บทที่ 40 เด็กน้อยผู้น่าเอ็นดู (รีไรต์)
“เฝิงเสี่ยวฮวากลับมาหรือยัง”
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาอาหารแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเฝิงเสี่ยวฮวากลับมา แม่เฒ่าฉินจึงขมวดคิ้วถามสือไห่ถัง
“ท่านแม่ ไม่ต้องสนใจนางหรอกเจ้าค่ะ ท่านก็รู้จักนางดีอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าวิ่งไปนินทาที่ไหนอีก ท่านเชื่อข้าเถอะ เดี๋ยวพอข้าวสุกนางก็จะมานั่งที่โต๊ะทันที”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “วันนี้นางขึ้นเขาไปกับพวกเรา ตอนนี้ยังไม่กลับมา ข้ากลัวว่านางจะเจอเรื่องยุ่งยากอะไรเข้า”
ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แล้วเรียกฉินลิ่งอวี่พากันออกไปตามหา แต่เท้าเพิ่งก้าวออกจากประตูก็เจอเฝิงเสี่ยวฮวาที่เพิ่งกลับมาพอดี
“เจ้าไปไหนมาคนเดียวไม่บอกกล่าว ทำให้ท่านแม่เป็นห่วง”
เฝิงเสี่ยวฮวากลอกตาไปมา “ข้าแค่ง่วง จึงไปหาที่งีบสักหน่อย ข้าก็ไม่คิดว่าจะดึกขนาดนี้”
แม่เฒ่าฉินมองสีหน้าพิรุธของเฝิงเสี่ยวฮวา นางรู้สึกว่าเฝิงเสี่ยวฮวาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างบอกไม่ถูก
แม่เฒ่าฉินคิดไม่ออกจึงตัดสินใจเรียกทุกคนมากินข้าวด้วยกัน
หลายวันที่ผ่านมา ทุกคนในตระกูลฉินต่างผลัดกันไปช่วยเหลือชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผล
เฉินฮั่นหลินก็ติดตามพวกเขาไปด้วย จากคุณชายผิวขาว กลายเป็นชาวนาผิวคล้ำเสียอย่างนั้น ส่วนคนแก่ขี้เล่นอย่างหลี่อัน นอกจากจะแกล้งฉินเยาเยาเล่นเป็นครั้งคราวแล้ว ยังช่วยตรวจร่างกายให้ชาวบ้านอีกด้วย
ทุกคนทำงานคล่องแคล่วด้วยอัธยาศัยอันดี หลี่อันช่วยตรวจร่างกายให้ชาวบ้าน ทั้งโรคเท้าและอาการปวดเท้า ยังแนะนำให้พวกเขาไปเก็บสมุนไพรมาต้มเป็นยารักษาโรคอีกด้วย
เมื่อทำเช่นนี้ ทุกครั้งที่ชาวบ้านพูดถึงครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน ต่างก็เอ่ยชื่นชมกันไม่หยุด
“พี่ชุนหลาน ท่านอยู่บ้านหรือไม่”
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังมาจากหน้าประตู
แม่เฒ่าฉินขานรับ แล้วอุ้มฉินเยาเยาลุกขึ้นเดินออกไป
“ฟู่หลินนี่เอง มาแต่เช้าเช่นนี้ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง”
ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉินเป็นลูกพี่ลูกน้องรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นแม่เฒ่าเรียกฉินฟู่หลินว่าหัวหน้าหมู่บ้านตามคนในหมู่บ้าน แต่หลังจากที่พี่น้องตระกูลฉินช่วยเหลือชาวบ้านเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ไม่ยอมให้แม่เฒ่าฉินเรียกว่าหัวหน้าหมู่บ้านอีก และให้เรียกเขาด้วยชื่อ แม่เฒ่าฉินไม่อาจโต้แย้งเขาได้และทำตามคำขอของเขา
ฉินฟู่หลินนั้นเป็นหัวหน้าหมู่บ้านร่วมกันกับผู้อาวุโสสาม ตั้งแต่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉินฟู่หลินก็ต้อนรับและดูแลอย่างดี รวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาก็ช่วยเหลือไว้มาก
“พี่ชุนหลาน คนเหล่านี้คือชาวนาที่เช่าที่นาของท่าน” ฉินฟู่หลินชี้ไปที่ชายหลายคนในชุดชาวนาแล้วแนะนำ
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า” ชายเหล่านั้นโค้งคำนับกล่าวทักทาย
“ข้าเป็นเพียงหญิงชาวนาธรรมดาไม่สมควรเรียกฮูหยินผู้เฒ่า เรียกข้าว่าพี่หญิงก็พอ พวกเจ้ามาครั้งนี้มีธุระอันใดหรือ” แม่เฒ่าฉินกล่าว
ชายเหล่านั้นมองหน้ากันไปมา ในที่สุดชายผิวคล้ำคนหนึ่งก็เอ่ยปากอย่างลังเล
“พี่หญิง พวกข้าจะมาถามว่า ปีหน้าท่านจะให้พวกข้าเช่าที่นาต่อหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินงุนงงครู่หนึ่งก่อนนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้หยางผิงได้ให้ชาวนาเช่าที่ดินทั้งหมดไป หากพวกเขาไม่พูดขึ้นมา นางก็คงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
แม่เฒ่าฉินมองดูชายหลายคนตรงหน้าที่สวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน รองเท้าขาดจนเห็นนิ้วเท้า ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ตามหลักแล้ว นางกลับมาคราวนี้ก็ต้องทำนาเอง นางคงไม่สามารถพึ่งพาหลานสาวไปตลอดได้
แม่เฒ่าฉินมองดูคนตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องพึ่งพาที่ดินนี้เพื่อยังชีพ นางจึงไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินนิ่งเงียบไม่พูดจา ชายเหล่านั้นก็รู้สึกหมดหวัง ชายคนหนึ่งรวบรวมความกล้าแล้วกล่าวออกมาว่า
“พี่หญิง ท่านลองพิจารณาดูนะขอรับ พวกข้าจะเพิ่มผลผลิตให้ท่านอีกหนึ่งส่วน ท่านจะยอมให้พวกข้าเช่านาต่อไปได้หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดสักครู่แล้วกล่าวว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน พวกเจ้ากลับไปก่อน รอให้ข้าปรึกษากับคนในครอบครัวคืนนี้แล้วค่อยให้คำตอบพวกเจ้า ได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาจึงเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง บางคนถึงกับร้องไห้ออกมา พวกเขาคิดว่าแม่เฒ่าฉินคงไม่ต้องการให้พวกเขาเช่าที่นาอีกต่อไปจึงพูดเช่นนั้น
ฉินฟู่หลินมองดูคนเหล่านั้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ จึงหันมากล่าวว่า “พวกเขาล้วนเป็นคนยากไร้ ต้องพึ่งพาที่นานี้เพื่อประทังชีวิต แต่ท่านเองก็มีปากท้องสิบกว่าคนต้องเลี้ยงดู ไม่ว่าจะให้เช่าหรือไม่ให้เช่าก็ลำบากใจทั้งนั้น”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ นางเป็นหัวหน้าครอบครัว มีปากท้องสิบกว่าคนต้องเลี้ยงดู นางจึงลำบากใจเช่นกัน
ฉินฟู่หลินนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง “ใช่แล้ว พี่ชุนหลาน ผู้อาวุโสสามบอกว่ามะรืนนี้เป็นวันมงคล เขาจะเปิดศาลบรรพชนเพื่อไหว้บรรพบุรุษ”
แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวว่า “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก เพิ่งเก็บเกี่ยวพืชผลกันเสร็จ ทุกคนควรได้พัก เพราะอีกไม่นานก็จะต้องเพาะปลูกในช่วงฤดูหนาวแล้ว”
ฉินฟู่หลินโบกมือ “ไม่ได้ ๆ ผู้อาวุโสสามบอกว่า ตระกูลฉินมีถงเซิงตั้งเก้าคน จำเป็นต้องเปิดศาลบรรพชนเพื่อบอกกล่าวบรรพบุรุษ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม่เฒ่าฉินก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก นางให้ฉินฟู่หลินรอครู่หนึ่ง แล้วอุ้มฉินเยาเยาเข้าไปในห้อง
“หลานรัก ย่าขอเงินที่ฝากเจ้าเก็บไว้ก้อนหนึ่ง”
เพื่อป้องกันไม่ให้โจรขโมยเงิน นางจึงฝากให้ฉินเยาเยาเก็บไว้
ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ เงินก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หัวเตียง พร้อมกับผิงกั่วสีแดงสดหลายลูก และลูกสาลี่สีเหลืองทองอีกหลายลูก
“โอ้! หลานรักของย่า”
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางฟอดใหญ่ นางเอาของทั้งหมดใส่ตะกร้า แล้วนำออกไปส่งให้ฉินฟู่หลิน
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่ปฏิเสธแล้ว แต่เนื่องจากเป็นเรื่องของตระกูลพวกเรา ก็ไม่ควรให้ชาวบ้านจัดการแทน นี่เงินสิบตำลึงใช้ซื้อธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ”
ฉินฟู่หลินรีบปฏิเสธ “ไม่ ๆ พี่ชุนหลาน เงินที่ใช้ซื้อของคราวก่อนยังเหลืออยู่ ไม่ต้องให้อีก”
แม่เฒ่าฉินนำตะกร้าวางลงบนมือของฉินฟู่หลินพลางกล่าวว่า “เรื่องนั้นก็ว่ากันไปเรื่องนั้น ครั้งสำหรับซื้อเครื่องเซ่นไหว้เพื่อไหว้บรรพบุรุษตระกูลฉิน ส่วนผลไม้นี้เจ้านำกลับไปให้เถียจู้กินเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินฟู่หลินจึงยอมรับโดยดี เขาสนทนากับแม่เฒ่าฉินอีกสองสามประโยคก่อนจะจากไป
ไม่นานหลังจากฉินฟู่หลินจากไป ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังจะกล่อมหลานสาวตัวน้อยให้นอนกลางวัน หลี่อันก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้อง
เขาพุ่งเข้ามาแย่งฉินเยาเยาไปจากอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินอย่างรวดเร็ว แล้วบีบแก้มยุ้ย ๆ ของนางเบา ๆ ก่อนจะใช้หนวดเคราเขี่ยจมูกเล็ก ๆ ของนางอย่างเอ็นดู
ฉินเยาเยาจามใส่เขาอย่างแรงจนน้ำลายกระเด็นเปื้อนใบหน้า
แม่เฒ่าฉินมองการกระทำของหลี่อันด้วยความเอือมระอา นางชินกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของเขาเสียแล้ว
แม้ว่าบางครั้งหลี่อันจะมีท่าทางแปลกประหลาดไปบ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าเขารู้จักขอบเขตและไม่เคยล้ำเส้นจนทำให้นางเป็นกังวล นางจึงปล่อย ๆ ไป
หลังจากแกล้งฉินเยาเยาจนพอใจแล้ว หลี่อันก็ส่งเยาเยากลับคืนสู่อ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน และหยิบผิงกั่วข้าง ๆ มากัดกินพลางเอ่ยว่า “น้องหญิง เจ้าเดาสิว่าข้าเพิ่งเจอผู้ใดมา”
“ผู้ใดเล่า” แม่เฒ่าฉินถาม
แม่เฒ่าฉินลูบใบหน้าเล็ก ๆ ของฉินเยาเยา พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
ในสายตาของแม่เฒ่าฉิน คงไม่พ้นเรื่องราวในมุมใดมุมหนึ่งของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของมดกำลังต่อสู้กัน หรือไม่ก็เรื่องไก่ของนางหวังกับเป็ดของลุงจางกำลังตีกัน และใครเป็นฝ่ายชนะ ในช่วงนี้ หลานสาวตัวน้อยมักได้ฟังเรื่องราวทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง
ทว่าหลี่อันกลับมีสีหน้าจริงจัง แล้วเอ่ยว่า “หยางเปียว!”