คุณๆ ก็รู้จักฉันแล้วใช่ไหม? ก็แค่บางส่วนตอนฉันเป็เด็กเท่านั้น...ที่จริงยังมีอีกตั้งมากมายที่ไม่ได้เล่าให้คุณๆ ฟัง คงไม่เล่าล่ะถ้าเล่านะอีกหลายเื่ฉันเอาเฉพาะที่ตื่นเต้น และที่น่ากลัวดีกว่า (ที่จริงี้เีพิมพ์เยอะ แต่บางคนบอกว่า สมัยนี้ใช้พูดก็ได้ โปรแกรมก็จะพิมพ์ตามที่เราพูด แต่ฉันรู้สึกว่าไม่คลาสสิคเท่าไหร่ พิมพ์ดีกว่า)
ฉันก็เติบโตมาพร้อมกับดวงตาที่เห็นผี มาตลอดแต่ไม่เคยที่จะพูด หรือ บอกใครๆ เท่าไหร่ เพราะปู่สอนให้ ฉันไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน ก่อนนอน นั่งสมาธิหลังสวดมนต์ทุกครั้ง (มีบ้างไม่มีบ้างก็นั่งไปงั้นๆ หมายถึงสมาธินะ) ฉันคิดอยู่ตลอดว่าที่ฉันทำไปทุกวัน การมองเห็นผีของฉันจะเริ่มลดลง หรือไม่เห็นเลยก็ได้ แต่มันไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด...ฉันเริ่มไม่เห็นก็จริง แต่ความรู้สึกยังมี และหูก็ยังได้ยินเสียงอยู่ตลอดเวลา แต่ฉันก็ทำเป็ไม่รู้เื่...อะไรทั้งนั้นจนมาถึง.....
ตอนอยู่ม.ต้น ฉันได้เข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน ใช่! มันเป็หลักสูตรของการเรียน ลูกเสือ ฉันจัดกระเป๋าเพื่อไปเข้าค่าย สิ่งที่ฉันลืมไม่ได้คือพระและตะกรุดที่ปู่ให้ห้อยคอ ตลอดเวลา ส่วนที่ฉันเอาไปเผื่อก็คือ ขมิ้น สมป่อย ไปด้วย 1 ชุด ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าเอาไปทำไมเหมือนกันแต่ความรู้สึกมันบอกว่าควรเอาไปด้วย แต่ฉันไม่ได้บอกใครที่บ้าน คงสงสัยว่าทำไมบ้านฉันถึงมีขมิ้น ส้มป่อย เป็ชุดๆ และจำนวนมาก ก็อย่างที่พวกคุณรู้ ปู่เป็มรรคนายกวัดจะไม่มีได้ไง? ฉันเก็บใส่กระเป๋าไปด้วย พ่อมาส่งฉันที่โรงเรียน ฉันเดินเข้าไปในกลุ่มเพื่อนตอนนี้เพื่อนในกลุ่มที่สนิทกันรู้แล้วว่าฉันเห็นผี แต่ก็ถือเป็เื่ขำขันเสียอีก ซ้ำยังให้ฉันเล่าให้ฟังบ่อยๆ พอรวมกลุ่มกันได้ ครูก็เรียกไปทำพิธีเปิดค่ายลูกเสือโดยที่กระเป๋าแต่ละคนกองรวมกันอยู่ใต้อาคารเรียน ฉันก็ทำตามพิธีการของทางโรงเรียน ปกติกลุ่มฉันจะมีกัน 11 คน อีก 1 ตน ที่ว่าอีก 1 ตน...เพื่อนที่ฉันเจอตอบเข้ามาสอบเข้า ของโรงเรียน
โรงเรียนม.ต้นของฉันเป็โรงเรียนที่ต้องสอบเพราะบ้านอยู่นอกเขตจึงต้องสอบแข่งขัน ฉันเจอเพื่อนผีคนนี้ตอนนั้นแหละ...เป็ผีเด็กผู้ชายที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับฉัน ฉันทักทายโดยการยิ้มให้เขาก่อน (นึกว่าเป็คนที่โรงเรียน โดยม.ต้นเป็ผู้หญิงทั้งหมด ส่วนม.ปลายถึงจะมีผู้ชายบ้างแต่ก็ส่วนน้อย) ผีเด็กผู้ชายแต่งกายด้วยชุดนักเรียน กางเกงนักเรียนสีน้ำเงิน เสื้อนักเรียนสีขาว ถุงเท้าขาว รองเท้าผ้าใบสีดำ ยิ้มสดใสร่าเริง ดูไปดูมาก็น่ารักดี นั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าโรงเรียน ฉันเลยยิ้มให้ (ไหนว่าแยกออก เห้อ....น้อง..น้อ..น้อง) พอฉันเข้าห้องสอบเด็กชายคนนั้น (ขอเปลี่ยนเป็นามสมมติได้ไหม? มันจะสับสนเอาเรียกว่า “พี่เอ” แล้วกันง่ายดี) พี่เอนั้นแหละ....เข้ามายืนดูฉันทำข้อสอบซึ่งยืนอยู่ด้านข้างชะเง้อดูฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมาดู นั่นไง! คิดในใจว่า * ทำไมกูแยกไม่ออกอีกเนี้ย* แต่เหมือนพี่เอ จะรู้ว่าฉันคิดอะไร? พี่เอตอบสวนมาทันที “อยากเรียนที่นี่ไหม? เดี๋ยวจะทำให้ได้เข้าเรียนแต่มีข้อแม้ว่า...” พูดไม่พูดเปล่ามายืนอยู่หน้าโต๊ะฉัน ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบและทำหูทวนลมเหมือนไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่มีอะไร * น้องแกต้องทำข้อสอบอย่าไปสนใจ อายเขาคนก็เยอะด้วย * ฉันคิดในใจ... พี่เอหัวเราะในลำคอแล้วพูดอีกว่า “ข้อแม้ก็คือ...