แสงแดดยามเที่ยงของประเทศไทยแผดเผาร้อนแรงเหมือนซ้อมตกนรก อุณหภูมิใน่หน้าร้อนพุ่งสูงจนแตะสี่สิบห้าเป็ปกติมาหลายวันแล้ว สาววัยกลางคนที่สวมแว่นตาหนาเตอะยกมือบังสายตามองไปยังทางข้ามถนน เห็นภาพลอยๆ จากอากาศร้อนจัด เหงื่อไหลออกมาตามขมับจนชุ่ม มืออีกข้างหอบหิ้วของกินพะรุงพะรังจากตลาด เธอหายใจอย่างอึดอัดเนื่องด้วยมีหน้ากากอนามัยที่ต้องสวมเพื่อป้องกันจากเชื้อโรคและไวรัสที่ต้องประสบพบเจอทั่วโลกอย่างในตอนนี้
เธอชื่อมัดหมี่ อายุปีนี้ก็ปาไปสามสิบกว่าแล้ว เป็สาวร่างท้วมหน่อยๆ ที่เป็คนเนิร์ดจัด มัดหมี่ชื่นชอบและทำงานเกี่ยวกับการผลิตเกมส์ที่บริษัทแห่งหนึ่งมานาน แม้ว่าตำแหน่งของเธอก็ยังอยู่ในระดับล่างแต่ด้วยใจรักก็ยังคงทำต่อไป เป็มนุษย์กินเงินเดือนที่ต้องดิ้นรนในเมืองใหญ่ที่ทั้งวุ่นวายและอลหม่านจนสุดจะทนในบางทีเหมือนกัน แต่พอได้อยู่คนเดียว กินของที่ชอบอย่างชาไข่มุก ชาบู หมูกระทะก็สามารถทำให้มัดหมี่คืนชีพได้ในเวลาอันรวดเร็ว เธอมักจะมีชีวิตชีวาและตื่นเต้นอยู่เป็ประจำกับการกิน ชีวิตเรียกได้ว่าเรียบง่ายในเรียบง่าย
ทันทีที่ก้าวเดินออกมาจากตลอด มัดหมี่ก็เลี้ยวเข้าไปในซอยที่เธอพักอยู่ ระหว่างนั้นด้วยความที่สวมแว่นตาและหน้ากากอนามัย ไอหมอกจึงมักจะจับตัวที่เลนส์ยามหายใจเสมอ มัดหมี่ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็ต้องเดินเลี่ยงเข้าไปชิดตึกเล็กน้อยก่อนจะดึงแว่นตาออกมาเช็ดกับเสื้อให้ไอมันหายไป
พอเรียบร้อยก็สวมแว่นกลับเข้าไปเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นเองที่มัดหมี่เห็นว่าตรงข้ามตึกมีร้านอะไรสักอย่างที่มัดหมี่ไม่เคยเห็นมาก่อนเปิดใหม่ ป้ายหน้าร้านเป็ภาษาจีนที่มัดหมี่อ่านออกเพราะเรียนเอกภาษาจีนมา แม้ตอนนี้จะไม่ได้ใช้มากมาย แต่มัดหมี่ที่เรียนได้เกียรตินิยมมา และถึงขั้นเคยไปใช่ชีวิตอยู่ที่จีนเป็ปีก็ไม่เป็ปัญหาหรอก อีกทั้งมีหลายๆ เกมส์ที่มัดหมี่ชอบเล่นก็เป็สัญชาติจีน ภาษาจีนสำหรับมัดหมี่จึงไหลเวียนและดำรงอยู่ในตัวเธอเสมอ
ตอนนั้นเองที่สายฝนพลันพร้อมใจกันตกลงมาอย่างไม่คาดคิด มัดหมี่สบถในใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับสภาพอากาศแล้ววิ่งฉิวเท่าที่สองขาที่สวมแตะคีบจะอำนวย เธอเล็งร้านเปิดใหม่นั้นก่อนจะวิ่งผลุบหายเข้าไปจากประตูร้านราวกับหนีตาย
เสียงกรุ้งกริ้งดังขึ้นตามหลัง กลิ่นเครื่องหอมโชยเข้าจมูกผ่านหน้ากากอย่างบางเบา มัดหมี่มองไปรอบร้านที่เธอถือวิสาสะวิ่งเข้ามาหลบฝน พลันเห็นว่าด้านในดูกว้างขวางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งก็อาจจะเป็เพราะการตกแต่งของร้านก็ได้ ด้านในเป็ชั้นวางหนังสือหลายกลายละลานตา ที่เคาท์เตอร์ปราศจากผู้คน มัดหมี่กวาดตาไปรอบๆ เริ่มรู้สึกเย็นๆ ก็ตอนที่มีร่างสวมชุดจีนโบราณเดินออกมาจากฉากหลังของชั้นหนังสือ เขาคนนั้นเป็สุภาพสตรีวัยชรา แต่ดูสง่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยมวลพลังบางอย่างที่ทำเอามัดหมี่ต้องถอยหลังหนึ่งก้าวไปข้างหลัง
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
เขากล่าวเป็ภาษาจีนทำเอามัดหมี่ต้องงึมงำตอบไป อีกฝ่ายค่อมกายเล็กน้อยก่อนจะผายมือเชื้อเชิญว่าตามสบาย
มัดหมี่ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะซื้อหนังสืออยู่ทุนเดิม ครั้นจะปฏิเสธก็ไร้มารยาท จึงผงกศีรษะรับและเริ่มทำทีเป็เดินดูไปเรื่อยๆ เพราะเกรงว่าจะถูกไล่ออกไปจากร้านถ้าตอบไปว่ามาหลบฝนเฉยๆ จนกระทั่งไปสะดุดตากับกล่องหนังสือชุดเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนชั้น มีชื่อเื่ว่า ‘เ้าสำนักหวนรัก’ มีทั้งหมดสิบเล่ม ราคาย่อมเยาอย่างไม่น่าเชื่อ มัดหมี่กระชับมือที่หิ้วของ เธอลูบสันปกแข็งๆ ด้วยความรู้สึกหลายหลาย เหมือนแรงดึงดูดบางอย่างที่กำลังผลักดันอยู่เงียบๆ ยิ่งเห็นภาพวาดของพระเอกที่ถือกระบี่ในชุดสีเขียวโบราณพริ้วไหวในบรรยากาศหิมะโปรยปรายมือเรียวพ้นชายแขนเสื้อออกมาเผยให้เห็นหลังมือนวลเนื้อ ใบหน้านั้นได้รูปและหล่อเหลาอย่างที่สุด เส้นผมมัดไว้กลางกระหม่อม มีชายผมตกลู่ยาวถึงกลางหลัง
มัดหมี่ชอบผู้ชายทรีดีสามดีที่มีในการ์ตูนและนิยายอยู่แล้ว มาเห็นภาพปกพระเอกก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าซื้อขึ้นมาเลย แต่อย่างไงมัดหมี่ก็ไม่ลืมที่จะอ่านแนะนำนิยายเล็กน้อยว่าเนื้อเื่มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เื่ราวคร่าวๆ ด้านหลังบอกเล่าถึง เ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้สั้นๆ และนางเอกของเื่ที่มีชะตากรรมอาภัพพิการแต่กำเนิด
สุดท้ายมัดหมี่ก็ซื้อนิยายชุดนั้นมา
เื่ราวของนิยายเป็จำพวกกำลังภายในต่อสู้ชิงความเป็หนึ่งในใต้หล้าอย่างสนุกสนานของเ้าสำนักคุ้มภัยสี่สำนัก มัดหมี่เก็บตัวอยู่ในห้องอ่านนิยายและทำงานไปด้วยอย่างไม่เบื่ออีกต่อไป
จนกระทั่งอ่านมาถึงตอนกลางเื่ เล่มที่ห้าที่เป็ฉากการแต่งงานของเ้าสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่ง สำนักคุ้มภัยสกุลกู้ ‘กู้เลี่ยงรุ่ย’ กับนางเอกของเื่ที่แม้จะชะตาอาภัพกำหนดให้ ‘ฉีอ้ายอัน’ ต้องพิการเดินไม่ได้ั้แ่กำเนิด
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นับเป็หญิงงามล่มเมืองคนหนึ่งที่มีพี่ชายอย่างท่านฉีอ๋อง ‘ฉีคุน’ ผู้ปกครองของรัฐฉีคอยเป็ห่วงใยราวไข่ในหินและปกป้องมาตลอดทั้งเื่ และเพราะรักมากจึงขัดขวางการแต่งงานของน้องสาวอย่างเอาเป็เอาตาย ด้วยเป็ศัตรูกับกู้เลี่ยงรุ่ยอยู่แล้ว ฉีอ๋องนับเป็ตัวละครดำเนินเื่ที่มีนักอ่านยกย่องให้กลายเป็ท่านอ๋องแห่งชาติ แม้แต่ตัวของมัดหมี่ที่เอาใจช่วยให้กู้เลี่ยงรุ่ยเอาชนะฉีอ๋องให้ได้เสียทีก็ยังต้องยอมรับว่าบุคลิกและบทบาทของฉีอ๋องมันโดดเด่นและมีมิติจนแทบจะเทียบรัศมีพระเอกอยู่แล้ว ฉีอ๋องไม่ใช่พระรองและไม่ใช่ตัวร้าย
แต่เป็ตัวดำเนินเื่อีกคนที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ปรากฏตัวน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จะว่าค่าตัวแพงก็ว่าได้ แต่ทุกๆ ครั้งที่ออกมาก็ทำเอาเกิดความพลิกผันในเนื้อเื่ทุกครั้งไป อย่างเช่นตอนนี้ที่จู่ๆ ก็ออกมาเพื่อหาทางขัดขวางความรักที่ฟันฝ่ากันมาสี่เล่มของกู้เลี่ยงรุ่ยและฉีอ้ายอัน จนสุดท้ายกู้เลี่ยงลุ่ยตายลงเพราะโดนลอบทำร้ายทำให้ฉากงานแต่งที่ควรจะสวยงามกลายเป็วิวาห์เืที่แสนเศร้า
อ่านมาถึงตรงนั้น มัดหมี่ที่ร้องไห้จนตาบวมและสะอื้นจนตัวโยน รู้สึกว่าการที่กู้เลี่ยงรุ่ยต้องตายเป็อะไรที่ทำร้ายจิตใจจนเกินจะรับได้ มัดหมี่ก็รู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก เธอรู้สึกได้เลยว่าหัวใจกำลังมีปัญหา
ทั้งๆ ที่ผ่านมามัดหมี่ไม่เคยมีปัญหาเื่สุขภาพมาก่อน มัดหมี่คลานลงจากเตียง เธอควานมือไปหามือถือเพื่อโทรขอความช่วยเหลือ แต่อนิจจา มัดหมี่ไปไม่ถึงหล่นตบลงจากเตียงอย่างน่าสังเวช มืดถืออยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่อย่างไรก็ไปไม่ถึง เธอสิ้นใจตรงนั้นเพราะหัวใจวาย
หนังสือเล่มที่ห้าตกลงมาจากเตียง ในรูปแบบหงายหลัง สายลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างเปิดไปยังหน้าที่สามร้อยสิบ ก่อนฉากแต่งงานของกู้เลี่ยงรุ่ยและฉีอ้ายอัน...