บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ค่ำคืนอันน่าสะพรึง

          หลังจากที่ต้วนชางไห่เข้ามาในห้องเขาก็กวาดสายตามอง เห็นกลุ่มคนยืนเรียงต่อกัน สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขารีบเดินเข้าไปจากนั้นก็ชักดาบออกมา แล้วฟันลงไปทันที

           แสงดาบสะท้อนมาแขนที่ติดอยู่ที่ตัวหยางหนิงขาดสะบั้น เลือดพุ่งออกมา ต้วนชางไห่จับแขนของหยางหนิงแล้วรีบดึงตัวเขาออกมา

           ตั้งแต่เขาลงมือจนกระทั่งดึงหยางหนิงออกมามันเป็นเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น รวดเร็วและเด็ดขาดมาก

           หลังจากแขนถูกตัดออก ทุกคนต่างก็ล้มลงแต่ละคนไร้เรี่ยวแรง เมื่อยล้าและอ่อนแอ และไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้

           หยางหนิงที่กำลังดูดซับกำลังภายในกลุ่มลมปราณเหล่านั้นกำลังลื่นไหล ตั้งแต่จุดชี่ไฮ่ไปจนถึงจุดตันเถียนได้เปิดเส้นชพจรทั้งหมดแล้วเพียงแต่ว่าที่จุดตันเถียนมันเคลื่อนที่ดังคลื่นพายุ ทุกครั้งที่ลมปราณเข้าสู่ภายในจุดตันเถียนก็เหมือนถูกเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟ ขณะกำลังทรมานจนถึงที่สุดลมปราณที่กำลังเข้าสู่จุดชี่ไฮ่ก็หยุดชะงักและจางหายไป หยางหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ

           “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ต้วนชางไห่เอามือประคองหยางหนิงไว้เห็นใบหน้าของหยางหนิงแดงเหมือนก้นหลิง ก็ตกใจ รีบพูดว่า “ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

           หยางหนิงหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปทางต้วนชางไห่เมื่อได้สติ ก็พูดว่า “มีคน... มีคนจะฆ่าข้า!”

           ตอนนี้ด้านนอกมีคนบุกเข้ามาเพิ่ม เป็นฉีเฟิงที่นำทหารคุ้มกันหลายคนมาถึงพอดีเห็นบรรยากาศภายในห้อง ก็ไม่พูดอะไรมาก ชักดาบออกมา คุ้มกันหยางหนิงในทันที

           ทหารของเรือนรับรองตอนนี้ก็ลุกขึ้นมาสีหน้าซีดเซียว ชายชุดเขียวนอนนิ่งไม่ขยับ ที่แขนยังคงมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด

           “เกิดอะไรขึ้น?” ฉีเฟิงกำดาบในมือแน่นแล้วมองไปรอบๆห้อง แล้วจ้องไปที่ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองคนหนึ่ง“ทำไมที่นี่เป็นแบบนี้? พวกเจ้าคุ้มกันซื่อจื่อประสาอะไร?”

           ในเวลานี้ทหารของเรือนรับรองได้แต่อับอาย

           เรือนรับรองมีหน้าที่ดูแลขบวนศพมาตลอดแต่เพราะมันมีกฎ คนที่สามารถเข้าออกในเรือนรับรองได้มีแต่แขกสูงศักดิ์เท่านั้นทหารคุ้มกันทั้งหมดไม่สามารถเข้ามาด้านในได้คนที่ดูแลความปลอดภัยภายในเรือนรับรองก็จะเป็นทหารของเรือนรับรองทั้งหมด

           ขุนนางที่สามารถนำศพมาฝังที่นี่มีไม่มากนักนานหลายปีถึงจะมีขบวนศพมาที่นี่สักครั้งหนึ่งเพราะฉะนั้นงานของที่นี่มันเลยค่อนข้างสบาย

           แต่ไม่มีใครนึกถึงเลยว่าในเรือนรับรองแห่งนี้ จะเกิดการลอบสังหารขึ้น ในตอนที่ฉีเฟิงถามด้วยน้ำเสียงดุดันทำให้ทหารคุ้มกันเหล่านั้นทำอะไรไม่ถูกหนักกว่าเดิม

           “ฉีเฟิง คุมตัวนักฆ่าเอาไว้!” ต้วนชางไห่เสียงเข้ม “หลังจากนั้นค่อยสอบสวน”

           ฉีเฟิงรีบเดินเข้าไปใช้ดาบพาดไปที่คอของคนๆนั้น แล้วใช้เท้าถีบไปหนึ่งที คนๆ นั้นพลิกตัวกลับมา เขานอนอยู่บนพื้น ข้างๆ ก็มีคนร้อง“อ๊า” ขึ้นมา สีหน้าของนักฆ่าเขียวคล้ำ ดวงตากลมโต ไร้แวว เหมือนกับตายไปแล้ว

           ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอกพ่อบ้านชิวพุ่งเข้ามาในห้อง แล้วร้องว่า “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ซื่อจื่อท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”เห็นต้วนชางไห่นั่งยองๆ ประคองหยางหนิงเอาไว้ ก็รีบเดินมา แล้วถามว่า “น้องต้วนซื่อจื่อท่าน...?”

