บทที่ 7
ทำตัวน่าสงสัย
“โอ้ยยย เจ็บนะ!”
เสียงประท้วงชวนแสบแก้วหู เสี่ยวเฉิงถูกลากมาไกลจากร้านเขียงเนื้อ ไม่รู้เ้ากระทิงนี่จะลากนางไปถึงไหน มือทั้งหยาบทั้งใหญ่ ระบมไปหมดแล้ว ต่อสู้กับไอ้เฒ่าหัวล้านเมื่อวานนี้ข้อมือยังเคล็ดอยู่ ไม่เห็นใจกันเลย
“ดูซะให้เต็มตา ขืนทำตัวอวดดี ไม่ว่านอนสอนง่าย ที่นั่นจะกลายเป็บ้านหลังที่สองของเ้า!!”
เสี่ยวเฉิงหันไปมองทิศตรงข้าม เห็นเป็ร้านไม้โอ่อ่า ประดับโคมแดงสิบพวง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็เพศชาย หน้าประตูมีผู้คุมสองคน หนึ่งคนถือดาบ หนึ่งคนถือหอก นั่นคือทางไปนรกหรือไง! ทำไมต้องเฝ้าแ่าขนาดนั้น
“ที่นั่นคือ…” เสี่ยวเฉิงยังพูดไม่จบ เสียงราบเรียบสวนขึ้นมาอย่างรู้งาน
“หอนางโลม มันคือหอนางโลม” เขาพูดได้น่าชังนัก หอนางโลมคือสถานเริงรมย์อโคจร จะเรียกว่าบ้านได้ยังไงกัน เว้นเสียแต่ว่า…
คำนึงมาถึงตรงนี้เสี่ยวเฉิงเบิกตาโพลง รีบแหงนหน้ามองคนตัวสูงแล้วย่นจมูกใส่เขาไปทีหนึ่ง เสี่ยวเฉิงหัวเสียจนอยากทึ้งผมไอ้หมอนี่สักทีสองที หอนางโลมบ้านเ้าสิ!!
“เทียนิเจ๋อ ท่านบังคับให้ข้ามาตลาดด้วย ก็เพื่อการนี้โดยเฉพาะงั้นหรือ?”
เสี่ยวเฉิงโกรธมาก โกรธจนเผลอกำนิ้วมือเป็กำปั้นแล้วซ่อนไว้ใต้ชายแขนเสื้อ ยิ่งได้ฟังคำตอบของเขา มันยิ่งทำให้นางควบคุมตัวเองไม่อยู่ เผลอหวดกำปั้นเดาะคางิเจ๋อไปทีหนึ่ง ต่อด้วยก่นด่าไปยกหนึ่ง
“อยากให้ข้าทำตัวดีด้วย ทั้งอยากให้ข้าว่านอนสอนง่าย ขอบอกชัด ๆ ตรงนี้ว่าข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ข้าคือข้า มีความคิดมีความรู้สึก ผิดกับท่านที่เ็าไร้หัวใจ นิสัยร้ายกาจ ซ้ำร้ายยังป่าเถื่อน นี่ยังไม่นับที่ชอบข่มขู่ข้าทางสายตาอีกนะ เวรกรรมของข้าแท้ ๆ ที่เกิดมาเจอคนอย่างท่าน!!!”
ผู้ชายโอหังคนเมื่อครู่หายไปไหนแล้วเล่า…
ก็นางเล่นด่ากราดซะจนิเจ๋อชะงักไปดื้อ ๆ เขาจะงุนงงไปบ้างก็เป็เื่ธรรมดา
โดยกมลสันดานิเจ๋อควรโกรธเสี่ยวเฉิง นางต่อยคางเขาอย่างเต็มแรงเชียวนะ ิเจ๋อขายเสี่ยวเฉิงให้หอนางโลมตอนนี้ก็ยังได้ แต่เขากลับไม่ทำอะไรเลย เว้นเสียแต่อังนิ้วมือลูบใต้คางของตัวเองเบา ๆ
เมื่อวานนี้ิเจ๋อถูกนางโจมตีไปแล้วหนหนึ่ง เรี่ยวแรงของนางมีอยู่จึ๋งเดียว กำปั้นเล็ก ๆ นั่นจะทำอะไรได้ ทว่าวันนี้ต่างออกไป กำปั้นเล็ก ๆ นั่นทิ้งรอยแดงไว้ใต้คางของิเจ๋อ พักหนึ่งมันขึ้นก้อนปูดไม่ต่างจากลูกมะนาว
ิเจ๋อรับรู้ได้ว่าครั้งนี้นางโกรธมากจริง ๆ ทั้งนี้คำพูดของนางช่วยเตือนสติิเจ๋อได้เป็อย่างดี เขาเพิ่งตรัสรู้ได้ว่า การพานางมาแสดงตัวหน้าหอนางโลม ต่อให้มีเจตนาแค่ข่มขู่เท่านั้น แต่มองอีกด้านหนึ่งให้ลึกซึ้ง จึงพบว่านี่เป็การดูแคลนสตรีอย่างหนึ่ง
งั้นนางเดือดดาลและโกรธขนาดนั้นมันก็ถูกต้องแล้ว
“อวี้หลิง เ้ากล้าไปจากข้างั้นหรือ!”
มัวแต่ฉุกคิดอยู่ได้ รู้ตัวอีกทีสาวสวยก็เดินทิ้ง่ไปไกลแล้ว ิเจ๋อรู้สึกผิดอยู่พอตัว ทว่าจะให้เอ่ยปากขอโทษก่อนก็ใช่เื่ เอาเป็ว่า… ค่อยขอโทษนางด้วยวิธีอื่นก็แล้วกัน
ิเจ๋อวิ่งตามไปติด ๆ คราวนี้เป็ิเจ๋อที่คอยเดินอยู่ข้างหลัง ท่าว่านางยังโกรธอยู่ ไม่ยอมพูดอะไรกับิเจ๋อแม้แต่คำเดียว ไม่รู้เป้าหมายปลายทางของนางคือที่ไหน นางจะเอาแต่เดินเรื่อยเปื่อยไม่ได้เด็ดขาด เมืองเหยียนจงไม่ใช่เมืองหลวง แต่กว้างขวางรองจากเมืองหลวงแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น เดินมั่ว ๆ อาจพลัดหลงได้
คนตัวโตตระหนักได้ จึงคว้าเรียวมือมากุมไว้ ครั้งนี้รู้สึกได้เองว่าิเจ๋อััเสี่ยวเฉิงอย่างนุ่มนวล ถ้าทำมารดาเลี้ยงกำมะลอของลูก ๆ หายไป พวกสองแฝดจอมวายร้ายต้องร้องไห้งอแงจนบิดาคนนี้แก้วหูะเิตายแน่ ๆ
“อวี้หลิง เ้าไม่มีสิทธิ์มาเล่นแง่กับข้า เวลานี้เราควรกลับบ้านได้แล้ว”
ชายหนุ่มรั้งให้เสี่ยวเฉิงหยุดเดิน ครานี้น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ได้เ็าเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้นุ่มนวลขนาดนั้น เท่านี้หญิงสาวผู้มาจากต่างโลกก็ััได้แล้วว่าิเจ๋อพยายามทำให้นางหายโกรธ เขาคงสำนึกได้แล้วสินะ
“ข้าไม่ได้เล่นแง่ เพียงแต่ข้าหิวเหมือนไส้จะขาด แค่อยากหาอะไรรองท้องเท่านั้น”
จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็โกรธนั่นแหละ แต่เห็นคนตัวโตทำหน้าหงอยก็อดใจอ่อนไม่ได้จริง ๆ ต่อให้ิเจ๋อจะชอบทำตัวร้าย ๆ ใส่ แต่เขาไม่เคยลงไม้ลงมือกับนาง งั้นก็ถือว่าเขามีจิตสำนึกและมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างเขาปฏิบัติกับนางนุ่มนวลขึ้น ก็บ่งชี้ได้ว่าเขากำลังปรับตัว
คงเพราะิเจ๋อไม่ได้อาศัยอยู่กับเพศหญิงมานาน จึงคุ้นชินกับการทำตัวหยาบกระด้างไปหน่อย
“เช่นนั้นก็ซื้อเกาลัดคั่วสามถุงแล้วกัน”
ิเจ๋อพูดส่ง ๆ พร้อมยัดถุงเงินใส่มือเสี่ยวเฉิง เขาชี้ให้นางไปต่อแถวเอาเอง ส่วนเขานะหรือ เดินดุ่ม ๆ ไปยืนกอดอกรออยู่ริมถนนอีกฟากหนึ่ง เห็นว่าร้านนี้ขายดีและขึ้นชื่อิเจ๋อจึงอยากให้ซื้อมากหน่อย จะได้เอาไปฝากเ้าลูกหมูด้วย
เสี่ยวเฉิงมองเขาคนนั้นแล้วส่ายหน้าอย่างนึกเอ็นดู ในสายตาของนางเริ่มคิดว่าเขาเองก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ั้แ่แรก อย่างถุงเงินนี่ สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในมือของนาง เช่นนั้นิเจ๋อไม่ควรไปโกรธลุงขายเนื้อ เขาเกิดก่อน โตก่อน เคยมีเมียมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็อะไร
ต่อแถวไปพลาง เสี่ยวเฉิงก็คิดเรื่อยเปื่อยไปพลาง แต่ถึงกระนั้นนางไม่ลืมเอี้ยวหน้ากลับมามองิเจ๋อเป็ระยะ หันกลับไปทีไรก็ยังเห็นเขายืนรอเสมอ
แต่ทว่า! บัดนี้เ้าตัวหายไปไหน…
เกาลัดคั่วก็ได้แล้ว เงินก็จ่ายแล้ว เหลือแค่เดินทางกลับบ้านเท่านั้น เขารีบนักมิใช่หรือ แล้วหายไปไหนเล่า…
การหายตัวไปของิเจ๋อ ทำเสี่ยวเฉิงร้อนใจ นางหวั่นว่าจะเกิดมิดีมิร้ายขึ้น ต่อให้ิเจ๋อร่างใหญ่เหมือนกระทิงป่า แต่เขาอาจถูกพวกนักเลงเ้าถิ่นลากไปทำร้ายก็ได้ วิธีหมาหมู่คนพวกนั้นถนัดนัก ยิ่งยุคโบราณแห่งนี้ไม่มีกฎหมายตายตัว การหายตัวไปของิเจ๋อยิ่งน่าเป็ห่วงเข้าไปใหญ่
เสี่ยวเฉิงก้าวขาถี่ ๆ เดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยแถวนั้น ภาวนาให้เจอิเจ๋อในทุกย่างก้าว ยามนี้เบ้าตาสีน้ำตาลอ่อนเริ่มรื้นหยาดน้ำตาขึ้นมาเล็กน้อย นางกลัวมากนะ กับการพลัดหลงอยู่ในต่างแดนเช่นนี้ เมืองเหยียนจงผู้คนเบียดเสียดพลุกพล่าน การจะตามหาใครสักคนไม่ใช่เื่ง่าย
คนสวยจวนจะร่ำไห้อยู่รอมร่อ แต่แล้ว… ดวงตาอ่อนไหวก็เบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นร่างสูงที่ตนคุ้นเคยยืนสง่าอยู่ในตรอกซึ่งห่างจากร้านเกาลัดคั่วแค่สามจั้ง นางไม่เข้าใจว่าิเจ๋อไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไม มิหนำซ้ำยังหันหลังให้ถนนเส้นหลัก ราวกับว่ากำลังยืนเจรจากับใครอยู่
จริงด้วย!!! และไม่ผิดแน่!!!
เทียนิเจ๋อกำลังคุยกับใครก็ไม่ทราบ แต่ร่างสูงกำยำของเขาบังคนผู้นั้นจนมิด ด้วยความสงสัยเสี่ยวเฉิงพยายามเขย่งเท้าก็แล้ว ยืดคอก็แล้ว ล้วนไม่เกิดผล มีวิธีเดียวคือเดินข้ามฝั่งไปหาจึงจะรู้ว่าิเจ๋อกำลังยืนคุยกับใคร…
เสี่ยวเฉิงรักษาลมหายใจอย่างดี อีกนิดเดียวคงเรียกว่ากลั้นหายใจแล้วกระมัง โชคไม่ดีที่เสี่ยวเฉิงยังไม่ทันเห็นว่าคู่สนทนาของิเจ๋อเป็ใคร เสี่ยวเฉิงก็ต้องหยุดฝีเท้าอยู่แค่ตรงนั้นพร้อมกับใช้สองมือแหย่หูตัวเอง นางบอกตัวเองในใจอย่างลนลาน!
ไม่!!! ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!!!