เราหยิบวัตถุทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากภาชนะบรรจุที่ทำด้วยแก้วได้หากนำวัตถุนี้ไปรับแสงอาทิตย์ใน่กลางวัน ตอนกลางคืนก็จะใช้ให้แสงสว่างได้ตลอด
ยกตัวอย่างการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบชาร์จใหม่ได้เรื่อยๆจะนึกออกได้ง่ายขึ้นไหม
แต่หากพูดถึงความยากในการใช้งานอย่างหนึ่งก็คือปิดด้วยสวิตช์ไม่ได้เหมือนหลอดไฟฟ้า กล่าวคือยังปรับการใช้งานเป็แบบนั้นไม่ได้ถ้าอยากดับไฟก็ทำได้แค่เอาผ้าหนาๆ ที่เหมือนม่านทึบแสงมาคลุมเท่านั้น
ฉันเริ่มชวนโวล์ฟคุยภายใต้ตะเกียงเวทมนตร์นั้น
“ฉันอยากจะถามหลายอย่างเลยช่วยตอบหน่อยได้ไหม”
“คำถามเหรอ”
เสียงของโวล์ฟดังอยู่ใกล้ๆ
พวกเรานั่งปักหลักในท่าทางสบายๆอยู่กับพื้นหน้าเตาผิงในห้องสมุด ฉันวางกระดาษแผ่นใหญ่ที่เตรียมมาลงบนพื้นคั่นกลางระหว่างเราที่นั่งเผชิญหน้ากันคนละฝั่ง
แน่นอนว่าในห้องมีเก้าอี้อยู่หลายตัวและมีชุดโซฟาตั้งอยู่ใต้ตะเกียงเวทมนตร์ขนาดใหญ่ เพื่ออ่านหนังสือและค้นเอกสารในยามกลางคืน
แต่ที่พวกเราเลือกอยู่หน้าเตาผิงไม่เลือกนั่งบนเก้าอี้หรือโซฟาเ่าั้ก็เพราะถ้านั่งตรงนี้คนอื่นจะมองไม่เห็นจากทางเข้าห้องสมุดโดยตรง
ไม่ได้พยายามทำเื่ไม่ดีสักหน่อยแค่เลือกตรงนี้ด้วยความเห็นตรงกันทั้งสองคน
“ฉันอยากรู้เกี่ยวกับเธอ”
“แต่ถ้าเธอไม่ตอบด้วยก็ไม่ยุติธรรม”
“เอ๊ะ...อือ จะว่าไปก็จริงนะ”
ฉันคิดเล็กน้อยแล้วเสนอวิธีที่ดูยุติธรรม
“ถ้าอย่างนั้นผลัดกันถามคำถามดีไหมล่ะแล้วก็ตอบของตัวเองก่อน ถ้าทำแบบนั้นก็น่าจะยุติธรรมใช่ไหม”
“เข้าใจแล้ว เชิญถามคำถามข้อแรกได้”
ฉันพยักหน้าพลางเขียนชื่อของโวล์ฟลงบนกระดาษตั้งใจจะสร้างประวัติข้อมูลของโวล์ฟเพื่อไว้ใช้อ้างอิงในครั้งหน้า
“ถ้าอย่างนั้น รสนิยมเพศตรงข้ามล่ะพูดง่ายๆ ว่าชอบผู้หญิงแบบไหน”
“...อยู่ๆ ก็ถามเื่นั้นเลยเหรอ”
“อ้าว กะทันหันเกินไปเหรอ”
“คือมันตอบยากเพราะไม่ได้แปลว่าจะชอบคนที่ตรงตามรสนิยมของตัวเองด้วยนี่ เธอเองตอบได้ง่ายๆ เหรอ”
อย่างนี้นี่เอง จะว่าไปคนแบบที่ชอบอาจจะเป็คำถามที่ค่อนข้างยากก็ได้ถ้าให้ฉันตอบก็คงเหม่อและเพ้อว่าเป็คนที่อายุมากกว่าอีกอย่างถ้าคิดเื่ที่เจอหน้ากันวันนี้เป็ครั้งแรกก็เป็คำถามที่เหมือนฉันกระหายใคร่รู้มากเกินไปหน่อย
แต่แน่นอนว่าการที่โวล์ฟจะมีความรักอย่างไรหรือเขาจะชอบคนแบบไหนเป็ปัญหาสำคัญมากสำหรับฉัน
“ถ้าอย่างนั้นเริ่มด้วยคำถามไม่ยาก...ของกินที่ชอบคืออะไรฉันน่ะกลุ้มใจที่สุดเลย อืม...ทาร์ตที่ใส่ผลไม้สดเยอะๆ ก็แล้วกัน”
“ของกินที่ชอบเหรอ ไม่เคยคิดมาก่อนเลย...แต่ถ้าอาหารหนักก็เนื้อ”