           สีหน้าของต้วนชางไห่ดุดันมาก จากนั้นก็พูดว่า“พ่อบ้านชิว พื้นที่เขตพระราชฐาน แต่กลับมีนักฆ่า ซื่อจื่อเกือบถูกฆ่าแล้ว”

           สีหน้าของพ่อบ้านชิวเปลี่ยนไป จากนั้นก็รีบพูดว่า“ซื่อจื่อไม่เป็นไรใช่ไหม?”

           ต้วนชางไห่พูดว่า “สวรรค์คุ้มครอง ซื่อจื่อแค่ตกใจแต่ไม่เป็นไร”แล้วมองไปที่นักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้น “ดูเหมือนเจ้านักฆ่านี่คิดที่จะตาย”

           จ้าวอู๋ชางไม่ได้เข้าไปดูนักฆ่าแต่เดินถือเข็มเงินมาที่โต๊ะ จากนั้นก็ใช้เข็มจิ้มไปที่อาหารว่างบนโต๊ะ หลังจากนั้นจึงใช้เข็มจุ่มลงไปในถ้วยชาเมื่อเขายกมันขึ้นมา เข็มเงินก็กลายเป็นสีดำ สายตาของจ้าวอู๋ชางเริ่มมีประกาย แล้วหันไปถามทหารคุ้มกันของเรือนรับรองว่า“นักฆ่าคนนี้เป็นคนรับใช้ของเรือนรับรองหรือ?”

           “ไม่ใช่” ทหารคุ้มกันเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกดูดลมปราณเป็นคนตอบ“ในเรือนรับรองนี่มีไม่ถึงยี่สิบคน ทุกคนรู้จักหน้าค่าตากันหมดนักฆ่าคนนี้ไม่ใช่คนของเรือนรับรองแน่นอน”

           “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”ด้านนอกมีคนเดินเข้ามา เสื้อผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย พ่อบ้านชิวมองไปก็จำได้ว่าเป็นคนดูแลของเรือนรับรอง เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกรมพิธีการก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกันมาบ้างแล้ว ก็เดินเข้าไปหา ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า  “ผู้ดูแลอู๋ มีนักฆ่าบุกเข้ามาในเรือนรับรองซื่อจื่อของเราเกือบไม่รอด ท่านมีอะไรจะพูดหรือไม่?”

           ถึงแม้พ่อบ้านชิวจะไม่มีตำแหน่งขุนนางอะไรแต่เป็นพ่อบ้านใหญ่ของจวนองครักษ์เสื้อแพรตำแหน่งนี้ก็ไม่เล็กไปกว่าเจ้าหน้าที่กรมพิธีการเลยอีกอย่างหยางหนิงก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด น้ำเสียงของเขาก็เลยไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไร

           ผู้ดูแลอู๋หน้าซีด แล้วพูดเสียงหลุดว่า “นักฆ่า?”แล้วก็รีบเดินขึ้นหน้าไป มองไปที่ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองที่ยืนเงียบอยู่เขายืนไร้เรี่ยวแรงเหมือนถูกฟ้าผ่า จากนั้นก็หันไปมองฉีเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ นักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้นสีหน้าของเขาแย่มาก มือไม้สั่นไปหมดจากนั้นก็ออกไปตะคอกเหล่าทหารคุ้มกันของเรือนรับรองว่า “พวกเจ้า...พวกเจ้าเฝ้าเรือนรับรองกันอย่างไรหา?นักฆ่า...นักฆ่าคนนี้เข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

           ฉีเฟิงหันไปมองต้วนชางไห่ แล้วพูดว่า “พี่ต้วนท่านพูดถูก เขาตั้งใจจะตาย เมื่อกี้เขากลืนยาพิษลงไปตอนนี้ตายแล้วเราไม่มีงานต้องทำแล้วล่ะ”

           “กลืนยาฆ่าตัวตาย คงกลัวว่าเราจะถามหาคนที่อยู่เบื้องหลังว่าเป็นใครสินะ”ต้วนชางไห่ยิ้มแล้วพูดว่า “หากข้าเดาไม่ผิด คนที่สั่งพวกเขามา พวกเราน่าจะรู้จัก”แล้วก็พูดเสริมอีกว่า “คิดว่าไม่น่าใช่ชาวเป่ยฮั่น”

           จ้าวอู๋ชางพูดว่า “นักฆ่าตั้งใจใช้ยาพิษสังหารซื่อจื่อแต่ทำไมสุดท้ายถึงได้ลงมือเองอีกล่ะ”

           ฉีเฟิงมองไปที่ผู้ดูแลอู๋ ยิ้มแห้งแล้วพูดว่า“ผู้ดูแลอู๋ เรือนรับรองอยู่ภายใต้การดูแลของท่านนักฆ่าไม่เพียงเข้ามาในเรือนรับรองได้ แถมยังสวมชุดคนรับใช้ในเรือนรับรองด้วย มิหน่ำซ้ำยังยกของว่างน้ำชาเข้ามาถึงในห้องนอนของซื่อจื่อได้แต่พวกท่านกลับตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติเลย หากทางราชสำนักทราบเรื่องขึ้นมาข้าล่ะเป็นห่วงแทนท่านจริงๆ”

           สีหน้าของผู้ดูแลอู๋ไม่มีเลือดฝาดเลยเขารู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้คงปิดไว้ไม่อยู่ ซื่อจื่อขององครักษ์เสื้อแพรฐานะสูงส่งหากตายที่นี่ขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าคนในเรือนรับรองทั้งหมดอาจจะต้องตายไปพร้อมกับเขาด้วยต่อให้ตอนนี้แค่ตกใจ ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่นี้แน่ๆตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเล็กๆ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ตัวเองก็คงไม่รอด

           หลังจบเรื่องต้องรับโทษเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้แต่เขาก็หวังว่าจะได้รับโทษที่เบาที่สุดตอนนี้จะต้องแสดงท่าทีให้ความร่วมมือกับทางจวนองครักษ์เสื้อแพรก่อนจากนั้นก็รีบสั่งการ “ห้องเครื่อง จริงด้วย รีบไปดูที่ห้องเครื่อง”

           เหล่าทหารรู้ดีว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ทุกคนรีบไปยังห้องเครื่องอย่างรวดเร็ว

           “นักฆ่าคนนี้...ร้ายกาจมาก” ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างหวาดกลัว“บนตัวของเขามีวิชามาร พวกเรา...พอพวกเราถูกตัวเขา ก็ถูกดูดพลังไปหมด”

           ทหารคุ้มกันคนนี้รู้ว่าพลังถูกดูดออกไปแต่ไม่รู้ว่าตัวของนักฆ่าเป็นแค่ตัวแปรเท่านั้น พลังทั้งหมดถูกดูดเข้าไปยังร่างของหยางหนิง

           “ใช่ คนๆ นี้มีวิชามารวรยุทธ์แบบนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน...!” คนข้างๆ รีบพูดเสริม

           ต้วนชางไห่ถามจ้าวอู๋ชางว่า “ดูออกไหมว่านักฆ่านี่มาจากไหน?”

           จ้าวอู๋ชางเดินไปรอบๆ ตัวของนักฆ่าใช่ปลายมีดเขี่ยไปบนตัวของนักฆ่า แล้วส่ายหน้า “นักฆ่าพวกนี้คือนักฆ่ามืออาชีพรับจ้างฆ่าคนโดยเฉพาะ ในยุทธภพมีนักฆ่าอยู่เยอะมาก ก่อการเด็ดขาดไม่มีการทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ หากพวกเขาทำสำเร็จ ก็จะหายตัวไปไร้ร่องรอยแต่หากพลาด ก็จะฆ่าตัวตายทันที จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้”

           ต้วนชางไห่ยิ้มแห้งแล้วพูดว่า “กล้ามากที่มาลอบสังหารซื่อจื่อขององครักษ์เสื้อแพรของเราต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ก็ต้องหาตัวคนบงการออกมาให้ได้” จากนั้นก็สั่งการ “ซื่อจื่อตกใจมากอย่าให้เหลืออะไรในนี้เด็ดขาด เอาศพออกไป ทำความสะอาดให้เรียบร้อย...!” จากนั้นก็ถามหยางหนิงว่า “ซื่อจื่อ ท่านจะเปลี่ยนที่ไหม?”

           หยางหนิงส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ข้า...ข้าไม่เป็นไร”

           ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเมื่อมองไปก็เห็นทหารคุ้มกันของเรือนรับรองที่ไปตรวจค้นห้องเครื่องกลับมารายงานว่า“เหล่าชิวที่อยู่ห้องเครื่องถูกสังหาร แล้วชิงเอาชุดมาขอรับ”

           ผู้ดูแลอู๋รีบหันไปพูดกับพ่อบ้านชิวว่า “ดูท่าหลังจากที่นักฆ่าแฝงเข้ามาในเรือนรับรองแล้วคงเข้าไปในฆ่าคนในห้องเครื่องก่อน จากนั้นก็สวมรอยเข้ามาที่นี่”

           พ่อบ้านชิวพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร “นักฆ่าแฝงตัวเข้ามาในนี้?เรือนรับรองที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายประตูทั้งด้านหน้าด้านหลังก็มีคนเฝ้าอยู่หมด แล้วเขาเข้ามาได้อย่างไรกัน?”

           ทันใดนั้นเองจ้าวอู๋ชางก็พูดขึ้นมาว่า “นักฆ่าคนนี้ไปฆ่าคนที่ห้องเครื่องก่อนจากนั้นก็แต่งตัวเป็นคนรับใช้ที่นี่ สามารถหลบสายตาของคนในเรือนรับรองแล้วเข้ามาถึงที่พักของซื่อจื่อง่ายๆ แบบนี้แสดงว่าจะต้องคุ้นเคยกับที่นี่ได้พอสมควร” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า“แม้แต่พวกเรายังไม่สามารถเข้ามาข้างในได้ง่ายๆ เลยปกติแล้วก็ไม่มีใครได้เข้ามาที่นี่ง่ายๆแล้วทำไมนักฆ่าคนนี้ถึงได้รู้จักที่นี่ดีขนาดนี้ล่ะ?”

           เมื่อพูดออกมาแบบนี้สีหน้าของผู้ดูแลอู๋ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เหล่าทหารเรือนรับรองต่างมองหน้ากัน

           “ที่นี่ไม่มีทางติดต่อกับนักฆ่าโดยเด็ดขาด”ผู้ดูแลอู๋เข้าใจความหมายที่จ้าวอู๋ชางต้องการจะสื่อ ก็เลยรีบแก้ต่างว่า “หากทุกท่านไม่เชื่อสามารถตรวจค้นได้เลย”

           “ข้าหมายความว่า คนบงการจะต้องรู้จักเรือนรับรองที่นี่เป็นอย่างดี”สีหน้าของจ้าวอู๋ชางนิ่งอย่างกับหินไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แล้วพูดว่า “คนที่คุ้นเคยเรือนรับรองแห่งนี้ไม่ได้มีแค่พวกเจ้า ทุกคนที่เคยเข้ามาที่เรือนรับรองแห่งนี้ก็มีสิทธิเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งนั้น”

           พ่อบ้านชิวพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “ถูกต้องเรื่องนี้ปล่อยให้จบง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ ลอบสังหารซื่อจื่อ เป็นเรื่องบังอาจมากจะต้องสืบให้ถึงที่สุด”

           เมื่อหามศพของนักฆ่าออกไปแล้วก็มีคนเข้ามาทำความสะอาดภายในห้อง เนื่องจากว่าเกิดเรื่อง ฉีเฟิงกับจ้าวอู๋ชางก็ไม่ได้ออกไปจากเรือนรับรองอีกเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของหยางหนิง ถึงแม้มันจะผิดกฎของเรือนรับรองแต่เพราะสถานการณ์คับขัน ผู้ดูแลอู๋แม้แต่จะผายลมยังไม่กล้าเลย

           พ่อบ้านชิวกับต้วนชางไห่พยุงหยางหนิงมานั่งเห็นหยางหนิงสีหน้าแดงก่ำ ก็มองหน้ากัน พ่อบ้านชิวถามอย่างระมัดระวังว่า “ซื่อจื่อท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ให้คนไปตามหมอมาตรวจดีหรือไม่?”

           หยางหนิงส่ายหัว แล้วพูดว่า “พ่อบ้านชิวท่านออกไปก่อนเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”

           พ่อบ้านชิวพยักหน้า แล้วก็ออกไปเมื่อเห็นพ่อบ้านชิวออกไปแล้ว ต้วนชางไห่ก็พูดเบาๆ ว่า “ท่านซื่อจื่อท่านไม่สบายตัวใช่หรือไม่?”

           “หา?” หยางหนิงมองไปที่ต้วนชางไห่ภายในจุดตันเถียนของเขาเลือดลมไม่ค่อยไหลเวียนมันร้อนดังไฟเผาถึงแม้ตอนนี้มันจะลดลงแล้วก็เถอะแต่บริเวณหน้าท้องก็ไม่ค่อยสบายอยู่ดี แม้แต่หัวใจก็เต้นแรงและเร็วกว่าปกติมาก

           “ชีพจรของท่านไม่นิ่ง” ต้วนชางไห่พูดเสียงเบา“หากข้าเดาไม่ผิด จุดตันเถียนของท่านน่าจะทรมานมาก”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน