ภายหลังจากค้นพบ "หญ้าธารผลึก" (晶溪草) อันเป็นของขวัญชิ้นแรกจาก "น้ำตกกระซิบ" (低语瀑布) เจี้ยนหลิน (剑林) ก็มิได้หยุดพักอยู่นานนัก เขารู้ดีว่าการเดินทางยังอีกยาวไกลและอันตรายยังคงรออยู่เบื้องหน้า เด็กหนุ่มเก็บสมุนไพรล้ำค่านั้นใส่ย่ามผ้าอย่างดี ก่อนจะเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ "แนวเขากำบังอสูร" (镇妖山脉) อันเป็นปราการธรรมชาติที่ทอดตัวยาวทางทิศเหนือ
ภูมิประเทศเริ่มจะ "สูงชัน" และ "ทุรกันดาร" มากยิ่งขึ้น เส้นทางที่เคยพอจะมองเห็นได้บ้างใน "หมู่ไม้อาวุโส" (长老林) บัดนี้กลับเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยพงหญ้าที่รกทึบ โขดหินที่แหลมคม และต้นไม้โบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงตะวันจนแทบจะมองไม่เห็นท้องฟ้า เจี้ยนหลินต้องใช้ "ก้าวพริ้วเยี่ยงเมฆา" (云蹤步) อย่างระมัดระวังในทุกย่างก้าว วิชาตัวเบานี้แม้เขาจะเพิ่งเริ่มร่ำเรียนจากตำราที่อาจารย์ซ่ง (宋长老) ชี้แนะ แต่ด้วยพรสวรรค์ในการจดจำและการ "เทียบเคียง" กับการเคลื่อนไหวของธรรมชาติที่เขาฝึกฝนมาอย่างลับๆ ก็ทำให้เริ่มจะจับ "หลักการ" ของมันได้บ้างแล้ว มันมิใช่เพียงการก้าวย่างที่รวดเร็ว แต่คือการ "สัมผัส" ถึง "กระแสลม" (气流 - Qìliú) ที่มองไม่เห็นรอบกาย เรียนรู้ที่จะ "โอนอ่อน" และ "หลอมรวม" เข้ากับมัน พร้อมกันนั้น เขาลอง "โคจร" พลังธาตุพฤกษา (草木之力) อันละเอียดอ่อนจากตันเถียน (丹田) ให้ไหลเวียนไปยังฝ่าเท้าทั้งสองข้างอย่างแผ่วเบา พลังนั้นมิได้สำแดงออกมาเป็นแสงสีเขียวที่โจ่งแจ้ง แต่กลับสร้าง "ชั้นพลังงานชีวิต" บางเบาที่มองไม่เห็น เคลือบอยู่ที่ฝ่าเท้าของเขา ทำให้ทุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้นดิน รากไม้ หรือแม้แต่ใบหญ้า มีความ "นุ่มนวล" "ยึดเกาะ" และ "เป็นหนึ่งเดียว" กับธรรมชาติรอบกายมากยิ่งขึ้น ราวกับตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสายลมที่พัดผ่าน ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้นดิน จะเป็นการ "ผลักดัน" พลังงานเล็กน้อยกลับคืนสู่ปฐพี สร้างแรงส่งที่ "ไร้น้ำหนัก" ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาทั้ง "เบา" และ "ไหลลื่น" ดุจปุยเมฆที่ลอยล่องไปตามเจตจำนงแห่งท้องฟ้า และที่น่าประหลาดใจคือ เขารู้สึกว่าการใช้ "ก้าวพริ้วเยี่ยงเมฆา" ในลักษณะนี้ มัน "สิ้นเปลืองพลังปราณ (灵气) หลัก" น้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าพลังธาตุพฤกษาได้เข้ามา "เสริม" หรือ "แบ่งเบา" ภาระในการขับเคลื่อนร่างกายไปส่วนหนึ่งแล้ว
ระหว่างทาง เขาได้พบกับ "สัตว์อสูร" (妖兽) ระดับต่ำบางชนิดบ้างประปราย เช่น "กระต่ายเขี้ยวหิน" หรือ "อสรพิษลายเมฆ" ซึ่งเขาก็สามารถ "หลบหลีก" หรือ "ขับไล่" พวกมันไปได้โดยมิได้ยากเย็นนัก ด้วย "สัมผัสแห่งพฤกษา" ที่เฉียบคมขึ้น ทำให้เขาสามารถ "รับรู้" ถึงการมาของพวกมันได้ล่วงหน้า และ "ขาวน้อย" (小白) ที่ซุกอยู่ในอกเสื้อ ก็มักจะส่ง "สัญญาณเตือน" เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาระวังตัวอยู่เสมอ
หลังจากเดินทางด้วยความยากลำบากอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเขาก็มองเห็น "บางสิ่ง" ที่คล้ายกับสิ่งปลูกสร้างอยู่ไกลลิบๆ ท่ามกลางแมกไม้หนาทึบ มันคือ "ด่านพิทักษ์ไพรทิศอุดร" (北林关) ป้อมปราการเล็กๆ ที่ค่อนข้างเก่าแก่และดูจะมิได้มีการดูแลรักษาที่ดีนัก ตั้งตระหง่านอยู่บนช่องเขาสำคัญ ซึ่งเป็น "ประตู" สุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ "ป่าเขตลึกชั้นนอก" (外围深林) อย่างแท้จริง
เจี้ยนหลินแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนา มองสังเกตการณ์ด่านนั้นอยู่ครู่ใหญ่ เขาเห็นศิษย์ยามสองสามคนกำลังยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าด้วยท่าทางที่ดู "เบื่อหน่าย" และ "ไม่ค่อยใส่ใจ" นัก บางคนก็กำลังนั่งหลับสัปหงกอยู่ด้วยซ้ำ 'ดูท่าว่า...การจะ "ลอบ" ผ่านด่านนี้ไป คงจะมิใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไปนักกระมัง' เขาคิดในใจ
ทว่า...ภาพความทรงจำหนึ่งก็พลันผุดขึ้นในห้วงคำนึง มันเป็นภาพของ "อดีต" อันเลือนรางและขมขื่น...เมื่อครั้งที่เขายังเยาว์วัยกว่านี้มากนัก ก่อนที่จะเข้าสู่สำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์แห่งนี้ด้วยซ้ำ เขาเคยพยายามจะ "หลบหนี" ออกจาก "เงื้อมมือ" ของกลุ่มอันธพาลในตรอกซอยอันมืดมิดและอับชื้นแห่งหนึ่งในเมืองเล็กๆ ที่เขาถูกกดขี่และทำร้ายอยู่เป็นอาจิณ เขาคิดว่าตนเอง "ฉลาด" และ "รอบคอบ" แล้วในการวางแผนหลบหนี ซ่อนตัวตามกองขยะและเงามืด แต่สุดท้าย...ความเยาว์วัยและความอ่อนแอ ก็ทรยศเขา แสงจันทร์เพียงริบหรี่ที่ลอดผ่านช่องหลังคา สาดส่องเผยที่ซ่อนของเขาอย่างไม่ปรานี บทลงโทษที่ตามมาในวันนั้น มิเพียงแต่ทิ้งรอยแผลไว้บนร่างกาย แต่ยังสลัก "ความอัปยศ" และ "ความตระหนักถึงความไร้ค่าของผู้อ่อนแอ" ไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ...
'การประมาท...คือหนทางสู่ความพินาศ' เจี้ยนหลินทบทวนบทเรียนนั้นในใจ แววตาของเขาคมกล้าและ "รอบคอบ" ยิ่งขึ้น เขาจะไม่ยอมให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด!
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่การ "สังเกต" เขาเฝ้ามองจังหวะการเปลี่ยนเวรยาม (หากมี), "จุดอับ" ของสายตา, และ "เส้นทาง" ที่ดูจะ "ปลอดภัย" ที่สุดในการลอบผ่านเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เขารอคอย...รอคอยจังหวะที่เหมาะสม
เมื่อศิษย์ยามคนหนึ่งเดินปลีกตัวออกไปทำธุระส่วนตัว และอีกคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตา "สนใจ" กับบางสิ่งบางอย่างในมือของตนเอง เจี้ยนหลินก็ตัดสินใจว่า "โอกาส" มาถึงแล้ว! ร่างของเขาเคลื่อนออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็วและ "ไร้สุ้มเสียง" ดุจสายลมที่พัดผ่าน! "ก้าวพริ้วเยี่ยงเมฆา" ถูกใช้ออกมาอย่าง "คล่องแคล่ว" และ "แนบเนียน" กว่าครั้งใดๆ เขาส่งผ่านพลังธาตุพฤกษาไปยังฝ่าเท้า ทำให้ทุกย่างก้าวของเขาคล้ายจะมิได้สัมผัสกับพื้นดินโดยตรง แต่เป็นการ "เหยียบย่าง" ไปบน "กระแสลม" ที่เขาสร้างขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างกาย "ลอย" และ "เลื้อยไหล" ผ่านเงาของโขดหินและพุ่มไม้ที่บดบังสายตาอย่างชำนาญ ราวกับปุยเมฆที่ล่องลอยไปตามเจตจำนงแห่งรัตติกาล!
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็สามารถ "ลอบ" ผ่านประตูทางเข้าของด่านพิทักษ์ไพรนั้นมาได้อย่าง "ง่ายดาย" โดยมิมีผู้ใดสังเกตเห็น! เขามิได้หันกลับไปมอง แต่รีบเร่งฝีเท้าลึกเข้าไปในแนวป่าที่อยู่เบื้องหลังด่านนั้นทันที
เมื่อเข้ามาใน "ป่าเขตลึกชั้นนอก" แล้ว บรรยากาศรอบกายก็ "เปลี่ยนแปลง" ไปอย่างสิ้นเชิง! ป่าในส่วนนี้ดู "ทึบ" "รกชัฏ" และ "อันตราย" กว่าป่ารอบนอกที่เขาเคยผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่เสียจนมองไม่เห็นยอด เถาวัลย์หนาแน่นเลื้อยพันกันราวกับร่างของอสรพิษยักษ์ แสงสว่างสาดส่องลงมาได้เพียงริบหรี่ ทำให้บรรยากาศดูมืดครึ้มและวังเวงอยู่ตลอดเวลา เสียงสัตว์อสูรที่ได้ยินก็ดูจะ "ดุร้าย" และ "ทรงพลัง" ยิ่งขึ้น มีกลิ่นอายของความ "เก่าแก่" และ "ความตาย" ปะปนอยู่ในอากาศจางๆ
เจี้ยนหลินรู้สึกได้ถึง "แรงกดดัน" ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน "พลังธาตุพฤกษา" ในตัวเขาก็ดูจะ "ตอบสนอง" ต่อสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตอัน "บริสุทธิ์" และ "ป่าเถื่อน" นี้ได้ดีขึ้นเช่นกัน ราวกับว่านี่คือ "บ้าน" ที่แท้จริงของมัน
หลังจากเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เขาก็เริ่มสังเกตเห็น "ร่องรอย" บางอย่างบนพื้นดิน...มันเป็นรอยเท้าที่ดูใหม่และมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่ารอยเท้าของมนุษย์ทั่วไปเล็กน้อย และทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปนั้น...คือทิศทางเดียวกับที่เขาสันนิษฐานว่า "หุบเขาเร้นเมฆา" น่าจะตั้งอยู่! เจี้ยนหลินคิดในใจ แววตาฉายแววครุ่นคิดระคนตื่นเต้น 'หรืออาจจะเป็น...สัตว์อสูรบางชนิดที่อาศัยอยู่ในหุบเขานั้น?'
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม "ร่องรอย" นี้ได้มอบ "ทิศทาง" และ "ความหวัง" ให้กับการเดินทางที่ยังเต็มไปด้วยปริศนาของเขาแล้ว
(จบตอนที่ 68)