เป็เพื่อนกันแค่นี้เองไม่ได้ขออะไรมากซักหน่อย ตกลงไหม? ” แล้วพี่เอก็ก้มหน้ามาหาฉันแล้วเอามือไขว้หลังตัวเองไว้ ส่วนฉันน่ะเหรอ...ก้มหน้าต่ำลงไปอีกจนหน้าจะติดกับข้อสอบอยู่แล้ว ครูที่คุมสอบเดินมาถามฉันว่าเป็อะไรไหม? ฉันส่ายหน้าเป็การตอบว่าไม่เป็ไร…พี่เอยังไม่เลิกก่อกวนฉัน “ว่าไงล่ะ แลกเปลี่ยนกัน นิดๆ หน่อยๆ เองนะ ไม่ยากอะไรนี่ เป็เพื่อนกันพี่เถอะ เพราะพี่เองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ เห็นน้องยิ้มให้พี่เลยอยากเป็เพื่อนด้วยก็แค่นั้น” *กูนะกูไม่น่าเป็คนยิ้มง่ายเล้ย ซ้ำยังแยกไม่ออกอีกกว่าคนหรือผี ไอ่น้องนะ ไอ่น้อง * ฉันคิดในใจ พี่เอหัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ เหมือนว่าได้แกล้งฉันแล้วมีความสุข แต่คนอย่างไอ่น้องหรือจะยอมแพ้ ไม่มีทาง ฉันไม่พูดตอบโต้พี่เอ แต่ยังคงนั่งทำข้อสอบต่อไป พี่เอเริ่มฉุนและหงุดหงิด เพราะเห็นว่าฉันไม่ตอบอะไร อีกทั้งยังไม่สนใจด้วย อยู่ดีๆ ลมมาจากไหนไม่รู้ พัดแรงมากจนข้อสอบแต่ละคนในห้องปลิวกันเลยที่เดียว “พี่ถาม..ทำไมไม่ตอบ ยั่วโมโหพี่หรือไง” พี่เอะโพร้อมกับสายลมที่พัดแรงขึ้น (คุณๆ เคยเห็นลมพายุไหม น่ะ! แหละที่พี่เอทำ) ครูคุมสอบเดินไปปิดหน้าต่างแต่ลมแรงมาก จนเกือบจะปลิว (นี่ไม่ได้เกินจริงนะ ตอนนั้นเป็แบบนั้นจริงๆ) ข้อสอบที่ทำภายในห้องปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว มีฝุ่นผงปลิวเข้ามาด้วย ทุกคนในห้องจึงต้องหลับตากัน บางคนก็เอามือปิดตาไว้ * ไอ่ผีขี้โมโห เลิกทำแบบนี้นะ คนอื่นเขาเดือดร้อนไม่กลัวบาปหรือไง ไอ่ผีบ้า!* ฉันคิดและด่าพี่เอในใจ แต่ลมกับพัดมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ “แล้วจะให้เรียกว่าชื่อว่าอะไร” ฉันะโถามพี่เอ เสียงพี่เอตอบมา “ตั้งชื่อทีสิ พี่ไม่มีชื่อ” ตอนนั้นลมก็ยังไม่ลดความแรงลงเลย “งั้นชื่อพี่เอแล้วกัน ตกลงไหม แล้วช่วยหยุดทุกสิ่งที่พี่ทำด้วย คนอื่นเขาเดือดร้อน” “พี่ไม่ได้อะไรนี่ น้องคิดไปเองหรือเปล่า” ใช่ฉันคงคิดไปเอง จากเหตุการณ์ที่ครูคุมสอบมาถาม แล้วส่ายหน้าว่าไม่เป็ไร ตอนนี้ครูคุมสอบมาเขย่าตัวฉันและถามฉัน “แน่นะลูกว่าไม่เป็ไร ดูหน้าซีดๆ เหงื่อยออกมากเลยนะลูก จะเป็ลมหรือเปล่า” นั้นไง...สิ่งที่ฉันเห็นและฉันโดนคือไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ลมไม่ได้พัดแรง มีแต่พัดลมที่ยังคงทำหน้าที่ของมัน ทุกคนเป็ปกติ ฉันเงยหน้ามามองครูคุมสอบ อย่างงงๆ (เป็คุณจะงงไหมล่ะ) ไม่มีเลยจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ฉันมองหน้าพี่เอด้วยความโกรธ *รู้ว่าผีทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่ทำไมต้องมาเป็วันที่ฉันสอบเข้าเรียนซึ่งมันสำคัญกับฉันมาก* ฉันนึกขึ้นในใจ “ขอโทษนะ พี่แค่อยากมีเพื่อนและเราน่ะเห็นพี่ทั้งๆ ที่พี่พยายามหาเพื่อนแบบน้องมาตลอด” ฉันไม่สนใจคำพูดของพี่เอที่ดังในหัวของฉัน (หรือใครๆ เรียกว่าคุยกันทางจิตก็ได้ แต่ฉันว่ามันอยู่ในหัวมากกว่า เพราะฉันไม่บังอาจที่จะไปเทียบกับคนที่มีการฝึกจิต ฝึกสมาธิขั้นสูงได้) พี่เอเดินมาด้านข้างฉันแล้วกระซิบที่ข้างหู “แล้วเราเจอกันตอนเปิดเทอมนะเพื่อน” แล้วก็หายไป ฉันถอนหายใจออกมา ครูคุมสอบมองดูฉัน ฉันยิ้มและก้มหน้าก้มตาสอบใหม่ นี่แหละค่าที่ไปที่มาของผี 1 ตน ตนนั้นก็คือพี่เอ