“ผิดคาดแฮะ”
พอฉันเขียนคำที่มีความหมายเป็นัยว่า ‘เด็กผู้ชายกินเนื้อ’ ลงไปที่กระดาษโวล์ฟก็ทำหน้าแปลกๆ
“อย่าเขียนอะไรที่มันแปลกๆ สิแล้วทำไมไม่เห็นเขียนคำตอบของเธอเลยล่ะ”
“บันทึกคำตอบของตัวเองลงไปก็ไม่มีประโยชน์นี่นา”
โวล์ฟยืนยันความคิดตัวเองว่าไม่ยอมฉันจึงเปลี่ยนวิธีเขียนเป็บันทึกอย่างช่วยไม่ได้ ตรงกลางเขียนคำถามไล่ไปทีละข้อแล้วกรอกคำตอบของแต่ละคนที่ด้านซ้ายกับขวา
“งั้นต่อไปเป็คำถามของผมจริงด้วยสิ...งานอดิเรกคืออะไร”
“โวล์ฟต้องตอบก่อนจริงไหม”
“หนังสือก็ชอบอ่านนะแต่ถ้าถามว่าชอบอย่างไหนก็ตอบว่าชอบบริหารร่างกายมากกว่า เช่น ศิลปะการฟันดาบหรือขี่ม้า”
“ฉันตรงข้ามนะ ชอบบริหารร่างกายอยู่หรอกแต่ก็อ่านหนังสืออยู่อย่างเดียวน่ะสิ”
ทั้งคู่เพิ่มคำถามที่มีความหมายจริงจังบ้างคำถามทั่วๆ ไปไม่มีความหมายอะไรพิเศษบ้าง และทุกครั้งหน้ากระดาษก็ถูกเติมเต็มด้วยตัวหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ
หนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านคืออะไร
ม้าตัวโปรดชื่ออะไร
เคยเลี้ยงสัตว์ไหม
เนื่องจากถามตอบกันได้อย่างเป็อิสระบางทีจึงตอบออกทะเลไปไม่เกี่ยวกับคำถาม
แม้เราจะอยู่กันตรงนี้แค่สองต่อสองไม่มีวี่แววของคนอื่นอยู่ใกล้ๆ ทว่าพวกเราก็คุยกันเบาๆ โดยไม่มีการตกลงกันล่วงหน้าแต่รู้กันเองโดยไม่ต้องพูด
บางทีนี่คงเป็ผลเสียที่ผู้ใหญ่ให้ ‘เวลาใน่กลางคืน’ กับเด็กๆ น้อยเกินไปหรือเปล่า
ตอนกลางคืนพวกเราที่เป็เด็กต้องพยายามลบร่องรอยทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้พวกผู้ใหญ่จับผิดได้
เพราะพวกผู้ใหญ่ความรู้สึกไวต่อร่องรอยที่พวกเราทำตอนกลางคืนแล้วก็ขโมยเวลาสำคัญนี้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวว่า “เด็กๆ นอนได้แล้ว”
(หน้า49 รูปภาพประกอบ ลีโคริสกับโวล์ฟกังผลัดกันตอบคำถาม โดยมีกระดาษคั่นกลาง)
ฉันกับโวล์ฟสนทนาแลกเปลี่ยนกันด้วยเสียงค่อยๆฉันอธิษฐานว่าอยากให้่เวลานี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
่เวลาแห่งความสนุกสนานผ่านไปในชั่วพริบตาไม่นานนักหน้ากระดาษแผ่นใหญ่ก็เต็มล้นไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับพวกเราทั้งสองคน
ฉันอ่านประวัติข้อมูลของโวล์ฟผ่านๆตาขณะที่แน่ใจได้เื่หนึ่ง
ดูจากโวล์ฟที่อยู่ตรงหน้าแล้วฉันไม่รู้สึกถึงความคิดที่ผิดทำนองคลองธรรมหรือความไม่มั่นคงทางด้านจิตใจเลย
‘โวล์ฟกัง’ในเกมเกลียดความสกปรกเป็อย่างมาก แล้วก็เกลียดผู้หญิงเป็ส่วนที่เรียกได้ว่าเป็ลักษณะเฉพาะตัวของตัวละครแต่ฉันก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งเ่าั้
นึกไม่ถึงว่า ‘โวล์ฟกัง’ จะอยู่กับผู้หญิงที่แม้เป็เด็กก็ตามแค่สองต่อสองจนดึกดื่นป่านนี้อีกทั้งเมื่อถูกถามเื่ประเภทของเพศตรงข้ามที่ชอบอย่างกะทันหัน แม้ไม่ได้ตอบแต่ก็ไม่ได้อารมณ์เสีย
ไม่แน่เสมอไปว่าโวล์ฟกังที่อยู่ตรงหน้ากับ‘โวล์ฟกัง’ ในเกมจะเป็คนคนเดียวกัน
ฉันเล็งจังหวะตอนที่คำถามหยุดชะงักไปกลางคันแล้วเริ่มพูดเข้าเื่สำคัญกับโวล์ฟกัง เพราะตัดสินใจแล้วว่าถ้าเป็โวล์ฟคนนี้ถึงพูดกันแบบเปิดอกให้ฟังก็ไม่เลวร้าย
“นี่โวล์ฟ เื่การหมั้นของพวกเราน่ะ”
คำพูดกะทันหันของฉันทำเอาโวล์ฟตะลึงไปนิดหน่อยจนร้องขึ้น“เอ๊ะ!?”
“เื่การหมั้นที่พวกพ่อพูดกันน่ะเป็เื่ที่มีปัญหาหลายอย่างและไม่รู้ว่าพวกเขาเอาจริงกันแค่ไหนอย่างไรก็ตามก็อยากฟังการตัดสินใจของทางนี้ให้ชัดเจน”
ดูเหมือนโวล์ฟก็เข้าใจทันทีในส่วนที่ว่า‘มีปัญหาหลายอย่าง’ หมายถึงเื่อะไร
ความจริงแล้วเื่การหมั้นของฉันกับโวล์ฟเป็การเดิมพันอันตรายเล็กน้อยสำหรับบ้านดยุกลีเลียตอนที่ฉันลองถามข้อสงสัยในรถม้าจึงได้รู้ความคิดของพ่อเข้า
แน่นอนว่าข้อสงสัยก็คือเื่จะส่งฉันที่เป็ลูกสาวคนเดียวของพ่อซึ่งเป็ดยุกลีเลียไปแต่งกับบ้านอื่นดีหรือไม่
ระบบสืบทอดตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของประเทศนี้ตัวฉันเองก็ไม่อาจสืบทอดตำแหน่งได้ การให้ลูกเขยสืบทอดตำแหน่งจึงเป็วิธีที่ทำกันทั่วไปยิ่งเลือกลูกเขยจากเครือญาติก็เป็วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมด้วย
เหตุผลที่ไม่ทำอย่างนั้นฉันได้ยินพ่อพูดว่า ‘เพราะในบรรดาเครือญาติไม่มีคนที่มีความรู้ความสามารถชนะใจได้เลยสักคน’
พ่อจึงตัดสินใจใช้ความที่ตัวเองยังหนุ่มเดิมพันเลือกโวล์ฟกัง บุตรชายของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ทั้งชาติตระกูลดีและฉลาดมีไหวพริบถูกใจพ่อให้ฉันแต่งงานด้วยพ่ออยากให้เด็กคนนั้นหรือพูดง่ายๆ ว่าอยากให้หลานของตัวเองสืบทอดตำแหน่งดยุกลีเลีย
หรือพูดอีกอย่างได้ว่าลูกของฉันจะรับสืบทอดทั้งรานันคูลาและลีเลียและหากเป็ไปได้พ่อก็หวังให้คลอดเป็เด็กผู้ชาย
หากถึงขั้นที่การหมั้นของฉันกับโวล์ฟถูกประกาศออกไปความคิดของพ่อคงเป็ที่รับรู้ในวงกว้างคงเกิดการคัดค้านที่สองในห้าตระกูลผู้มีอำนาจจะแต่งงานกันในเครือญาติของเราก็คงมีพ่อแม่ที่คิดว่าลูกชายของตนต่างหากที่เหมาะสมจะเป็ดยุกลีเลียรุ่นต่อไป
ส่วนตัวฉันเองไม่มีข้อสงสัยใดๆแน่นอนว่าเพราะฉันไม่มีความปรารถนาในเื่นี้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc