ทว่าก่อนที่คุณชาย หวังเหยียน จะให้คนในนิกายพยุงร่างเขาถอยห่างออกไป เขากล่าวพูดออกมา ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอี้เฉินในทันใด “ เจ้าควรตัดช่องน้อยแต่พอตัวอี้เฉิน ข้าจะดูสิ เจ้าเป็นศัตรูกับนิกายใหญ่เช่นนี้ ใครจะกล้ารับเจ้า ขึ้นไปยังดินแดนจักรพรรดิ ไม่ช้าเจ้าก็จะเป็นได้แค่ไอ้สวะ มองดูท้องฟ้า ค่อยๆ เสื่อมถอยต่อไปเถอะ ฮ่าๆ”
น้ำเสียงที่ดังออกมาก้อง ส่งให้หลายคนส่ายหัวขึ้นมาน้อยๆ รู้สึกเสียดายในศักยภาพของอี้เฉิน หากอี้เฉินไม่ได้ขึ้นไปเติบโต ยังดินแดนจักรพรรดิ คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อย ที่อัจฉริยะผู้หนึ่งไม่ได้รับการเหลียวแล ถูกทอดทิ้งไว้เช่นนี้ แม้แต่เยว่ชิงเซียน นางยังมีสีหน้าแววตากังวล เกรงว่ายามนี้ อี้เฉินจะทำเรื่องที่ยุ่งยากเข้าให้เสียแล้ว
อี้เฉินเอ่ยตอบเสียงเนิบช้า ไล่หลังไปหาชายหนุ่มในทันใด ด้วยความเชื่อมั่นของเขา “ต่อให้ข้าอยู่ดินแดนเทพ ข้ามั่นใจว่าอีก100ปี เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะข้าได้”
คุณชาย หวังเหยียน เขากระอักเลือดออกมาอีกคำรบใหญ่ พร้อมเสียงสบถด่าดังออกมาลั่น “ เจ้า!! เจ้า ไอ้เด็กเวร!!!”
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโส ดินแดนจักรพรรดิ ยังปรายตามองอี้เฉินด้วยสายตาลึกล้ำ ไม่คิดคนดินแดนเทพต่ำต้อย กล้าที่จะเป็นไม้ใหญ่ งัดท่อนซุง ช่างไม่เจียมตัว ใจกล้าห่อฟ้าจริงๆ
ก่อนน้ำเสียงกระแอมไอผู้อาวุโสหม่า จะดังในลำคอออกมาก้อง กลบเกลื่อนบรรยากาศที่อึมครึมยามนี้ออกไป ผู้คนเอง เริ่มที่จะนั่งปิดขั้นพลัง ดูดซับใบชาหยั่งรู้เข้าไปช้าๆ
แม้แต่อี้เฉินที่เห็นภาพเบื้องหน้า เขายังรู้สึกเสียดาย สรรพคุณใบชาแห่งการหยั่งรู้ ที่เขาดูดซับมันเข้าไปไม่น้อย ซึ่งเขาใช้ประสิทธิภาพของมันได้ ไม่เต็มที่เท่าที่ควร แถมใบชาแห่งการหยั่งรู้นี่ ยิ่งดูดซับ ยิ่งส่งผลลดน้อย ถอยหลังลงไปทุกที
อี้เฉินประสานฝ่ามือคำนับ ออกไปให้ชายชราในกรอบสายตา ก่อนอี้เฉินจะส่งมอบใบชาแห่งการหยั่งรู้ ให้ผู้เฒ่าหม่า จากที่อี้เฉินได้มาจากคุณชาย หวังเหยียน “ท่านนำมันไปส่งมอบ ให้เหล่าศิษย์ในสำนักที่ตายตกในการช่วงชิง ใบชาแห่งการหยั่งรู้เถอะ ผู้เฒ่าชรา บางทีมันอาจจะสร้างอัจฉริยะ หรือผู้มีพรสวรรค์ ขึ้นมาสักคนก็เป็นได้”
ผู้เฒ่าหม่าคลี่ยิ้ม ชมชอบในนิสัยของชายหนุ่มไม่น้อย “อืมๆ เดี๋ยวข้าจะจัดการให้อี้เฉิน จากตรงนี้ไปจะเป็นสถานที่ ไปยังแท่นบรรพชน ซึ่งจะไม่มีผู้ใดตามเจ้าไปได้อีกต่อไป เจ้าคงคิดดีแล้วใช่หรือไม่ ที่จะเข้าไปทดสอบ ช่วงชิงตราประทับมังกร”
อี้เฉินกล่าวตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าเตรียมใจมาพร้อมแล้ว”
ทว่าหลินเฟยที่อยู่ไม่ห่าง จากอี้เฉินมากนัก กลับมีสายตาที่วูบไหว จ้องมองมาที่อี้เฉิน เจือไว้ด้วยในกรอบสายตาที่เป็นกังวล อย่างไม่อาจเก็บซ่อนได้ แม้แต่เยว่ชิงเซียนที่เย็นชายังมีสายตาแปลกๆ จ้องมองมาที่อี้เฉิน ด้วยสายตาลึกล้ำ
อี้เฉินส่งปราณจิตเข้าไปภายในโสตประสาท ของเยว่ชิงเซียน กับหลินเฟยในทันใด ฉับพลันร่างปราณจิตพวกเขา ราวกับประสานเข้าหากัน มายืนท่ามกลางทะเลสีคราม ซึ่งเป็นทะเลความรู้ส่วนกลาง ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยพูด เสียงเนิบช้าออกมา “พวกเราต่างก็มีเส้นทาง ที่ต้องเลือกเดินสินะ ข้าหวังว่า จะได้เห็นรอยยิ้ม ที่มีความสุขของพวกเจ้าในทุกๆ วัน”
ครั้นอี้เฉินเอ่ยพูดเสร็จสิ้น เขาโบกชายเสื้อเดินสืบฝีเท้า ไปยังบริเวณที่ตั้ง แท่นบูชาบรรพชนในทันใด ไม่แม้จะหันหลังกลับมามองพวกนางเสียด้วยซ้ำ
ริมฝีปากแดงน้อย เยว่ชิงเซียน เม้มเข้าหากันในทันใด นางเกลียดนิสัยดื้อรั้นของตนเองไม่น้อย ทว่านางก็ต้องทำตัวให้เข้มแข็ง สงบนิ่งเย็นชาไว้ ผิดกับหลินเฟย ที่ปลดปล่อยอารมณ์ ตามสีหน้าแววตาของนาง เจือไว้ด้วยความกังวล ที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้ ประหนึ่งว่ายามนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขา จะค่อยๆ ถอยห่างออกจากกันก็มิปาน
อี้เฉินที่สืบฝีเท้า ทะลุเข้าไปภายในม่านหมอก พร้อมกับครรลองสายตา ปรากฏแท่นเสาศิลาบรรพชนทั้ง5 ประหนึ่งว่ามันเป็นแท่นบูชายัญ ของบรรพชนในสมัยอดีตกาล แฝงไว้ด้วยจิตยึดมั่น ที่จะปกป้องดินแดนเทพอย่างแรงกล้า
อี้เฉินอดไม่ได้ ที่จะสูดลมหายใจเข้าไปลึกจนเต็มปอด เมื่อแท่นบูชายัญ ปรากฏหมู่เมฆหนา มาพร้อมกับประตูแสง เต็มไปด้วยปราณมังกร พร้อมกลางหว่างคิ้วอี้เฉิน เปล่งแสงเรืองรอง ขึ้นมาตอบสนอง ศิลาบรรพชนทั้ง5 ทันใดที่อี้เฉินสืบฝีเท้า เข้าไปภายในประตูแสง ครรลองสายตา ของเขาเห็นตราประทับมังกร อยู่ห่างจากตัวเขาไปหลายร้อยจั้ง ทำให้แววตาเขาวาวโรจน์ในชั่วขณะ
เมื่ออี้เฉินก้าวฝีเท้า คิดจะไปเอาตราประทับมังกร มาไว้ในครอบครอง อี้เฉินก็รับรู้ถึงแรงกดทับที่หนักอึ้ง ส่งให้กระดูกทั้งร่างของเขา ลั่นไปทั้งตัว เข่าข้างหนึ่งตกกระทบลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างรุนแรง ริมฝีปากกระอักเลือดออกมาไม่หยุด จนอี้เฉินต้องสบถด่าออกมาดังลั่น “นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
แม้อี้เฉินจะเห็นสิ่งของ ที่เขาต้องการอยู่เบื้องหน้า ทว่าไม่มีแม้โอกาสได้ไขว่คว้า ประหนึ่งว่าของสิ่งนั้น อี้เฉินไม่มีทางอาจเอื้อมมันถึงในชาตินี้
ทว่าอี้เฉินก็ไม่มีท่าทียอมแพ้ แต่ละก้าวที่แสนยากลำบาก ส่งให้วันเวลาไหลผ่านไปยาวนาน แม้แต่อี้เฉินยังไม่คิด ว่าเขาจะมาติดอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ร่วมหลาย10ปี ทว่ายิ่งเขาก้าวเดินออกไปไขว่คว้า ตราประทับมังกร ก็ราวกับมันยิ่งถอยห่างอี้เฉินไป ทำให้อี้เฉินที่ดูหนุ่มขึ้นมาเป็นกอง ราวๆ คนอายุ25ปีเริ่มมีสีหน้าไม่สบอารมณ์
แม้แต่ความหวาดกลัว ยังเริ่มเกาะกุมหัวใจของเขา เมื่อนึกถึงคนที่เขารัก ภายนอกยามนี้จะเป็นเช่นไรแล้วบ้าง กระทั่ง ชายแก่ภายในหมู่บ้านลมหวน ที่อี้เฉินนึกถึงทีไร มันก็ทำให้เขาปวดใจไม่น้อย หากเขากลับไปช้ากว่านี้ อาจจะไม่ได้เห็นหน้าชายชราผู้นั้นอีกก็เป็นได้
ครั้นอี้เฉินพยายามกัดฟันหมายมั่น ไขว่คว้าเข้าไปเอา ตราประทับมังกร อย่างแรงกล้า สลัดทุกอย่างออกจากหัวสมอง ภายในโสตประสาท เวลาก็ไหลล่วงเลยไปอีกร่วมร้อยปี ทำให้อี้เฉินใบหน้าเริ่มที่จะแก่ชรามีริ้วรอย บนใบหน้า มาพร้อมกับสายตาที่ลึกล้ำ ราวกับเป็นคนแก่ชรา ทว่าขั้นพลังของเขากลับไม่ขยับ ข้อนี้อี้เฉินรู้สึกเจ็บปวดหัวใจไม่น้อย
ทันใดที่อี้เฉิน เอื้อมฝ่ามือเหี่ยวย่น รอคอยช่วงเวลานี้มาร่วมร้อยกว่าปี เขาก็สามารถหยิบจับ ตราประทับมังกรมาไว้ในฝ่ามือได้ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยินดีของอี้เฉินผุดพราย ขึ้นมาบนใบหน้าแก่ชราของเขา รับรู้ได้ถึงพรจักรพรรดิ ที่หลั่งไหลเข้ามาภายในตัวของเขา ส่งให้ศักยภาพของอี้เฉินเพิ่มพูน ขึ้นมาอย่างพรวดพราด ราวกับไปแตะอยู่ในขั้นจักรพรรดิ
ทว่าทันใดที่มิติแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รอยยิ้มอี้เฉินก็พลันแข็งค้าง ขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นดินแดนเทพ ท้องฟ้าไม่เหมือนยามก่อนอีกต่อไป ประหนึ่งว่ายามนี้ มันเป็นดินแดนที่พังทลาย ท้องฟ้าสีแดงหม่นแสง แตกร้าว ราวกระเบื้องแก้ว ฉาบผืนฟ้าให้ดูน่าหดหู่ ไปหลายเท่า แม้แต่ความมืด ยังกลืนกินปกคลุมไปทั่วอาณา
หัวใจอี้เฉินเต้นรัวเร็วตกวูบในพริบตา แค่นเสียงคำรามออกมาลั่น ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง “มันเกิดอะไรขึ้น ดินแดนเทพเหตุใด ถึงมาอยู่ในสภาพเฉกเช่นนี้ หรือว่าเส้นเขตแดนพังทลายแล้ว เช่นนั้นหรือ?”
อี้เฉินที่ยังไม่ทันหายตกใจ ฉับพลันร่างที่วูบไหว ก็พุ่งปราดมาหาอี้เฉิน ส่งเสียงแหวกอากาศดังออกมาลั่น แถมมีถึงสองคน ทำให้อี้เฉินหน้าบูดบึ้งไม่น้อย เมื่อเห็นจักรพรรดิต้นกำเนิด หอมัวซี จักรพรรดิต้นกำเนิดหลินเจิ้ง
ก่อนพวกเขาจะยกยิ้มเย็นเหยียบมาให้อี้เฉิน แค่นเสียงฆ่า!!คำรามออกมาก้อง ส่งให้สวรรค์ปฐพี เลื่อนลั่นออกไปก้าวชั้นฟ้า หากอี้เฉินไม่ได้พรของจักรพรรดิ เกรงว่าเขาในยามก่อน คงตายตกในกระบวนท่าเดียว ไปแล้วเป็นแน่
จักรพรรดิต้นกำเนิด หลินเจิ้งที่กลางปีกหงส์เพลิงออกกว้าง ส่งเปลวเพลิงโพยพุ่งไปทั่วชั้นฟ้า ส่งให้ทั่วดินแดนสั่นไหวไม่หยุด ก่อนพุ่งโฉบเข้าหาอี้เฉิน พร้อมกับปีกที่คมกริบดุจใบมีด ราวกับจะตัดสวรรค์และโลกออกจากกัน พุ่งปราดเข้าใส่อี้เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ส่งให้ร่างอี้เฉินที่ขับเคลื่อนการป้องกันอย่างเต็มที่ ร่างถอยร่นออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ผิวกายยังรู้สึกแสบร้อน กลางหว่างคิ้วเกิดการแตกร้าว รับรู้ได้เลยว่า ตัวเขายามนี้อยู่คนละระดับ กับพวกเขาเหล่าจักรพรรดิต้นกำเนิด