วกกลับมาอีกครั้งกับเื่เข้าร่วมพิธีเปิดค่ายลูกเสือ ไม่รู้เหมือนกันจะให้เด็กไปตากแดดทำไมตั้งนานร้อนก็ร้อน ฉันไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้เลย ก็ยังเด็กอ่ะนะมันก็เป็เด็กวันยังค่ำ อยู่เรียบร้อยได้ไม่นานก็มีบ้างขยุกขยิก วันนั้นอากาศมันร้อน มีเพื่อนฉันคนหนึ่งเป็ลม พวกครูๆ และเพื่อนๆ ก็หามเพื่อนที่เป็ลมไปยังใต้อาคารเรียน (ก็อากาศร้อนมากตอนนั้น) เป็เพื่อนในกลุ่มฉันเอง ชื่อ มด (มดสมชื่อเพราะตัวเล็กผอมซีด ร่างกายอ่อนแอ และป่วยบ่อยที่สุด) ฉันหันไปมองครูและเพื่อนที่พามดไปนอนใต้ถุนอาคารเรียน และช่วยกันพัด แกะกกระดุมเสื้อ และคายกระโปรงออกเพื่อให้โล่งสบายและไม่รัดจนเกินไป *ฉันอยากเป็ลมบ้างงง* ฉันคิด ก็ได้แต่คิดเท่านั้น ใครให้เกิดมาเป็หญิงแกร่ง แกร่งไม่แกร่งยังเห็นผี คุยกับผีอีก “อยากเป็ลมเหมือนไอ่เด็กตัวเล็กนั้นเหรอ” * มาอีกล่ะ พี่เอ คนยิ่งร้อนๆ อยู่ ไปไหนก็ไปเลยไป ชิวๆ * ฉันคิดเพราะได้ยินเสียงพี่เอพูด “อย่าไล่กันสิ เราเป็เพื่อนกันนะ น้อง” *ใครเป็เพื่อนกับพี่เอกัน ยิ่งร้อนๆ อย่ามากวนใจฉันได้ไหม * พอฉันคิดเสร็จพี่เอก็ตอบทันควัน “ก็เรานั้นไง เปิดเทอมมานานแล้ว ชื่อก็ตั้งให้ ขนมก็ให้กิน เขาไม่เรียกว่าเพื่อนเหรอไง” ใช่ั้แ่ฉันสอบเข้าโรงเรียนได้ตาม้า พี่เอก็คอยมาอยู่ด้วยเสมอ บางทีก็มานั่งเรียนด้วย บางทีก็มาแกล้งฉันกับเพื่อนๆ เวลาฉันและเพื่อนๆ กินอะไรมักจะขอจานเปล่าๆ 1 ใบเพื่อแต่ละคนตักอาหารของตัวเองคนละ 1 ช้อน ใส่ในจานนั้น หรือไม่ก็ซื้อของขนมมาวาง รวมถึงน้ำ จนฉันและเพื่อนๆ ชินไปเสียแล้ว ทำหให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในโรงเรียน ต่างมองกลุ่มฉันเป็พวกเล่นของ ไปเลย แต่พวกฉันไม่สนใจหรอก ทำแล้วสบายใจก็พอ ฉันนี่นอกเื่อีกล่ะ กลับมาที่ฉันเถียงกับพี่เอ *มันก็จริงนะ งั้นพี่ช่วยไปดูไอ่มดให้ทีสิ มันเป็อะไรมากไหม มันขี้โรคด้วย* ฉันบอก พี่เอ แน่นอนต้องคิดในใจได้อย่างเดียวพูดออกมาเดี๋ยวจะโดนว่าบ้า พี่เอหายไปอยู่ที่มดนอนพักอยู่ แล้วหันกลับมา ฉันมองดูพี่เอ พี่เอยกนิ้วโป้งให้เหมือนแปลว่าเยี่ยมนั้นแหละ ฉันเลยสบายใจที่มดไม่เป็อะไรมาก “ไม่เป็ไรแล้วเพื่อนเธอน่ะ แต่เธอนี่สิ ยืนตากแดดตั้งนาน พิธงพิธีก็เยอะอะไรนักหนา เดี๋ยวพี่เอคนนี้จะบังแดดให้” แล้วพี่เอก็ยืนเยื้องกับฉันเพื่อบังแดดให้ เอาฉันซาบซึ้งมาก ไม่หรอก...คนอย่างฉันนะเหรอจะซาบซึ้งกับผี ชิ! ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะกลัวครูได้ยิน * ผีบังแดดให้คนเนี้ยนะพี่เอ บ้ารึเปล่า ผีนะไม่ใช่คนจะบังแดดให้กันได้ โปร่งแสงขนาดนั้น * พี่เอได้ยินฉันคิดแล้วทำหน้าไม่พอใจ ฉันกลัวพี่เอจะงอนเลยบอกไปว่า * ขอบคุณค่า...พี่ที่ช่วยบังแดดให้ ถึงจะไม่ได้ช่วยจริงๆ ก็เถอะ แต่อย่างน้อยพี่อยู่ใกล้ก็เย็นอยู่แล้ว* (คุณเคยรู้สึกขนลุกแบบไม่มีสาเหตุไหม นั้นนะใช่อย่างที่พวกคุณคิด ผีจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าเราแต่ก็ไม่เสมอไปหรอกนะ) ฉันหันไปยิ้มให้พี่เอ “เธอไปเป็รองหัวหน้ากลุ่ม” เสียงครูนิคะโเสียงดังมาแต่ไกล (ครูนิคเป็ครูฝ่ายปกครองและสอนลูกเสือรวมถึงวิชาพลานามัยด้วย ขอบอกดุมาก ฉันจำครูนิดได้ดีเลย) ฉันมองหน้าครูนิค แล้วก็เดินไปหาด้วยอารมณ์เบื่อๆ เซ็งๆ เพราะฉันเคยบอกคุณๆ แล้วว่าฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย “เอาล่ะทีนี้ก็ครบกลุ่มแล้วไปพักได้เดี๋ยวเรามารวมองกันใต้อาคารเรียน A” (ขอเรียกชื่ออาคารแต่ละอาคารเป็ตัวอักษรภาษาอังกฤษละกันเดี๋ยวคุณๆ รู้หมดว่าฉันอยู่ ที่ไหน? 555) ฉันเดินหน้ามุ่ย เข้าไปหามดที่นั่งเอนอยู่กับเสาตรงใต้ตึก “พวกแกเป็ไงบ้าง?” มดถามด้วยความเป็ห่วง แต่ดูท่าทางมดจะดีขึ้นแล้ว “แม่ง! ร้อนว่ะ ไม่รู้พูดอะไรนักหนา ร้อนก็ร้อน” อัง (สาวห้าวประจำกลุ่ม อีกทั้งมีนิสัยเหมือนผู้ชายจนบางครั้งฉันยังคิดว่าเป็ทอมด้วยซ้ำ มีแต่คนชอบอัง ทั้งที่หน้าตาก็ไม่สวยอะไรและมีความน่ารักเพราะเฟรนรี่กับทุกคนเสมอ) บ่นถึงอากาศที่วันนั้น ฉันเองก็ไม่ได้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ยกน้ำขึ้น มาดื่ม พร้อมมกับบ่นให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง “นั่นสิ ร้อนเกิ๊น ครูไม่ร้นไม่ร้อนกันหรือไงนะ” เมื่อฉันพูด สายตาดันไปมองที่เสาธงที่ตั้งสง่าอยู่กลางสนามฟุตบอล เอาอีกแล้ว ฉันเห็นเป็ผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดทหารญี่ปุ่นขาดๆ และเกาะไปด้วยฝุ่นหนายืนหันหน้าติดกันเสาธง นั่นไง! ฉันเอาอีกแล้ว* อย่านะ อย่าหันมา อย่าหันมาเชียวนะ * หมดความคิด ผีทหารนั้นค่อยๆ หันหน้ามาหาฉัน แล้วอยู่ดีๆ พี่เอก็มายืนบังฉัน ฉันเงยหน้ามองพี่เอ “ทำเป็ไม่เห็นบ้างก็ได้ หรือไม่ก็อย่าคิดถึงมัน เข้าใจไหม?” ไม่พูดเปล่าเอามือมาลูบหัวฉันแล้วยิ้มให้ ฉันยิ้มตอบ “ค่ะ ขอบคุณนะพี่เอจะจำไว้น้า” แล้วฉันกับพี่เอก็หัวเราะพร้อมกัน เพื่อนๆ หันมามองหน้าฉัน มันเป็เื่ปกติที่ฉันมักจะยิ้มและหัวเราะคนเดียว แต่เพื่อนๆ ฉันรู้ว่ามีพี่เอคอยดูแลตลอดไม่ใช่เฉพาะฉันหรอก ทั้งกลุ่มฉันไม่ว่าจะเป็ - มด ที่มีร่างการอ่อนแอ
- อังสาวห้าวประจำกลุ่ม
- มนเ้าแม่แห่งการมโนและคิดไปเอง
- เอฟหญิงแห่งบ้านทรายทองที่ทำอะไรก็ช้ากว่าเพื่อนและเวลาเล่าอะไรให้ฟังก็รู้ช้ากว่าเพื่อนตลอด
- เอ๋แม่เสือสาวขี้สงสัย
-กรหญิงแห่งการเงียบขรึมประดุจโลกทั้งใบจะถล่มลงมาใส่
-อุ้ยปากยิ่งกว่ามาค้าในตลาด อย่าด่าหรือเถียงกับคุณเธอนะไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน
- นิก (ฉันขอใช้นิกเป็ตัวกอไก่นะ เพราะเดี๋ยวจะสับสนกับครูนิค) คนนี้บ้านฉันมีเงิน ฉันรวย ใครจะทำไม
-โฟว์จะค่อนข้างสนิทกับฉันเพราะโฟว์มักมีความรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่ยักกะเห็นเหมือนฉัน
-สกายห้าวหาญบ้าบิ่นเพื่อนรู้ใจของอังเขาละ แบบดูตาก็รู้ใจอย่างไงอย่างงั้น
-น้ำหวานหญิงมารยาทงาม พูดจาไพเราะ แต่ซ่อนความร้ายไว้ภายใน เพราะเป็เ้าแม่แห่งการวางแผน
นี่แหละ... กลุ่มฉันแต่ละคนนิสัยแตกต่างกันมาก แต่ที่รวมกลุ่มและสนิทกันได้ คงเพราะตอนย้ายห้องจนจะจบม.ต้นอยู่แล้วยังไม่เคยอยู่กันคนละห้องเลย ที่ทุกปีจะมี การเลื่อนชั้นจะต้องมีทำข้อสอบเพื่อสับเปลี่ยนห้องในการเรียน ถ้าเป็ห้อง1 ก็จะเรียน แย่หน่อย แต่ถ้าเป็ห้อง 12 ก็จะเป็ห้องที่ครู ในโรงเรียนจะให้ต่อม.ปลายสายวิทย์ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ** ห้องคิง หรือ เด็กเรียนเก่ง** ประมาณนั้น ส่วนพวกฉันนะเหรออยู่ห้อง 5 ค่า ไม่เก่ง ไม่เรียน เน้นกิจกรรม ถ้ากลุ่มฉันไม่มีกิจกรรมเข้าช่วยนะ โน้นคงย้ายไปอยู่ห้อง 1 แล้ว เพราะห้องฉันเป็เด็กกิจกรรมทุกคนทั้งห้อง เลยได้อยู่ด้วยกันมาั้แ่ม.1 จนตอนนี้จะจบม.ต้นแล้ว ยังไม่เคยแยกจากกันเลยซักครั้ง เพราะแต่ละคนเกาะติดกิจกรรมกันแน่มากๆ ไม่งั้นลงไปอยู่ห้องบ๊วยแน่ เอาล่ะเล่าพอหอมปากหอมคอที่มาที่ไปของกลุ่มฉัน
กลับมาที่ฉันเห็นพี่ทหารญี่ปุ่นคนนั้น ทำให้ฉันรู้ตัวแล้วว่าต้องเจอกับอะไรเป็แน่ แต่ก็ไว้วางใจได้เพราะมีเพื่อนที่แสนดีอย่างพี่เอ มาอยู่ด้วยสบายใจนิดหน่อย โฟว์เห็นฉันยิ้มและหัวเราะอยู่จึงเข้ามายื่นน้ำอีกขวดให้ฉัน “คุยกับพี่เอล่ะสิ ร่าเริงเชียวนะ” ถามไม่ถามเปล่ายังทำหน้าเ้าเล่ห์ใส่ฉัน
“อืม...พี่เอมาคุยด้วยไม่มีอะไรหรอก” (คำว่าไม่มีอะไรหรอกของฉัน แฝงไปด้วยคำว่า เดี๋ยวต้องมีอะไรแน่ๆ เพื่อนๆ ในกลุ่มรู้ดี) *เห้ออออ* โฟว์ ถอนหายใจ
“คำว่าไม่มีอะไรของมึงน่ะ มีตลอดเลยนะ กูรู้สึกได้” พอโฟว์พูดจบ
“มันก็เป็อย่างนั้นตลอดไม่ใช่เหรอ...ไง ไอ่น้องมันต้องมีอะไรปิดบังพวกเราแน่ๆ แต่ไม่ว่าเื่ไหนขอให้มาเถอะ กูจะเหยียบให้จมดินเลย ผีๆ ก็ผีเถอะ กูไม่กลัว” อุ้ยทำท่าทางกร่างและผยองอย่างไม่เกรงกลัวอะไรจริงๆ ใช่อุ้ยไม่ใช่แค่ปากตลาดนะแต่ชอบ ลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็นด้วย แต่ดีที่พี่เอไม่ว่าอะไรเพราะคิดว่าเด็กก็คือเด็ก แต่ฉันสิ! อยากจะด่าไอ่อุ้ยซัก100 รอบ เพราะทันทีที่อุ้ยพูดจบ ผีทหารญี่ปุ่นก็เอาหน้าแทบจะชนหน้าอุ้ยเลยที่เดียวแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ฉันผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับอึ้ง แต่ไอ่อุ้ยน่ะเหรอก็มันไม่เห็นผีมันจะไปรู้สึก รู้สาอะไรแล้วมันจะกลัวทำไม ฉันกับโฟว์หันมามองหน้ากันและเหมือนมีไอเย็นบางอย่างมา กระทบร่างกาย * ไอ่อุ้ยปากมึงนี่เอาความเดือดร้อนมาให้กูอีกแล้ว * ก็ฉันเห็นคนเดียวนี่ อีกอย่างโฟว์ก็แค่รู้สึก ไม่ 3 D อย่างฉันซักหน่อย แล้วผีทหารญี่ปุ่นพูดออกมาว่า “&*@+###%$^&**” (55+ ฉันไม่ได้กดอะไรผิดหรอกก็ฉันฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เื่ เดาๆ เอาคงประมาณว่า * แล้วเจอกัน อะไรทำนองนี้มั้ง? * เพราะจากท่าทางและหน้าตาผีทหารญี่ปุ่นมันบ่งบอกแบบนั้น ฉันก้มหน้า ก้มตาเพื่อไม่ให้ผีทหารญี่ปุ่นรู้ว่าฉันเห็น
“เอ้า! เร็ว นักเรียนให้มาเข้าแถวตามกลุ่มมี่แบ่งตอนเช้า” ฉันสะดุ้ง! และใกับคำสั่ง ที่เสียงดังของครูนิค แต่ก็ดีที่เสียงของครูนิคเรียกสติฉันกลับมาได้ ฉันหยิบกระเป๋าและขวดน้ำเดินเข้ากลุ่มไปตามที่ครูนิคบอก โฟว์เดินเคียงข้างฉัน “เมื่อกี้แกรู้สึกใช่ไหม?” ฉันพยักหน้าเป็การตอบ * ปากพาซวยจริงไอ่อุ้ย...* โฟว์บ่นพรึมพรำก่อนไปเข้ากลุ่มอีกกลุ่ม แต่อนิจังคนมันจะมีเื่ยังไงก็ห้ามไม่อยู่ ฉันดันได้อยู่กลุ่มเดียวกับอุ้ย ส่วนมนอยู่กับนิก เอฟอยู่กับน้ำหวาน อังอยู่กับสกาย (คู่นี้โชคดี เพื่อนเลิฟอยู่ด้วยกัน) เอ๋ยู่กับโฟว์ แล้วสุดท้าย กรอยู่กับมด แยกกลุ่มกันได้บังเอิญมาก *ทำไมกูต้องมาอยู่กับอุ้ยด้วยว่ะ เห้อออ...* ฉันคิดถึงความยุ่งยากที่จะตามมาจริงๆ เข้าค่ายลูกเสือมีกำหนด 3 วัน 2 คืน ใช่มีตั้ง 2 คืน ฉันเดินเข้าไปอยู่หลังสุดเพราะได้เป็รองหัวหน้ากลุ่ม (นานแล้วจำชื่อกลุ่มไม่ได้ขอเป็ตัวเลขล่ะกันนะ) มีทั้งหมด 10 กลุ่ม ฉันเองเป็คนตัวเล็กเรียกง่ายๆ เบาๆ ก็เจ็บคือ * เตี้ย *นั่นเอง และพี่เอมักจะปลอบใจฉันว่า* ผู้พิทักษ์สโนไวน์* ดีจริงๆ น่าภาคภูมิใจที่สุดเลย (ประชดค่า.... ประชด!) ถึงไม่เป็รองหัวหน้ากลุ่มก็ได้อยู่ด้านหลังแถวอยู่ดี ซึ่งมดก็เช่นกัน (แอบดีใจเล็กๆ ฉันสูงกว่ามดไป นิดหน่อย หุหุ) ครูที่ดูแลกลุ่มฉันคือครูขาโหดประจำโรงเรียน “ครูนิค” นั้นเอง ส่วนครูผู้ช่วยคือ “ครูยุพา” (ครูยุพาเป็คนเรียบร้อย พูดเพราะ สอนวิทยาศาสตร์ ฉันชอบครูคนนี้มาก เพราะแกใจดี ใครไม่เข้าใจอะไร แกก็จะอธิบายจนกว่าจะเข้าใจ น่ารักที่สุดในบรรดาครูที่สอนมา) อยู่กับขาโหดก็ต้องโหดสมชื่อสิค่ะ รวมแถวได้ไม่นานก็ต้องแยกมาฝึกระเบียบแถว เพื่อแสดงศักยภาพครูปกครอง ครูนิคพาไปฝึกระเบียบแถวกลางสนามฟุตบอลที่ร้อนมาก เหงื่อยไหลไคลย้อยหมด ฉันสังเกตว่าั้แ่ ผีทหารญี่ปุ่นมาจองหน้าอุ้ย และพี่เอหายไป ไม่เห็นเลย ฉันคิดเรียกพี่เอ แต่พี่เอก็ไม่ตอบสนองอะไร ไม่โผล่มา และไม่ส่งเสียงอะไรอีก * เอ...หรือว่าพี่เอกลัว ผีทหารญี่ปุ่น* ฉันคิดในใจ แต่ก็ไร้การตอบสนองจากพี่เอ ฉันฝึกไป ก็มองหาพี่เอด้วย แต่ก็ไร้วี่แววของพี่เอ *พี่เอไปไหนนะ* ฉันคิด พอฝึกระเบียบแถวเสร็จครูนิคให้ไปรวมตัวกันใต้ตึก A อีกครั้ง พร้อมแจ้งกำหนดการที่ต้องทำในการเข้าค่าย 3 วัน 2 คืน ฉันไม่กลัวหรอกแค่ฝึกทำโน้น! นี่! นั้น! แต่ที่กลัวคือตอนกลางคืนนี่สิ น่ากลัวที่สุด เพราะคำพูดของไอ่อุ้ยคนเดียวเลย ปกติฉันก็ไม่กลัวเท่าไหร่นะ เพราะเห็นเป็ปกติ แต่ผีทหารญี่ปุ่นครั้งนี้น่ากลัวเพราะแผ่รังสีความอำมหิตและกลิ่นความตายออกมาอย่างชัดเจน ฉันเห็นผีมาเยอะแต่ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ผีที่ทำให้โฟว์ถึงกับปวดหัวไมเกรน ทั้งที่ฝึกระเบียบแถวอยู่ที่ร่มไม่น่ามีอาการปวดหัวขนาดนั้นเลย ปกติโฟว์มักจะบอกว่ารู้สึกเย็นๆ หรือไม่ก็ ขนลุก แปลกๆ แค่นั้น แต่คราวนี้เห็นโฟว์ปวดหัวจนต้องทานยาเลย ซ้ำยังพี่เอปกติจะมา แหย่ฉันเล่นกับฉันบ่อยๆ และห่วงฉันเวลามีผีตัวอื่นเข้าใกล้ พี่เอก็จะจัดการทั้งหมด ฉันยังถือว่าพี่เอเป็บอดี้การ์ดผีของฉันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ฉันไม่เห็นเลย และก็อดแปลกใจไม่ได้ อยู่เรียนจนจะจบแล้วยังไม่เคยพบเจอหรือเคยเห็นผีทหารญี่ปุ่นมาก่อนเลย ฉันนึกและคิดอยู่ในใจ อยู่ดีๆ อุ้ยก็มาตอบหลังฉันเบาๆ “มึงได้นอนห้องเดียวกับกู อาคารB ชั้น 3 ห้อง305 เชียวนะโว้ย” ฉันใที่อุ้ยมาตบหลังเพราะมัวสงสัยเหตุการณ์ที่เกิด
“เดี๋ยวนะไอ่อุ้ยมึงบอกกูใหม่ดิ ว่าห้องไหนนะ แล้วกูนอนกับใคร” ฉันหันหลังไปมองอุ้ยเพื่อหาให้คลายสงสัย ที่จริงฉันไม่สงสัยหรอกแค่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองมากว่านอนกับไอ่อุ้ย แค่นั้น
“ไอ่น้องงงงงมึงฟังดีๆ มึงได้นอนกับกูอาคาร B ชั้น 3 ห้อง 305” อุ้ยพูดช้าๆ พร้อมเอานิ้วชี้ที่ปากเหมือนบอกให้ฉันดู
คำตอบของอุ้ยทำให้ฉันแทบเข่าทรุดอยากไปนั่งลงกับพื้นเลยที่เดียว เพราะอะไรน่ะเหรอ คุณๆ คงสงสัย โดยประวัติแล้วห้อง 305 อาคาร B เป็ห้องดนตรีไทยเก่าแต่ได้ปรับปรุง เป็ห้องกิจกรรมไว้ซ้อมเกี่ยวกับการแสดงของโรงเรียนเพื่อไปแข่งขันงานต่างๆ เพราะในห้องมีกระจกบานใหญ่ที่ติดผนังหนังหน้าห้องและด้านข้าง แต่ยังมีหน้าต่างอยู่ตรงข้ามกับกระจกข้างห้องเวลาเปิดหรือปิดต้องเลื่อน ใช่อย่างที่คุณๆ เข้าใจ ประตูเป็ประตูกระจกเลื่อนได้ (คุณนึกถึงห้องซ้อมเต้นของเด็กๆ ในสมัยนี้ไง) ซึ่งห้องนี้มีไว้สำหรับซ้อมการแสดงโดยเฉพาะและเป็ห้องที่ใหญ่ที่สุด ใช่มันไม่ใช่ห้องเรียนที่ขนาดเล็ก อีกทั้งยังอยู่ไกลจากห้องน้ำเพราะชั้น 3 ไม่มีห้องน้ำ ที่มีห้องน้ำและสามารถอาบน้ำได้แต่ชั้น 1 กับชั้น 2 ที่มีเท่านั้นอาคารนี้อยู่ใจกลางโรงเรียน สามารถเห็นอาคารข้างๆ ได้ และยังเห็นสนามฟุตบอล โรงยิม โรงอาหาร และ อาคาร A และ C แล้วทำไมฉันถึงในะเหรอ
อย่างแรกนอนกับอุ้ยที่ชอบพูดลบหลู่ทุกสิ่งอย่างชอบเถียงเพราะเห็นเป็เื่สนุก กระหายความชนะ
อย่างที่สอง ห้องนี้มีกระจกและเป็ห้องดนตรีไทยเก่า
อย่างที่สาม สามารถมองเห็นได้ทุกอาคาร สุดท้ายห้องน้ำต้องลงไปเข้าชั้น 2 หรือไม่ก็ชั้น 1 เพราะอาคารมี 3 ชั้นแต่ไม่รู้ทำไมชั้น 3 ถึงไม่มีห้องน้ำ คุณๆ เห็นความลำบากใจของฉันหรือยังว่าทำไมถึงแทบทรุดอยู่ตรงนั้น แล้วคุณๆ คิดกลับไปตอนที่ผีทหารญี่ปุ่นจองหน้าอุ้ยเหมือนเอาเื่สิ แล้วคิดออกไหมว่า 2 คืนนี้ฉันจะต้องเจออะไร สำหรับคนเห็นผีอย่างฉัน อุ้ยเห็นลากกระเป๋าเหมือนจะหมดแรง อีกทั้งยังหน้าบึงตึงไม่พอใจอย่างมาก อุ้ยเดินมาข้างฉันและบอกอีกว่า “รู้ม่ะไอ่น้อง ความจริงนะเราได้นอนชั้น 2 ซึ่งมันใกล้ห้องน้ำมาก กูว่านะมันน่าลำคาน เดี๋ยวแม่งเดินไปเดินมาเข้าห้องน้ำกันอยู่นั้นแหล่ะกว่าเราจะได้นอนนะโว้ย กูมาคิดดูแล้วว่าไม่ได้นอนแน่อีกยังใกล้ห้องน้ำ กลิ่นมาแน่ๆ กูเลยขอครูนิคนอน305 กว้างก็กว้าง ไกลห้องน้ำ คนก็ไม่เยอะ อีกทั้งเราไม่ต้องไปจัดห้องอีก สบายจะตายนี่กว่ากูจะขอได้นะเถียงแทบตาย แต่มึงก็รู้ว่ากูเถียงชนะทุกคนอยู่แล้ว” ฉันหยุดเดินและวางกระเป๋าอย่างเบาที่สุด อุ้ยไม่รู้ว่าฉันหยุดเดิน ก็คงพร่ำพรรณนาต่างๆ อย่างภาคภูมิใจที่ได้นอนห้องสบายๆ นั้น แล้วอุ้ยก็รู้ตัวว่ากำลังพูดอยู่คนเดียว จึงหันกลับมาหาฉัน
“แกเหนื่อยเหรอ ยกกระเป๋าไม่ไหวเหรอ กูช่วยมึงม่ะ” แล้วยิ้มให้ฉันและเดินมาหาฉันถือกระเป๋าฉันขึ้นชั้น 3 “ก็ไม่หนักนี่นา ครูนิคซ้อมพวกเรากลางแดดแน่เลย มึงเลยไม่มีแรงอีกทั้งยังไม่ได้กินข้าว ตัวเล็กก็อย่างนี้แหละ” คุณๆ รู้ไหมในใจฉันคิดอะไรตอนนั้น ฉันอยากถีบไอ่อุ้ยตกบันไดให้มันรู้แล้วรู้รอดเลย อุ้ยมันก็บ่นของมันไปเื่ ฉันก็หน้าหงิดหน้างอใส่มัน แต่มันคงนึกว่าฉันเหนื่อยเลยทำหน้าแบบนั้นที่จริงมันไม่ใช่เลย ฉันเดินไปถึงหน้าประตูอุ้ยเลื่อนประตูออก ความเย็นะเืก็เข้ามาแทนที่เหงื่อยที่ไหลลงมา *พี่เออยู่ไหน เพื่อนรักคนนี้้าพี่เอด่วน* แต่ก็ไม่ได้คำตอบหรือเสียงอะไรตอบกลับมา ฉันถอนหายใจและจำยอมเข้าไปในห้อง นึกเพียงแต่ว่าอยากเพิ่งสำแดงฤทธิ์เดชอะไรเลยนะ น้องกลัว อุ้ยวางกระเป๋าของฉันกับมันลง
“เห็นไหมมึงห้องก็กว้าง แอร์ก็มี ถึงจะไกลห้องน้ำไปหน่อยแต่กูว่าเรา 2 คนสบายสุด” ฉันคลานไปนั่งข้างมันโดยพิงอยู่ที่ไม้ฝั่งหน้าต่าง พยายามไม่มองกระจกแต่ก็ต้องเห็นกระจกอยู่ดีเพราะประตูเห็นกระจก ฉันเห็นตัวเองและอุ้ยนั่งในกระจก ฉันคิดว่า*ดีแล้วที่ไม่เห็นอะไรในกระจก ไอ่อุ้ยนะไอ่อุ้ย ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อนกู กูจะถี่บมึงลงไปชั้น 1 เลย * นั่งได้ซักพักก็มีเสียงนกหวีดเรียกรวมกลุ่ม ฉันรีบวิ่งโดยไม่สนใจอุ้ย ก็คนมันอยากหนี ละนั้นเป็ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกขอบคุณครูนิค เข้าแถวเสร็จครูนิคจัดเวรตามกลุ่มเพื่อจัดโต๊ะอาหารสำหรับกินข้าว จากนั้นก็ทยอยกันทานข้าว ทานข้าวเสร็จได้พักก่อนจะรวมตัวกันอีกครั้ง ฉันมานั่งที่โต๊ะกินข้าวปล่อยให้เพื่อนๆ ที่เป็เวรเก็บโต๊ะและเช็ดโต๊ะให้เรียบร้อยที่ฉันไม่ไปไหนน่ะเหรอก็เพราะไม่มีแม้แรงจะเดินในหัวมีแต่ห้อง305 และผีทหารญี่ปุ่น โฟว์เดินมาหาฉันพร้อมเอ๋และเพื่อนๆ ในกลุ่ม
“เป็อะไรไปว่ะมึงทำหน้าอย่างกับปวดขี้” เอ๋ทักทายฉัน ฉันไม่ตอบแต่เอาหน้าฟุบลงที่โต๊ะ
“เป็อะไรของมึง ไอ่น้อง” อังถาม แต่ฉันก็คงไม่ตอบตามเคย ตอนนี้ฉันไม่อยากพูดคุยอะไรเลย ชะตากรรมฉันกับห้องกระจก และผีทหารญี่ปุ่น วนเวียนในสมอง
“เล่ามาไอ่โฟว์ มึงคล้ายๆ ไอ่น้องมัน มึงต้องรู้” ทีนี้ทุกคนในกลุ่มหันไปมองหน้าโฟว์เพื่อหาคำตอบ
“ไม่รู้ กูจะรู้ได้ไง กูไม่ใช่ไอ่น้องนี่นา” โฟว์ตอบเพื่อนในกลุ่มพร้อมกับเอาหน้าฟุบโต๊ะอีกคนไป แต่ละคนพยายามถามจนเสียงดัง ครูนิคเดินผ่านมาพอดี
“วันแรกก็เหนื่อยกันแล้วเหรอ เดี๋ยวก็ปล่อยไปนอนแล้ว” ฉันได้ยินคำนั้นอยากเอาตัวหายไปจากโลกนี้เลยทีเดียว
“ไม่หรอกครู น้องและโฟว์แค่กินข้าวอิ่มมันเลยง่วงแค่นั้นเอง” นิกตอบครูพร้อมกับขยิบตาให้มน
“ใช่ๆ ครูเดี๋ยวมันก็ปรับตัวได้” แล้วอยู่ดีๆ อุ้ยเอ่ยขึ้นมาเหมือนนึกอะไรออก “จริงสิ ครูนิคห้องที่หนูพักมันกว้างมากเลย ครูนิคที่น่ารักให้กลุ่มหนูไปนอนได้ไหมไม่กี่คนเอง นะนะ” พร้อมส่งสายตาเว้าวอน ครูนิคหัวเราะ
“อ้าว... แค่นี้เองนึกว่าเื่อะไรมีแต่คนไม่อยากนอนห้องนั้น ตอนแรกครูว่าจะไม่ให้ยุ่งห้องนั้นแล้วนะ เอ้า! ในฐานะที่ครูรู้ว่าพวกเธอขาดกันไม่ได้ ขนาดดนี้ก็ตกลงตามนั้น เดี๋ยวหลังปล่อยอาบน้ำค่อยย้ายไปห้อง 305 แล้วกันครูอนุญาต” เพื่อนในกลุ่มที่ฟังอยู่ถึงกับอุทานเป็เสียงเดียวกันเลย “305!” ครูนิคพูดเสร็จก็หัวเราะเดินออกไปเพื่อเตรียมเรียกรวมอีกครั้งส่วนฉันน่ะเหรอ อยากเป็ธาตุอากาศปลิวไปเลย อุ้ยยิ้มกริ่มให้กับเพื่อนในกลุ่ม ทุกคนหันมาหาอุ้ยพร้อมกันยกเว้นฉันกับโฟว์ที่กำลังลุกเดินไปรวมแถวเหมือนิญญาออกจากร่าง และได้ยินเสียงด่ากร่นอุ้ยและเสียงอุ้ยวิ่งโดยผ่านฉันกับโฟว์ไป โดยมีอังกับสกาย ไล่เอาเท้าเตะอุ้ย
“แล้วห้อง305มันเป็ยังไงเหรอ ทำไมอังสกาย มน กร ต้องไปทำร้ายอุ้ยขนาดนั้นใช่ไหมน้ำหวาน” เอฟถามน้ำหวานซึ่งตอนนี้ 2 คนเดินมาทันฉันกับโฟว์ ฉันได้แต่เดินอย่างหมดเรี่ยวแรง เหมือนไม่มีิญญา โฟว์ก็เช่นเดียวกัน เห้อ..ฉันถอนใจในความไร้เดียงสาของ 2 คนนี้ ที่จริงฉันก็อิจฉานะ เพราะพวกเขาไม่สามารถัั หรือ เห็นผี เหมือนฉันกับโฟว์
มดเอ่ยออกมาว่า “ห้อง 305 เป็ห้องดนตรีไทยเก่าไง แล้วเขาเปลี่ยนเป็ห้องกิจกรรม และที่สำคัญนะ มันเป็ห้องแอร์ ฉันกลัวไม่สบายไม่ได้เอาผ้าห่มหนาๆ มาด้วย” *อ้าววมดมึงห่วงแค่มึงไม่สบาย ไม่ห่วงเพื่อนมึงว่าจะเจออะไรคืนนี้เลยหรือไง * ฉันคิด “คืนแรกอย่า เจออะไรเล้ย” ฉันกับโฟว์พูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำเอาฉันกับโฟว์มองหน้ากันและยังมีน้ำหวาน เอฟ มด มองฉันกับโฟว์ด้วย สุดท้ายแล้ว ฉันและโฟว์ก็ถอนหายใจกันทั้งคู่ก่อนนกหวีดจะดังแล้วไปรวมกลุ่ม เมื่อครูนิคแจ้งถึงกิจกรรมวันพรุ่งนี้ว่ามีอะไรบ้าง ฉันน่ะเหรอ หูไม่ได้ยินอะไรเลย สมองมีแต่ภาพทหารญี่ปุ่นจ้องหน้าอุ้ย อยู่อย่างนั้น จนมีคนการกระซิบข้างหู “ผีมาแล้วววว” ด้วยเสียงยานคราง ฉันถึงกับขนลุกและเย็นไปทั่วร่างกาย แต่กลิ่นนี้เป็กลิ่นน้ำอบไทยเเป็กลิ่นติดตัวของพี่เอ ฉันหันหน้าไปมองตามเสียง น้ำตาฉันไหลออกมา พี่เอยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างฉัน ฉันร้องไห้ออกมาแล้วเอาแขนเช็ดน้ำตา พี่เอทำหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว
“อย่าร้อง ร้องทำไม ปกติเล่นแบบนี้จะด่าไม่ใช่เหรอ ร้องไห้ทำไม ไม่เอาอย่าร้อง เดี๋ยวใครมาเห็นจะหาว่าพี่รังแกเรานะ น้อง” *ใครจะมาด่า มาว่าพี่ได้ล่ะ ก็มีแต่ไอ่น้องเนี้ยที่เห็น ที่ด่าได้ พี่เอไปไหนมา รู้ไหมน้องกลัวมากเลยนะ* “ขอโทษครับอย่าร้องไห้นะ นอนห้อง305 เหรอเดี๋ยวพี่ไปอยู่เป็เพื่อน” * พี่หายไปไหนมา เรียกก็ไม่มา * ก่อนที่จะได้คำตอบครูยุพาก็เดินมาหาฉัน
“ร้องไห้ทำไมเราเป็อะไรหรือเปล่า บอกครูได้นะจ๊ะ” ฉันเอามือและแขนเช็ดน้ำตาไม่เป็ไรค่ะ แค่แมลงเข้าตาเฉยๆ
“อดทนหน่อยนะ เดี่ยวมันก็ผ่านไป น้องเก่งครูรู้” ครูยุพาปลอบฉัน ฉันยิ้มให้แทนคำตอบ เมื่อครูนิคแจ้งรายละเอียดวันที่2 เสร็จ จึงปล่อยให้พักผ่อน กลุ่มฉันเดินมาด้วยกัน ฉันรู้สึกดีขึ้นเมื่อเห็นพี่เอ ฉันคิดว่ามีพี่เอก็ไม่มีอะไรต้องกลัว โฟว์เห็นฉันยิ้มจึงเดินเข้ามากระซิบข้างหูฉัน สิ่งที่ฉันเห็นร่างโฟว์กับร่างพี่เอซ้อนกัน
“พี่เอมาแล้วใช่ไหม ยิ้มขนาดนี้” ฉันพยักหน้าและยิ้มให้โฟว์ “ไม่ต้องยิ้มให้พี่ก็ได้ พี่รู้ว่าคิดถึงหรอกน่า ไม่มีพี่อยู่กลัวอ่ะดิ” พี่เอพูดแล้วหายไปกับตา* ใครยิ้มให้พี่กัน ยิ้มให้โฟว์ต่างหาก* “เชื่อดีไหมน้า” *ยังมาคุยอีกไปรอที่ห้อง305 เลย * แล้วมีเสียงหัวเราะผ่านมา แต่ด้านหน้าฉันก็ยังทำหน้าที่ไม่เสร็จคือรุมด่าและทำร้ายร่างกายอุ้ยอย่างให้ตายไปข้างหนึ่ง
“กูผิดอะไรก็กูอยากให้พวกมึงมีที่นอนสบายๆ ไม่แออัดไง” อุ้ยบ่นพรึมพร่ำ ฉันหัวเราะได้กับเหตุการณ์และเื่ราวตรงหน้าก่อนถึงห้อง 305 ที่หน้าประตูบานเลื่อนมีพี่เอยืนอยู่ พร้อมหันมายิ้มให้ ฉันยิ้มกลับให้พี่เอพร้อมยกนิ้วโป่งให้พี่เอ หวังว่าคืนแรกจะผ่านไปได้ด้วยดีนะ โฟว์บ่นด้วยเสียงที่เบาแต่ฉันก็ได้ยิน ฉันตบไหล่โฟว์เบาๆ และกระซิบ “พี่เอมาแล้ว สบายใจได้ เชื่อสิ” โฟว์ยิ้มตอบฉัน “เดี๋ยวก่อนครูจะนอนกับพวกเธอด้วย” ครูยุพาะโขึ้นมา ฉันหันตามเสียงและไปช่วยครูถือกระเป๋า * อย่างน้อยฉันก็หลับสบายแน่คืนนี้ *
พอถึงเวลานอน ฉันก็นอนหลับตา พร้อมผ้าห่มที่เตรียมมา พวกเรานอนเรียงกันโดยแบ่งกลุ่มเป็ 2 กลุ่ม กลุ่มฉันก็มีตัวแสบทั้งหลาย อีกกลุ่มก็จะมีพวกเรียบร้อย ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย ใจฉันคิดว่าขออย่าเกิดเหตุการณ์อะไรเล้ย สาธุ แต่มันไม่ใช่ไง? ก็ไอ่อุ้ยคนเดียวเลย คนเดียวจริง ๆ