “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ผมไม่มีปัญหากับผีหรอกครับ”

             

            ภานุวัฒน์ตอบพลางกวาดตามองสำรวจภายในบ้านหลังนั้น.


    [1]ในรุ่นปี2538 คนไทยเริ่มตั้งชื่อลูกเป็นภาษาต่างประเทศบ้างแล้วแต่ร่างเดชาและคุณสุกัญญาเกิดช่วงรุ่นปี 251X คนในรุ่นนี้ยังไม่มีชื่อแนวภาษาต่างประเทศอย่างไตเติ้ลลิตเติ้ล อะไรพวกนี้สักเท่าไรนัก

    [2]ไม้กระทุ้งศพ/ไม้กระทุ้งผีการเผาศพในสมัยโบราณจะไม่ได้ใส่โลงเผาเตาไฟฟ้าเหมือนอย่างทุกวันนี้ในเวลาที่เผาศพจะลุกขึ้นมานั่งสัปเหร่อจึงต้องมีไม้ท่อนยาวเอาไว้สำหรับกระทุ้งศพให้นอนลงไปเหมือนเดิม

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน