บทที่ 57 การจากลาครั้งสุดท้าย
“ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะถึงจะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลจริงๆหรือเปล่า...” หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว เยว่หัวก็ได้เดินมาหาร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่หน้าบ้านของนางแล้วนั่งลงข้างๆ ร่างที่อวบอ้วนคล้ายกับยังคงมีชีวิตอยู่ของจางต้าพัง
“แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้วนะ ข้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆเจ้าสามารถหมดห่วงได้แล้วนะ...
ส่วนทุกๆคนในหมู่บ้านข้าสัญญาว่าข้าจะปกป้องพวกเขาเอง ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่...
ข้าสัญญาว่าทุกคนที่นี่จะปลอดภัยทุกคนที่นี่จะมีกิน ทุกคนที่นี้จะสามารถอยู่อย่างสงบร่มเย็นได้ เท่าที่ลมหายใจของข้านี้ยังไม่จางหายไปไหนเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วนะ...”
ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากปากซึ่งกำลังสั่นไหวสายตาที่ไหวระริก พร้อมหยดน้ำใสใสที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้ง 2 ข้าง น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาทีละคำ2 คำ ความรู้สึกมากมายถาโถมทับลงมาอย่างไม่อาจจะหักห้ามได้
“ข้า...ขอโทษ ข้าขอโทษจริงๆ ถ้าหาข้าพยายามมากกว่านี้ถ้าหากข้าจริงจังกับการใช้ชีวิตมากกว่านี้ เจ้าคงจะไม่ต้องจากไปแบบนี้หรือแม้แต่บางทีข้าอาจจะพอช่วยเหลือพ่อของเจ้าได้ด้วยซ้ำ...
ข้า...ขอโทษจริงๆ”
จากการพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือกลายเป็นเด็กน้อยสะอื้นไห้ แทบไม่ต่างจากเด็กทั่วไป นางไม่รู้จะขอโทษอย่างไรดีให้มากพอกับความผิดของนาง นางไม่รู้ว่านางควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าในตอนนี้ถึงแม้ก่อนหน้านี้ในตอนที่นางสิ้นสติไปนางจะได้ยินคำพูดคำกล่าวของเด็กชายที่บอกว่าไม่เป็นไร แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็อดที่จะรู้สึกผิดกับตัวเองไม่ได้อยู่ดี
ถ้าหากในตอนนั้นนางฟังคำของเจ้าเพื่อนตัวแสบทุกอย่างอาจจะไม่ลงเอยแบบนี้...
แต่ว่าในตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว...
ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรแม้ว่าคำพูดที่ออกมาจะดี มีความหมายมากมายสักแค่ไหน แต่อย่างไรมันก็ไม่สามารถบอกให้คนที่จากไปได้ยินได้อยู่ดี
“ข้าขอโทษจริงๆ ข้าขอโทษ”
วูบ...
ในตอนนั้นเอง...
เด็กหญิงก็สามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างหน้าที่ก้มอยู่ของนางจึงแหงนขึ้นมองเหนือร่างกายของเด็กชาย ก็ปรากฏเป็นรูปร่างโปร่งใสที่ลอยขึ้นมาจากร่างกายของเขา กลายเป็นจางต้าพังอีกคน ที่โปร่งใสวูบไหวไปมา...
“ต้าพัง...”
“ไม่เป็นไรนะขอรับ มันไม่เป็นไรจริงๆ”เด็กชายกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เหมือนกับว่าเขารู้สึกมีความสุข จริงๆแม้ตนเองจะอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ตามที “ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของคุณหนูเลยขอรับ”
“...ข้า”
“คุณหนูอย่าโทษตัวเองเลยนะขอรับไม่ว่าคุณหนูจะคิดอย่างไร ไม่ว่าคุณหนูจะเชื่อแบบไหนแต่สำหรับพวกเราทุกคนในหมู่บ้าน หรือแม้แต่ตัวของข้าเองก็ตามข้าเชื่อว่าทุกคนต่างสำนึกและซึ้งใจในบุญคุณของคุณหนูข้าไม่คิดว่าจะมีใครถือโทษโกรธคุณหนูเลยแม้แต่คนเดียว”
“...”
“ต่อให้ที่ผ่านมาจะไม่มีคุณหนูในหมู่บ้านแห่งนี้แต่ถึงอย่างไรเรื่องแบบนี้มันก็คงจะเกิดขึ้นอยู่ดีและอาจมีคนตายมากกว่านี้อีกหลายเท่าก็ได้ขอรับ”
“...”
“แม้ว่าที่ผ่านมาตัวข้าจะพยายามหลอกตัวเองหลายครั้งหลายคราแต่เป็นข้าเองที่รู้ดีกว่าใครถึงความเปลี่ยนแปลงของท่านพ่อรวมถึงทุกๆคนในครอบครัวในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังคงพยายามที่จะประคับประคองทุกอย่างให้ผ่านพ้นไปได้”
“...”
“การที่คุณหนูต้องมาโทษตัวเองแบบนี้มีแต่ทำให้ข้าและคนอื่นๆรู้สึกผิดนะขอรับ เพราะว่าคุณหนูไม่ได้นำพาหายนะมาให้พวกเราไม่ได้นำพาความตายมาให้ข้าแต่อย่างใด แต่คุณหนูได้นำความหวัง ได้นำความฝันได้นำพาชีวิตใหม่มาให้พวกเราทุกคน นั่นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ข้าและทุกๆคนต่างก็สามารถสัมผัสได้...”
“...”
“ตอนนี้ข้าเหลือเวลาไม่มากแล้วขอรับและข้าเองก็เป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว...”
“ต้าพัง...ข้า”
“แต่ว่าสำหรับข้าแล้ว...
คนอย่างข้าที่สูญเสียมารดาไปตั้งแต่เด็ก
คนอย่างข้าที่ท่านพ่อเอาแต่วิ่งตามท่านลุงเสมอมาจนแทบจะไม่มองกลับมาที่ตัวข้าเลย
สำหรับข้าแล้วช่วงเวลาตลอด 2เดือนที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตเท่าที่ข้าจำได้ขอรับ”
“อึก...”
“เพราะอย่างนั้นแล้วอย่าโทษตัวเองเลยนะขอรับอย่างน้อยแล้วถ้าหากว่าความตายของข้ามันทำให้คุณหนูสามารถเติบโตขึ้นได้ ชีวิตของข้าที่เสียไปแล้วมันคงจะมีความหมายมากเลยขอรับ”
“...”
“ขอบคุณที่สัญญาว่าจะดูแลทุกคนในหมู่บ้านขอบคุณที่สัญญาว่าจะดูแลสถานที่แห่งนี้ และข้าหวังว่าจากนี้ไปคุณหนูเองก็จะมีความสุขด้วยเช่นเดียวกันนะขอรับอย่าปล่อยให้การจากไปของข้าต้องเป็นตราบาปในจิตใจของคุณหนู...
ข้าหวังว่า ตัวข้าจะยังคงเป็นความทรงจำดีๆส่วนหนึ่งในชีวิตคุณหนู...
ลาก่อนนะขอรับ”
คำพูดสุดท้ายสิ้นสุดลงพร้อมกับร่างโปร่งใสที่ส่งยิ้มกว้างมาให้กับเยว่หัว แล้วร่างนั้นก็ค่อยๆจางหายไปพร้อมๆ กับสายลมเย็นที่ไหลผ่านร่างของนาง
เป็นการจากลาครั้งสุดท้ายโดยที่มีฝ่ายหนึ่งพูดจาเป็นต่อยหอย ทั้งๆที่ไม่เคยพูดมากขนาดนี้มาก่อนและมีอีกฝ่ายหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้สะอึกสะอื้นทั้งๆที่เคยเป็นคนที่มีเหตุผลมากที่สุดและพูดมากที่สุดในกลุ่มเสียด้วยซ้ำ...
ว่ากันว่ามนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวและเป็นสิ่งมีชีวิตที่แทบจะไม่สามารถรักหรือพยายามเพื่อตัวเองได้ถ้าหากไม่มีเหตุหรือปัจจัยที่เหมาะสม
กลับกัน…
แต่ถ้าหากว่าเป็นการพยายามทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อใครสักคนหรือว่าเกิดเหตุบางอย่างกับคนที่เรารักที่เราห่วงใยแล้วล่ะก็มันจะสามารถกลายเป็นเชื้อไฟ ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้กับคนคนนั้นได้อย่างมหาศาล
ครั้งนี้เองก็เช่นเดียวกัน...
สำหรับตัวเยว่หัวแล้ว...
แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะเคยเฉียดผ่านห้วงเวลาแห่งความตายมาแล้วแต่มันก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกอะไรมากมายนัก หลังจากผ่านวันเวลามานาน
เนื่องจากความคิดที่ว่าอีกฝ่ายนั้นได้กลับไปยังที่ของพวกเขาส่วนนางเองก็หนีมาไกลแสนไกลแล้ว อีกทั้งตอนนี้นางยังมีเจ้าหมาตัวโต ที่เหมือนจะเป็นผู้พิทักษ์ของนางทั้งยังแข็งแกร่งจนสามารถสังหารเหล่ามนุษย์มารได้อย่างง่ายดาย
มันจึงทำให้นางจงใจที่จะเมินคำกล่าวของเพื่อนเก่า...
เพราะว่านางให้เหตุผลกับตัวเองว่า นางแค่อยากเป็นคนธรรมดาธรรมดาที่แค่อยากจะชีวิตปลูกผักปลูกหญ้าไปวันๆ เหมือนกับเหล่า นางเอกในนิยายสายชิลล์เรื่องอื่นๆที่เจ้าเพื่อนตัวแสบเคยส่งมาให้
นางไม่ได้อยากที่จะมีพลังอะไรมากมายไม่ได้อยากที่จะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งล้นฟ้าไม่ได้อยากที่จะออกไปต่อสู้ต่อกรกับใครใดๆทั้งสิ้น แค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบในดินแดนที่ห่างไกลแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นางจึงพยายามลืมสิ่งเหล่านี้ไปและทิ้งตำราการฝึกฝนเอาไว้อยู่บนหัวเตียงโดยไม่แตะต้องมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะถึงแม้ว่ามันจะเพียงแค่ประโยคดังในหนังที่กล่าวว่าพลังอันยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง แต่ว่านางในอดีตเพียงแค่ไม่อยากที่จะต้องแบกรับอะไรอีกแล้ว
แต่ว่านับจากนี้ไปมันจะไม่เป็นแบบนั้นอีก!
“ข้าจะไม่ยอมอ่อนแออีกต่อไปแล้วและข้าจะไม่ยินยอมสูญเสียสิ่งใดไปอีกอย่างเด็ดขาด!ไม่มีวัน!!”